ในยุคที่โลกหมุนไปด้วยความเร็วของสัญญาณอินเทอร์เน็ตและการประมวลผลของสมาร์ทโฟน ดูเหมือนว่าอุปกรณ์สำนักงานรุ่นปู่ย่าอย่างเครื่องพิมพ์ดีด ควรจะกลายเป็นเพียงวัตถุโบราณที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ไปนานแล้ว

ทว่าในความเป็นจริง เครื่องจักรเหล็กที่มีเสียงพิมพ์อันเป็นเอกลักษณ์นี้ยังคงส่งเสียงกังวานอยู่ในออฟฟิศหลายแห่งในสหรัฐฯและอีกหลายประเทศ

มันไม่ใช่เพียงแค่ของสะสมสำหรับกลุ่มคนรักความวินเทจเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือที่ยังไม่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยใดมาทดแทนได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ และท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว เครื่องพิมพ์ดีดมากมายยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์ และพิสูจน์ให้เห็นว่า “เก่า” ไม่ได้แปลว่า “หมดประโยชน์” เสมอไป

ที่ร้าน Marr Office Equipment ในรัฐโรดไอแลนด์ของสหรัฐ ไมค์ มาร์ เจ้าของร้านรุ่นที่สามยังคงวุ่นอยู่กับการชุบชีวิตเครื่องพิมพ์ดีดเก่า เขาเล่าว่าเกือบทุกวันจะมีลูกค้านำเครื่องพิมพ์ดีดสภาพสุดเขรอะมาให้เขาซ่อม

แม้เครื่องจะฝืดเคืองหรือเต็มไปด้วยคราบจาระบีที่แห้งกรังมานานหลายทศวรรษ แต่สำหรับไมค์และทีมช่างอีก 3 คน งานซ่อมเครื่องพิมพ์ดีดกว่า 20-25 เครื่องต่อสัปดาห์ไม่ใช่แค่ภาระ แต่มันคือการรักษาจิตวิญญาณของงานเขียนไว้

นี่ทำให้ในปี 2025 ธุรกิจของเขายังคงอยู่รอดได้ด้วยความต้องการที่คงที่จากทั้งบุคคลทั่วไปและภาคธุรกิจที่ยังตัดใจจากเครื่องพิมพ์ดีดไม่ได้

ข้อมูลที่ยืนยันถึงการเติบโตอย่างเงียบของเครื่องพิมพ์ดีดยังไม่หมดแค่นั้น โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มูลค่าตลาดเครื่องพิมพ์ดีดทั่วโลกยังคงรักษาระดับความโตที่ที่ประมาณ 3-4% ต่อปี และในปี 2023 ขึ้น มาอยู่ที่ 1,120 ล้านดอลลาร์ 34,900 ล้านบาท) ส่วนในปี 2025 คาดการณ์ว่าเพิ่มขึ้นมาอีกเป็น 1,310 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 40,800 ล้านบาท) 

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า แม้จะเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) แต่ความต้องการจากสถาบันการศึกษา หน่วยงานรัฐในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา และบริษัทอีกจำนวนไม่น้อย รวมไปถึงคืนชีพของเทคโนโลยีแบบอนาล็อค (Analog Renaissance) ในกลุ่มคนรุ่นใหม่นั้นมีพลังพอที่จะหล่อเลี้ยงอุตสาหกรรมนี้ไว้ได้

เหตุผลที่เครื่องพิมพ์ดีดยังได้รับความนิยมในภาคธุรกิจนั้นเต็มไปด้วยประเด็นน่าสนใจ โดยเฉพาะในสำนักงานกฎหมายหรือคลังสินค้า พนักงานมักพบว่าการใช้เครื่องพิมพ์ดีดเพื่อกรอกข้อมูลลงในแบบฟอร์มสำเร็จรูปหรือซองจดหมายนั้น ง่ายและแม่นยำ กว่าการตั้งค่าหน้ากระดาษในคอมพิวเตอร์ที่แสนยุ่งยาก

