Sony เปิดตัวและเริ่มวางจำหน่าย MDR-3R หูฟังแบบมีสาย ซึ่งมีต้นแบบมาจาก MDR-3 หูฟังสีสันสดใสที่วางจำหน่ายครั้งแรกเมื่อปี 1979 

เอ็มดีอาร์-3อาร์ คงความคลาสสิกของต้นแบบไว้อย่างครบถ้วน แต่เพิ่มลูกเล่นด้วยฟองน้ำหูฟังที่มีให้เลือกสองโทนสี กับไมโครโฟนในตัวสำหรับใช้คุยโทรศัพท์ และมีปุ่มหมุนสำหรับปรับระดับเสียง 

อีกหนึ่งจุดขายสำคัญของเอ็มดีอาร์-3อาร์ คือ ใช้งานได้ด้วยการเสียบสายเท่านั้น แค่เปลี่ยนจากแจ็กขนาด 3.5 มิลลิเมตรของหูฟังแบบมีสายโดยทั่วไป มาเป็นพอร์ตยูเอสบี-ซี ที่ใช้กันอยู่ในสมาร์ตโฟนส่วนใหญ่ 

หูฟังเอ็มดีอาร์-3อาร์ มี 2 รุ่น 2 ราคา โดยรุ่นปกติเป็นฟองน้ำหูฟังสีส้มกับสีน้ำเงิน ราคา 60 ดอลลาร์(ประมาณ 2,100 บาท) 

ส่วนรุ่นพิเศษ ที่เป็นการจับมือกับเน็ตฟลิกซ์ ราคา 80 ดอลลาร์ (ประมาณ 2,800 บาท) มาพร้อมฟองน้ำหูฟังเป็นโทนสีดำ-แดง และเพิ่มโลโก้ สเตรนเจอร์ ธิงส์ ซีรีส์เรื่องดัง

ซึ่งเป็นหนึ่งในคอนเทนต์หัวหอกที่ทำให้หูฟังรุ่นนี้ พร้อมเทคโนโลยีกับคอนเทนต์ย้อนยุค โดยเฉพาะยุค 80 กลับมาฮิตไปทั่วโลก 

สำหรับหูฟังรุ่น เอ็มดีอาร์-3 เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 1979 หรือเมื่อ 47 ปีก่อน โดยแถมมากับซาวด์อะเบาต์ วอล์กแมน ซึ่งเป็นเครื่องเล่นเพลงแบบพกพารุ่นดังของโซนี่ ที่มีส่วนสำคัญให้พฤติกรรมการฟังและวิทยุของคนทั่วโลกเปลี่ยนไป 

เพราะสามารถฟังคนเดียวและพกพาไปไหนมาไหนได้สะดวกขึ้น ไม่ต้องทนเปิดลำโพงฟังผ่านวิทยุร่วมกับผู้อื่นและยังลำบากต่อการยกไปไหนมาไหน หรือไม่สามารถพกพาไปยามเดินทางได้ เหมือนในอดีตก่อนหน้านั้น 

โดยชื่อรุ่น MDR เป็นตัวย่อ โดย M ย่อมาจาก Micro หมายถึงขนาดเล็กและน้ำหนักเบา และ D ย่อมาจาก Dynamic หมายถึง พลังเสียงที่ดังเกินตัว 

ปิดท้ายด้วย R ที่ย่อมาจาก Receiver หมายถึงตัวรับสัญญาณเสียงหรือหูฟังนั่นเอง 

ทั้งนี้ช่วงไม่กี่ปีมานี้หูฟังแบบมีสายเป็นหนึ่งในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ย้อนยุคที่กำลังคืนชีพ โดย แกรนด์ วิว รีเสิร์ช รายงานว่า แม้หูฟังไร้สาย ยังครองตลาดส่วนใหญ่ 

แต่ส่วนแบ่งรายได้ของหูฟังแบบมีสายทั่วโลกในปี 2023 ยังคงรักษาระดับอยู่ที่ประมาณ 36.8% และที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ มีแนวโน้มจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยกว่า 20% 

ยังมีข้อมูลที่สะท้อนถึงการคืนชีพของหูฟังแบบมีสายอีก โดย บีตส์ โซโล4 หูฟังแบบครอบหูที่พ่วงฟังก์ชันการเสียบสายได้ มียอดขายพุ่งสูงขึ้นถึง 193% ในรอบปีที่ผ่านมา 

ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ของย้อนยุคอย่างหูฟังมีสายต่อเนื่องไปถึง เทปคาสเซ็ตต์ โทรศัพท์ฝาพับหรือแม้กระทั่งเครื่องพิมพ์ดีด คือ Newtro หรือเทรนด์การนำของย้อนยุคเก่ามาใช้ในยุคใหม่

โดยมีทั้งแบบที่เสริมฟังก์ชันในยุคปัจจุบันเข้าไป และแทบเกือบจะเหมือนของเดิมแบบ 100%

เพื่อสะท้อนตัวตนในหลายๆ ด้านของกลุ่ม Gen Z เช่น อยากมีโลกส่วนตัว ไม่วิ่งไล่ตามเทคโนโลยีจนเกินไป ต่อต้านทุนนิยมที่บีบให้ต้องใช้ชีวิตเร่งรีบ และเตือนให้คนรอบตัวรู้ว่าอย่าเข้ามารบกวน 

ในส่วนของหูฟังแบบมีสาย ยังเป็นการสะท้อนถึงความเหนื่อยล้าทางดิจิทัลที่คนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ต่างก็เบื่อหน่ายกับการที่ต้องคอยพกพาอุปกรณ์ที่ต้องชาร์จแบตเตอรี่ตลอดเวลา 

หรือการเผชิญกับปัญหาการเชื่อมต่อบลูทูธที่ติดขัดในเวลาที่ต้องการใช้งานเร่งด่วน และใช้งานติด ๆ ขัด ๆ หากผ่านจุดที่สัญญาณสื่อสารแรงๆ 

ขณะที่เรื่องสายพันกันยุ่งเหยิงที่คนทั่วไปมองเป็นข้อด้อยของหูฟังแบบมีสายนั้น คนที่ชื่นชอบการใช้อุปกรณ์ดังกล่าวกลับมองว่า เป็นเสน่ห์ของการใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ที่เนิบช้า 

และเห็นว่าเป็นการเปิดโอกาสให้ได้หยุดนิ่งและใช้สมาธิแก้ปมสั้น ๆ ก่อนจะเข้าสู่ความสุนทรีย์ของการฟังเพลง ซึ่งเป็นสิ่งที่หูฟังไร้สายไม่สามารถมอบให้ได้

พร้อมกันนี้ยังถือเป็นเรื่องโรแมนติกอีกด้วย โดยเป็นสัญลักษณ์ของความใกล้ชิดการได้แบ่งหูฟังคนละข้างกับเพื่อนหรือคนรัก ยังคงเป็นภาพโรแมนติกที่เทคโนโลยีไร้สายทำได้ไม่เป็นธรรมชาติเท่ากับการเชื่อมโยงด้วยสายเส้นเดียวกัน / endgadget