คนไทยอาจไม่ได้ต้องการ “เพื่อนใหม่” เสมอไป แต่อาจต้องการแค่พื้นที่ที่สามารถพูดคุยเรื่องที่ตัวเองสนใจได้ โดยไม่ต้องบอกว่าเป็นใคร
นี่คือหนึ่งในอินไซต์สำคัญที่ทำให้ LINE OpenChat เติบโต จากบริการที่เริ่มต้นในปี 2018 ภายใต้ชื่อ LINE Square สู่คอมมูนิตี้ที่มีผู้ใช้ active รายเดือน (MAU) 24 ล้านคน เพิ่มจาก 20 ล้านคน และมียอดเข้าชมห้องแชทราว 1,800 ล้านครั้งต่อเดือน
ปัจจุบันประเทศไทยยังเป็นตลาดที่มีผู้ใช้ OpenChat สูงที่สุดในโลก
ล่าสุด LINE ประเทศไทยจึงปรับ OpenChat ครั้งใหญ่ ด้วยการย้ายมาอยู่ที่ “แท็บ 3” ตรงกลางด้านล่างของแอป LINE เพื่อให้ผู้ใช้ค้นหาและเข้าถึงคอมมูนิตี้ได้ง่ายขึ้น
ณธกฤต กาญจนมัณฑนา Head of LINE OpenChat Thailand เล่าให้ฟังว่า พฤติกรรมของผู้ใช้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การพูดคุยเรื่องความสนใจ แต่ขยายไปถึงการเรียน การทำงาน การติดตามข่าวสาร และการหาเพื่อนคุยในชีวิตประจำวัน

🟥คนไทยอยากมีพื้นที่คุย แต่ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวตน
บนโซเชียลมีเดียทั่วไป ตัวตนของผู้ใช้มักเชื่อมโยงกับชีวิตจริง ทั้งชื่อ รูปโปรไฟล์ เพื่อน ครอบครัว และคนรู้จัก แต่ OpenChat กลับใช้วิธีตรงกันข้าม ผู้ใช้สามารถตั้งชื่อและรูปโปรไฟล์ใหม่ในแต่ละห้องได้ โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยบัญชี LINE หลัก
ทำให้คนสามารถแยก “ตัวตนในชีวิตจริง” ออกจาก “ตัวตนตามความสนใจ” ได้ อินไซต์นี้ทำให้การเข้าห้องที่มีคนไม่รู้จักจำนวนมากมีความกังวลน้อยลง และผู้ใช้กล้าที่จะถาม แชร์ หรือพูดคุยในเรื่องที่อาจไม่อยากนำไปพูดบนพื้นที่ส่วนตัว
“สิ่งที่เราเห็นคือ คนไม่ได้อยากเปิดเผยตัวตนทุกครั้งที่เข้ามาพูดคุย แต่เขาอยากเปิดเผยความสนใจของตัวเองมากกว่า เพราะฉะนั้น การที่เราสามารถเลือกได้ว่าในห้องนี้เราเป็นใคร ทำให้คนรู้สึกปลอดภัยและกล้าที่จะมีส่วนร่วมมากขึ้น”
จึงเกิดคอมมูนิตี้ที่ไม่ได้มีแค่เรื่องใหญ่ๆ แต่มีความสนใจเฉพาะทางจำนวนมากกว่า 100 หมวด ตั้งแต่สอบราชการ งานฟรีแลนซ์ การเล่นบทบาทสมมติ ไปจนถึงกลุ่มคนเลี้ยงสัตว์แปลก บางเรื่องอาจไม่มีพื้นที่ใหญ่พอในโลกออฟไลน์ แต่เมื่ออยู่บน OpenChat กลับสามารถรวมคนที่สนใจเรื่องเดียวกันได้
🟥ครูไม่ต้องเป็นเพื่อนกับนักเรียน และนักเรียนก็ไม่ต้องแอดครู
อีกหนึ่งตัวอย่าง พฤติกรรมอีกด้านที่เห็นชัดคือกลุ่มการศึกษา ซึ่งมีผู้ใช้งานประมาณ 1.2 ล้านคนต่อวัน โดยเฉพาะในช่วงโควิด-19 ที่การเรียนออนไลน์ทำให้ครูและนักเรียนต้องติดต่อกันผ่าน LINE มากขึ้น
แต่การให้ครูและนักเรียนแอด LINE ส่วนตัวเข้าหากัน กลับสร้างความรู้สึกว่า “พื้นที่ส่วนตัว” กับ “พื้นที่เรียน” กำลังถูกนำมารวมกันn OpenChat จึงเข้ามาทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลาง
