“เนื้อวากิว” ชื่อที่แค่เห็นก็พอเดาได้แล้วว่าเป็นเนื้อราคาแพง อร่อย คุณภาพดี
เนื้อวากิว แปลตรงตัวได้ว่า เนื้อวัวที่มาจากวัวสายพันธุ์ญี่ปุ่น เป็นชนิดของเนื้อที่นึกถึงความเป็นญี่ปุ่นทันที
โดยตามคำนิยามแล้วเนื้อวากิวจะต้องมาจากเนื้อวัวญี่ปุ่น 4 สายพันธุ์เท่านั้น ถึงจะใช้ชื่อนี้ได้
แต่เวลาไปร้านอาหารเรามักจะเห็นเนื้อวากิวจากประเทศอื่นโดยเฉพาะออสเตรเลีย
แล้วก็เกิดนึกสงสัยว่า สรุปว่าอันนี้คือ “เนื้อวากิว” จริงรึเปล่า
เรื่องราวทั้งหมดต้องย้อนไปปี 1976
ญี่ปุ่นส่งพ่อวากิว 4 ตัวไปสหรัฐฯ เพื่อการวิจัย ทีนี้ ในเมื่อวัวที่ส่งไปมีแต่ตัวผู้ คนเลี้ยงก็ต้องเอาไปผสมกับแม่วัวพันธุ์อื่นที่มีอยู่ อย่างวัวแองกัส ลูกที่เกิดมาจึงเป็นวากิวครึ่งหนึ่ง แองกัสครึ่งหนึ่ง
นี่คือตัวอย่างของวากิวลูกผสมรุ่นแรก หรือเนื้อ F1 ที่บางร้านเขียนไว้บนเมนู
ปี 1988 เดวิด แบล็กมอร์ เกษตรกรชาวออสเตรเลีย ได้เห็นวากิวลูกผสมที่เท็กซัส เขาสนใจจนจัดการนำเข้าน้ำเชื้อและตัวอ่อนแช่แข็งจากสหรัฐฯ ไปเพาะพันธุ์ที่ออสเตรเลีย
แต่พอเลี้ยงจริง เนื้อที่ได้กลับต่างกันมาก แบล็กมอร์เล่าว่า ขนาดวัวที่เกิดจากพ่อแม่คู่เดียวกัน ตัวหนึ่งมีไขมันแทรกดีมาก แต่บางตัวก็แทบไม่มีเลย
ช่วงที่แบล็กมอร์กำลังหาทางเลี้ยงวัวให้ได้เนื้อลายสวย คนเลี้ยงวัวในญี่ปุ่นเองก็กำลังเจอปัญหา
ปี 1991 ญี่ปุ่นเปิดให้นำเข้าเนื้อวัวได้ง่ายขึ้น คนญี่ปุ่นจึงมีเนื้อต่างประเทศราคาถูกให้เลือกซื้อ เกษตรกรที่เคยขายเนื้อเกรดทั่วไปเริ่มสู้ราคาลำบาก
หลายรายจึงหันมาเน้นวากิวเกรดสูงที่มีไขมันแทรกละเอียด เพราะยังขายได้ราคาดี
คนเลี้ยงวัวญี่ปุ่นคนหนึ่งที่แบล็กมอร์ได้รู้จักคือ โชโกะ ทาเคดะ จากฮอกไกโด
ทาเคดะอยากให้คนทั่วโลกได้กินวากิวแบบที่เขาเลี้ยง ในปี 1994 ทั้งคู่จึงตกลงให้แบล็กมอร์เป็นตัวแทนนำเข้าน้ำเชื้อและตัวอ่อนจากฟาร์มทาเคดะไปออสเตรเลีย
คราวนี้สิ่งที่แบล็กมอร์ได้มา มีทั้งตัวอ่อนที่พ่อและแม่เป็นวากิว 100% เมื่อนำไปฝากท้องที่ฟาร์มในออสเตรเลีย ลูกวัวก็เกิดที่ออสเตรเลียโดยมีสายเลือดวากิวเต็มร้อย แบบนี้เรียกว่า Fullblood
