Grab (แกร็บ) เข้าซื้อกิจการ Atome Financial (อะโตมี่ ไฟแนนเชียล) แพลตฟอร์ม “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” (BNPL) ของสิงคโปร์ เริ่มจากการทุ่มเงินสด 1,490 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 52,000 ล้านบาท) ซื้อหุ้น 60% ของฝ่ายหลัง
ตามด้วยการซื้อหุ้นอีก 40% ที่เหลือเพื่อทำให้เป็นเจ้าของโดยสมบูรณ์ในอีก 2 ปีจากนี้ เพื่อขยายขอบเขตบริการสินเชื่อรายย่อยและเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจบริการทางการเงินในแถบอาเซียน ที่แกร็บมีอยู่เดิม
ปีเตอร์ ออย ประธานฝ่ายการเงินของ แกร็บ กล่าวว่า ที่ต้องแบ่งการซื้อกิจการออกเป็น 2 ระยะ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงด้านการจัดสรรเงินทุน
ส่วนเป้าหมายจากนี้ทางแกร็บ หวังเจาะตลาดกลุ่มท่องเที่ยว ความงาม และอีคอมเมิร์ซ ให้ได้มากขึ้นผ่านทางอะโตมี่
ท่ามกลางการคาดการณ์ของแกร็บว่าเมื่อถึงปี 2028 ปีกธุรกิจบริการทางการเงินจะทำกำไรได้เพิ่มเป็น 500 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 16,600 ล้านบาท)

สำหรับ อะโตมี่ เปิดตัวเมื่อปลายปี 2019 ในฐานะธุรกิจในเครือ Advance Intelligence Group สตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นด้านเอไอและฟินเทคจากสิงคโปร์
โดยแจ้งเกิดจากโมเดลธุรกิจบีเอ็นพีแอล ที่ให้ผู้บริโภคแบ่งชำระสินค้าเป็น 3 งวดโดยไม่มีดอกเบี้ยผ่านการสแกนจ่ายทั้งหน้าร้านและออนไลน์
อะโตมี่ ไปเตะตาธนาคารระดับโลกอย่างเอชเอสบีซี รวมไปถึงกองทุนยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ อย่างแบล็กร็อค สนใจมาลงทุน
ในขณะที่ด้านธุรกิจก็มีพันธมิตรมากมายครอบคลุมแบรนด์ค้าปลีก แฟชั่น ความงาม และท่องเที่ยวหลายพันแบรนด์ พร้อมเติบโตอย่างรวดเร็วไปทั่วประเทศแถบอาเซียนรวมถึงจีน
ต่อมา อะโตมี่ ยังได้ขยายผลิตภัณฑ์ไปสู่สินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัลและบัตรเครดิตเสมือนจริง จนได้รับความสนใจจากแกร็บ นำมาสู่การซื้อหุ้นส่วนใหญ่ที่จะเปิดทางสู่การซื้อกิจการทั้งหมดต่อไป
ส่วนปีกธุรกิจด้านการเงินของแกร็บเริ่มเมื่อปี 2018 โดยปัจจุบันมี 4 กลุ่มคือ บริการการชำระเงินดิจิทัล บริการสินเชื่อและเงินทุนหมุนเวียน ธนาคารดิจิทัล และประกันภัยกับลงทุน
ทั้งนี้ตลาดบีเอ็นพีแอล ในประเทศแถบอาเซียนเป็นหนึ่งในตลาดที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก มีมูลค่าการชำระเงินกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 665,000 ล้านบาท) โดยมี 3 ปัจจัยบวกที่เร่งการเติบโต
เริ่มจาก อัตราการเข้าถึงธนาคารที่ยังต่ำ โดยคนจำนวนมากในอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ยังเข้าไม่ถึงบัตรเครดิตหรือสินเชื่อสถาบันการเงินแบบเดิม ดังนั้นบีเอ็นพีแอลจึงเข้ามาทำหน้าที่เป็นสินเชื่อรายย่อยดิจิทัลตัวแรก
ปัจจัยบวกข้อต่อมาคือ การเติบโตของอีคอมเมิร์ซและโมบายเฟิร์ส เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคที่ขับเคลื่อนด้วยสมาร์ทโฟนและแอป ส่งผลให้การฝังระบบบีเอ็นพีแอลเข้ากับขั้นตอนการออกจากแต่ละแอปมีอัตราการใช้งานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยมีการขยายขอบเขตพฤติกรรมการใช้จ่ายเป็นปัจจัยบวกข้อสุดท้าย เพราะปัจจุบันบีเอ็นพีแอล ไม่ได้จำกัดอยู่แค่สินค้าแฟชั่น หรือไอที แต่ขยายไปสู่หมวดหมู่ตั๋วเดินทาง/ท่องเที่ยว, การรักษาพยาบาล การศึกษา และค่าใช้จ่ายต่างๆ ในชีวิตประจำวันด้วย
ยังมีอีกสองประเด็นที่ทำให้ ดีลซื้อกิจการอะโตมี่ของแกร็บน่าสนใจ โดยประเด็นแรกคือ จะทำให้การแข่งขันในตลาดบีเอ็นพีแอลของไทย ดุเดือดยิ่งขึ้น
เพราะบีบให้แพลตฟอร์มอื่นๆ อย่าง เอสเพย์เลเทอร์ รวมไปถึงแพลตฟอร์มลักษณะเดียวกันของธนาคารต้องขยับตัว

โดยที่ แกร็บขึ้นมาเป็นแพลตฟอร์มบีเอ็นพีแอลที่ครบวงจรที่สุดของไทยในตลาด
ส่วนประเด็นที่สองคือ จะทำให้แกร็บถูกจับตามองจากรัฐบาลสิงคโปร์ หลังช่วงไม่กี่ปีมานี้ ประชากรในประเทศใช้บีเอ็นพีแอลกันมากขึ้น
เพราะขอสินเชื่อได้ง่าย และทำธุรกรรมได้สะดวกผ่านสมาร์ทโฟน ประกอบกับสิงคโปร์ให้ความสำคัญอย่างมากกับ “สัญลักษณ์ทางสถานะ”
โดยการเป็นเจ้าของสิ่งของราคาแพง ครอบครองสินค้าแบรนด์หรู-แบรนด์เนมถูกมองว่าเป็นตัวบ่งบอกความสำเร็จ ทำให้เกิดแรงกดดันทางสังคมที่บีบคั้นให้คนรุ่นใหม่กลุ่ม Gen Y ต้องใช้จ่ายเพื่อรักษาภาพลักษณ์
นี่ทำให้เกิดการใช้จ่ายเกินตัวและหนี้ท่วม โดยตามข้อมูลเมื่อปี 2025 ระบุว่า หนี้บีเอ็นพีแอลและบัตรเครดิตในสิงคโปร์ สูงถึง 7,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 232,000 ล้านบาท/ cnbc