ครูสามารถสั่งงาน ติวหนังสือ หรือแจ้งการบ้านได้ ขณะที่นักเรียนสามารถเข้ามาพูดคุยเรื่องเรียน โดยไม่จำเป็นต้องเปิดพื้นที่ส่วนตัวให้กันและกัน
อินไซต์นี้ไม่ได้เกิดจากคนอยากคุยมากขึ้น แต่เกิดจากคนต้องการ “ขอบเขต” ที่ชัดเจนขึ้น

🟥เหงาได้ แต่ไม่จำเป็นต้องรู้จักกัน
ผู้ใช้บางส่วนไม่ได้เข้ามาใน OpenChat เพื่อหาเพื่อนใหม่หรือนัดเจอกันในชีวิตจริง แต่เพียงต้องการมีใครสักคนให้พูดคุยด้วยในแต่ละวัน
เช่น กลุ่มคนต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ สมาชิกอาจเข้ามาบอกว่า “ไปทำงานแล้วนะ” ตอนเช้า หรือ “วันนี้เหนื่อยจัง กลับถึงห้องแล้วนะ” ก่อนจะมีคนในห้องเข้ามาตอบหรือให้กำลังใจ
ความสัมพันธ์ลักษณะนี้ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าอีกฝ่ายชื่ออะไร ทำงานที่ไหน หรือหน้าตาเป็นอย่างไร แต่ทำให้คนที่ใช้ชีวิตอยู่คนเดียวรู้สึกว่ายังมีคนคุยด้วย
สำหรับคนที่ย้ายเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ หรือใช้ชีวิตคนเดียว OpenChat จึงไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับหาเพื่อน แต่กลายเป็นพื้นที่พูดคุยในชีวิตประจำวันในอีกรูปแบบหนึ่ง
และเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ต้องการข้อมูลอย่างเร่งด่วน บทบาทของคอมมูนิตี้ก็ยิ่งชัดขึ้น
🟥ยิ่งเกิดวิกฤต ยิ่งเห็นคุณค่าของ “คนที่อยู่หน้างาน”
ช่วงวิกฤตที่ผ่านมา OpenChat ถูกใช้เป็นพื้นที่สำหรับประสานงานและแลกเปลี่ยนข้อมูลจากคนในพื้นที่ โดยเฉพาะเมื่อผู้คนต้องการข้อมูลแบบเรียลไทม์
ช่วงโควิด-19 เคยมียอดใช้งานประมาณ 30 ล้านครั้งต่อวัน จากการใช้ประสานงานเรื่องยาและอาหาร
เมื่อเกิดภัยพิบัติ พฤติกรรมลักษณะนี้ก็กลับมาอีกครั้ง โดยช่วงแผ่นดินไหวมียอดเข้าชมประมาณ 3.4 ล้านครั้งต่อวัน ขณะที่เหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่มีประมาณ 1.3 ล้านครั้งต่อวัน และน้ำท่วมกรุงเทพฯ ล่าสุดประมาณ 2.9 ล้านครั้งต่อวัน
สิ่งที่ผู้คนต้องการในช่วงเวลาเหล่านี้จึงไม่ใช่เพียงข่าว แต่เป็นข้อมูลจากคนที่อยู่ในพื้นที่จริง เช่น ซอยไหนน้ำสูงแค่ไหน รถเล็กผ่านได้หรือไม่ หรือถนนเส้นไหนควรหลีกเลี่ยง
ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ได้มาจากสำนักข่าว แต่เป็นข้อมูลที่ช่วยให้คนในพื้นที่ตัดสินใจได้ว่าจะเดินทางหรือใช้ชีวิตอย่างไรในสถานการณ์นั้น
ทำให้ OpenChat มีบทบาทอีกด้านในฐานะพื้นที่ที่ “คนในพื้นที่บอกคนในพื้นที่” ได้อย่างรวดเร็ว ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงการขอความช่วยเหลือเมื่อเกิดวิกฤต

🟥OpenChat กลายเป็นพื้นที่ของคนที่ใช้ชีวิตคนเดียว