จอห์น โทมัสโซ ทนายความจากสำนักงานแห่งในหนึ่งสหรัฐฯ ยืนยันว่าเขาใช้เครื่องพิมพ์ดีดทุกวันเพื่อพิมพ์เช็คและเอกสารทางกฎหมาย เพราะมันให้ความชัดเจนและไม่ต้องกังวลเรื่องการตั้งค่าเครื่องพิมพ์ที่มักจะคลาดเคลื่อน

นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่อง “ความปลอดภัยทางไซเบอร์” ที่คอมพิวเตอร์ไม่มีวันสู้ได้ เพราะเครื่องพิมพ์ดีดไม่สามารถถูกแฮ็กหรือสอดแนมผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่หน่วยงานความมั่นคงในหลายประเทศยังคงเก็บเครื่องพิมพ์ดีดไว้ใช้ในภารกิจลับระดับชาติ

นอกจากเรื่องการใช้งานจริงแล้ว เครื่องพิมพ์ดีดยังกลายเป็น เครื่องมือบำบัดสำหรับนักเขียนอีกด้วย โดยอัญชลี บาเนอร์จี นักเขียนนิยายชื่อดัง คือหนึ่งในผู้ที่ตกหลุมรักของตกยุคเหล่านี้ ยืนยันได้จากการที่เธอมีเครื่องพิมพ์ดีดอยู่กว่า 80 เครื่อง และใช้มันเขียนร่างแรกของนิยายเสมอ

อัญชลีเล่าว่า การเขียนผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์มักจะมาพร้อมกับสิ่งเร้า ทั้งการแจ้งเตือนอีเมล หรือโปรแกรมตรวจคำผิดที่ขัดจังหวะความคิดสร้างสรรค์ แต่เมื่อเธออยู่หน้าเครื่องพิมพ์ดีด ความคิดของเธอจะไหลลื่นเหมือนการเล่นเปียโน เสียงเคาะแป้นพิมพ์ที่ต้องใช้แรงนิ้วมากกว่าปกติทำให้เธอรู้สึกถึง “การลงมือทำ” อย่างแท้จริง และเมื่อพิมพ์เสร็จเธอก็จะได้แผ่นกระดาษที่มีตัวอักษรปรากฏอยู่ทันทีโดยไม่ต้องรอคำสั่งพิมพ์ใดๆ

ในแง่ของอุตสาหกรรมการผลิต แม้บริษัทใหญ่อย่าง IBM หรือ Lexmark จะยุติการผลิตไปนานแล้ว แต่บริษัทอย่าง Royal ยังคงเดินหน้าผลิตเครื่องพิมพ์ดีดใหม่ๆ ออกสู่ตลาดปีละหลายหมื่นเครื่อง โดยมีฐานการผลิตอยู่ในอินโดนีเซียภายใต้การควบคุมของทีมงานจากญี่ปุ่น

สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการในตลาดยังคงมีความยั่งยืน แม้จะไม่เติบโตหวือหวา แต่ก็เพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงอุตสาหกรรมนี้ไว้ได้ ยิ่งไปกว่านั้น อะไหล่สำรองและตลับหมึกยังสามารถหาซื้อได้ง่ายในราคาประหยัด ทำให้ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาเครื่องพิมพ์ดีดนั้นต่ำกว่าเครื่องพิมพ์เลเซอร์สมัยใหม่หลายเท่าตัว

จากทั้งหมดจึงกล่าวได้ว่า การคงอยู่ของเครื่องพิมพ์ดีดแถมยังโตแบบเงียบๆ พร้อมส่งเสียง “แคร็ก…แคร็ก” และเสียงกริ่งเตือนเมื่อสุดขอบกระดาษในโลกยุคดิจิทัลนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการโหยหาอดีตเท่านั้น แต่มันคือบทเรียนที่สอนให้เราเห็นว่า เทคโนโลยีที่ “ดีที่สุด” อาจไม่ใช่เทคโนโลยีที่ “ใหม่ที่สุด” เสมอไป / bbc