พอถึงปลายทศวรรษ 1990 แบล็กมอร์ก็เริ่มมีฝูง Fullblood ของตัวเอง ขณะที่ฟาร์มอื่นยังเลี้ยงวากิวผสมแองกัสขายอยู่ ออสเตรเลียจึงมีวากิวทั้งสองแบบ
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้คนเลี้ยงวัวในญี่ปุ่นส่วนหนึ่งไม่พอใจ เพราะถ้าเป็นแบบขายเนื้อให้ต่างประเทศ ลูกค้ากินหมดก็กลับมาสั่งใหม่
แต่พอขายสายพันธุ์ให้ ลูกค้าก็สามารถเพาะวัวรุ่นต่อไปได้เอง วันหนึ่งอาจมีเนื้อเหลือพอจะขายแข่งกับญี่ปุ่นด้วย
แม้ตอนนั้นจะทำได้ตามกฎหมาย แต่สมาคมทะเบียนวากิวของญี่ปุ่นจึงขอให้ทาเคดะหยุดส่งออก
แล้วเมื่อเขายังเดินหน้าต่อ สมาคมก็ให้เขาพ้นจากสมาชิกภาพในปี 1997
พอถึงปี 2010 ออสเตรเลียเลี้ยงวากิวขายมาหลายปีแล้ว จังหวะที่เปิดโอกาสให้ขายได้มากขึ้นคือ ตอนที่ญี่ปุ่นเจอโรคปากและเท้าเปื่อยในปศุสัตว์
ประเทศอย่างไทยต้องระงับการนำเข้าเนื้อวัวญี่ปุ่นชั่วคราว ร้านอาหารที่ยังอยากเสิร์ฟวากิวจึงมีเนื้อจากออสเตรเลียให้เลือกซื้อแทน
ปีถัดมา ญี่ปุ่นเจออุบัติเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ จนต้องจำกัดการขนส่งวัวจากบางจังหวัดเพื่อตรวจความปลอดภัย
พอเนื้อญี่ปุ่นกลับมาขาย ร้านอาหารก็มีวากิวให้เลือกสองแหล่ง และราคาต่างกันพอสมควร
สื่อญี่ปุ่นในปี 2015 เขียนว่า ในเวลานั้นวากิวออสเตรเลียราคาประมาณครึ่งหนึ่งของวากิวญี่ปุ่น และเข้าไปครองตลาดวากิวในร้านอาหารหลายแห่ง ทั้งในไทย สิงคโปร์ และฮ่องกง
ซึ่งปัจจุบันแม้ที่ญี่ปุ่นจะมีการผลิตเนื้อวากิวมากที่สุดในโลก
แต่ประเทศที่มีการส่งออกเนื้อวากิวมากที่สุดกลับเป็นออสเตเรีย โดยส่งออกมากถึง 67,000 ตันต่อปี (ไม่ได้ระบุว่าเป็นเนื้อวากิวประเภทไหน)
กลับมาที่ทาเคดะ คนเลี้ยงวัวจากฮอกไกโดที่เสียสมาชิกภาพในสมาคมที่บ้านเกิดในปี 1997
18 ปีต่อมา ในปี 2015 สมาคมวากิวออสเตรเลียบรรจุชื่อเขาไว้ในหอเกียรติยศ
สำหรับเกษตรกรออสเตรเลีย ทาเคดะคือคนที่ช่วยให้พวกเขาเพาะวากิวของตัวเองได้
ส่วนทาเคดะบอกว่า พวกเขาก็ช่วยให้ความตั้งใจของเขาเป็นจริง คือให้คนทั่วโลกได้กินวากิวแบบที่เขาเลี้ยง