เมื่อเทียบข้อมูลการใช้งานช่วงไตรมาส 3 ปี 2567 และ 2568 พบว่า OpenChat ไม่ได้ถูกใช้แค่พูดคุยเรื่องความสนใจทั่วไป แต่เริ่มเข้าไปอยู่ในหลายบริบทของชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การเรียน การทำงาน ไปจนถึงการหาเพื่อนคุย โดยมี 5 กลุ่มการใช้งานที่เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจน
การศึกษา เป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีการใช้งานสูงถึง 1.2 ล้านคนต่อวัน และมีเพจวิวเพิ่มขึ้น 33 ล้านครั้งต่อเดือน โดยผู้ใช้ไม่ได้มีเพียงนักศึกษาหรือติวเตอร์ แต่ครูระดับประถมและมัธยมก็เริ่มนำมาใช้สื่อสารกับนักเรียนและผู้ปกครอง ทั้งการสั่งการบ้านและแจ้งข้อมูลต่างๆ เพราะสามารถแยกพื้นที่การทำงานออกจาก LINE ส่วนตัวได้ ขณะที่นักเรียนก็สามารถใช้ชื่อที่เป็นรหัสนักศึกษาหรือเลขที่แทนชื่อจริงได้
กลุ่มพูดคุยทั่วไปและ Roleplay มีเพจวิวประมาณ 40 ล้านครั้งต่อเดือน โดยนอกจากการพูดคุยทั่วไปแล้ว ยังเกิดคอมมูนิตี้รูปแบบใหม่ เช่น กลุ่มที่สมาชิกสวมบทบาทเป็นศิลปินหรือสร้างสถานการณ์สมมติร่วมกัน
อีกมุมหนึ่งคือกลุ่มพูดคุยเพื่อคลายเหงา โดยเฉพาะคนวัยทำงานที่ย้ายจากต่างจังหวัดเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ คนในกลุ่มอาจไม่ได้ต้องการนัดเจอกันจริงๆ แต่ต้องการเพียงมีคนคุยด้วยในแต่ละวัน ตั้งแต่การบอกว่า “ไปทำงานแล้วนะ” ตอนเช้า ไปจนถึงการพูดคุยก่อนนอน ทำให้ OpenChat กลายเป็นพื้นที่เล็กๆ ที่ช่วยให้คนที่ใช้ชีวิตคนเดียวรู้สึกว่ายังมีคนคุยด้วย
กลุ่มบันเทิงและแฟนด้อม มีผู้ใช้งานประมาณ 1.3 ล้านคนต่อวัน โดยใช้ติดตามตารางงาน พูดคุย และโหวตสนับสนุนศิลปิน ขณะเดียวกันยังเกิดห้องขนาดใหญ่ที่มีสมาชิกจำนวนมาก เช่น ห้องของ “น้องหมีเนย” ซึ่งมีสมาชิกเกือบ 20,000 คน สะท้อนว่าการติดตามศิลปินไม่ได้จบแค่การเสพคอนเทนต์ แต่แฟนคลับยังต้องการพื้นที่พูดคุยกันเอง
กลุ่มงานและอาชีพ ก็เริ่มนำ OpenChat มาใช้เป็นช่องทางสื่อสารภายใน ทั้งหน่วยงานราชการและบริษัทเอกชน โดยข้อได้เปรียบหนึ่งคือการรองรับสมาชิกได้มากกว่า LINE กลุ่มทั่วไป ซึ่งรองรับประมาณ 500 คน
ขณะที่ OpenChat รองรับได้สูงสุด 5,000 คน และสามารถขอเพิ่มจำนวนสมาชิกได้ในกรณีของแบรนด์ที่ผ่านการยืนยันตัวตน
ส่วน กลุ่มไลฟ์สไตล์ มีเพจวิวเพิ่มขึ้น 26 ล้านครั้งต่อเดือน ครอบคลุมตั้งแต่ท่องเที่ยว กีฬา ไปจนถึงความสนใจเฉพาะทางอย่างการเลี้ยงสัตว์แปลก หรือ Exotic Pet
จะเห็นได้ว่า OpenChat กำลังขยับจากการเป็นเพียงพื้นที่พูดคุยออนไลน์ ไปสู่คอมมูนิตี้ที่เข้ามาอยู่ในหลายช่วงของชีวิต ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ ในแต่ละวัน ไปจนถึงการใช้เป็นช่องทางสื่อสารเมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญ
ในช่วงวิกฤตเมื่อผู้คนต้องการข้อมูลจากคนในพื้นที่แบบรวดเร็ว ช่วงโควิด-19 OpenChat เคยมียอดใช้งานสูงถึง 30 ล้านคนต่อวัน สำหรับการประสานงานเรื่องเตียงและความช่วยเหลือ ขณะที่เหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่มีการใช้งานประมาณ 1.3 ล้านคนต่อวัน เหตุแผ่นดินไหว 3.4 ล้านคนต่อวัน และน้ำท่วมกรุงเทพฯ ล่าสุด 2.9 ล้านคนต่อวัน
ในสถานการณ์เหล่านี้ OpenChat ทำหน้าที่มากกว่าพื้นที่พูดคุย เพราะผู้ใช้สามารถนำข้อมูลจากคนในพื้นที่มาแชร์ต่อ ขอความช่วยเหลือ และติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ได้

🟥ทำไม LINE ต้องย้าย OpenChat มาอยู่แท็บ 3
เมื่อพฤติกรรมของผู้ใช้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเข้าห้องผ่านลิงก์เชิญ LINE จึงปรับวิธีเข้าถึง OpenChat ใหม่
จากเดิมที่ผู้ใช้มักเข้าห้องผ่านลิงก์หรือ QR Code มาเป็นการค้นหาคอมมูนิตี้ด้วยตัวเองผ่านแท็บ 3
ปัจจุบันแท็บ OpenChat มีการเข้าใช้งานประมาณ 67 ล้านครั้งต่อวัน และมีการค้นหาประมาณ 7.4 ล้านครั้งต่อวัน
ผู้ใช้สามารถค้นหาห้องจาก Search รวมถึงดูห้องที่ LINE คัดเลือก ห้องที่กำลังได้รับความนิยม และ Super OpenChat
การเปลี่ยนแปลงนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการ “ย้ายปุ่ม” แต่เป็นการเปลี่ยนพฤติกรรมจาก
รอคนส่งห้องมาให้ สู่ ค้นหาห้องที่ตัวเองสนใจ
จาก Connect ก่อน สู่ Discover ก่อน
และเมื่อค้นพบห้องที่ตรงกับความสนใจแล้ว จึงค่อยเข้าไปพูดคุยและสร้างความสัมพันธ์กับคนในคอมมูนิตี้
🟥อินไซต์นี้กำลังบอกอะไรกับแบรนด์
สำหรับแบรนด์ สิ่งที่น่าสนใจอาจไม่ใช่แค่จำนวนผู้ใช้งาน แต่คือรูปแบบความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นใน OpenChat
เพราะคนไม่ได้เข้ามาเพียงเพื่อ “ติดตามแบรนด์”
แต่เข้ามาเพราะต้องการพูดคุยกับคนที่สนใจเรื่องเดียวกัน
ดังนั้น การเปิดห้อง OpenChat แล้วปล่อยให้ผู้ใช้เข้ามาแจ้งปัญหาหรือร้องเรียนอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอ
แบรนด์ต้องมีเหตุผลให้คนอยากกลับเข้ามาในห้อง เช่น มีเรื่องให้พูดคุย มีข้อมูลให้แชร์ หรือมีพื้นที่ให้สมาชิกช่วยกันตอบคำถาม
และที่สำคัญ แบรนด์ไม่จำเป็นต้องเป็นคนพูดมากที่สุดในห้อง
เมื่อคอมมูนิตี้เริ่มมีสมาชิกที่รู้จักสินค้า เข้าใจเรื่องที่คุย และพร้อมช่วยเหลือคนอื่น สมาชิกเหล่านี้สามารถกลายเป็นคนที่ช่วยตอบคำถามและสร้างบรรยากาศของห้องได้
จาก “ลูกค้า” จึงค่อยๆ กลายเป็น “คนที่อินกับแบรนด์” และในระยะยาวอาจพัฒนาไปสู่กลุ่มแฟนที่ช่วยพูดถึงและสนับสนุนแบรนด์ด้วยตัวเอง
LINE ประเทศไทย จึงมองว่า OpenChat ไม่ควรเป็นเพียงช่องทางสื่อสารของแบรนด์ แต่ควรเป็นพื้นที่ที่คนซึ่งมีความสนใจร่วมกันสามารถสร้างความสัมพันธ์ต่อกันได้
เพราะท้ายที่สุด คนอาจเข้ามาเพราะ “เรื่องที่อิน” แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาอยู่ต่อ อาจเป็นเพราะได้เจอ “คนที่อินเหมือนกัน”
