GDH ประกาศทิศทางธุรกิจ วางขยายสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศที่ปัจจุบันสูงถึง 50% ให้เติบโตอีก 100% ภายใน 3 ปีข้างหน้า ควบคู่ไปกับการรุกธุรกิจบริหารจัดการ IP เต็มรูปแบบ และเปิดไลน์อัปคอนเทนต์ใหม่ ภาพยนตร์ชูประเด็น Genderfluid, ซีรีส์แอนิเมชันเรื่องแรก และการกลับมาของซีรีส์เนื้อคู่ประตูถัดไป
คุณจินา โอสถศิลป์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จีดีเอช ห้าห้าเก้า จำกัด (GDH 559) กล่าวว่า ทิศทางหลักของบริษัทคือการยึดมั่นในการทำหนังไทยเป็นอาชีพหลักที่ยั่งยืน และมุ่งยกระดับภาพยนตร์ไทยให้เป็นสินค้าส่งออกทางวัฒนธรรมระดับสากล
“ภาพรวมของตลาดโรงภาพยนตร์ในไทย ทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 3,000 ล้านบาทต่อปี หน้าที่เดียวของเราคือต้องทำหนังไทยให้ดี อยากให้คนมาดูเพราะคุณภาพงาน และต้องสู้ด้วยความคิดสร้างสรรค์”
“โจทย์ใหญ่คือการสร้างจุดขายที่น่าตื่นตาตื่นใจหรือแก่นเรื่องทรงพลังที่ดึงดูดให้คนยอมสละเวลามาโรงหนัง โดยเราก็ต้องการทั้งรายได้บ็อกซ์ออฟฟิศเพื่อหล่อเลี้ยงอาชีพ และรางวัลเพื่อการยอมรับในระดับสากล”

กลุ่มภาพยนตร์ ซึ่งเป็นธุรกิจหลัก ได้ปรับกลยุทธ์เน้นการสร้างพล็อตเรื่องที่แปลกใหม่และมีความเป็นสากล นำโดยโปรเจกต์ไฮไลต์อย่างภาพยนตร์รักชูประเด็น ‘Gender Fluid’ (เพศลื่นไหล) ในชื่อชั่วคราว ‘เพื่อนสาว’ หรือ ‘หนังรักนางงาม’ ที่ถ่ายทอดเรื่องราวความรักสุดสับสนของช่างแต่งหน้าชายที่มีบุคลิกเป็นสาวและมีแฟนหนุ่มอยู่แล้ว แต่กลับเกิดความหวั่นไหวเมื่อได้ร่วมงานใกล้ชิดกับนางงาม โดยได้ ไอซ์ซึ ณัฐรัตน์, มาริโอ้ เมาเร่อ และ ญดา นริลญา มารับบทนำ ภายใต้การกำกับของ วันแวว หงษ์วิวัฒน์ และมี โต้ง บรรจง เป็นโปรดิวเซอร์
ภาพยนตร์ ‘THE UNTITLED SNOOKER’ แนวกีฬาเข้มข้นนำแสดงโดย บิวกิ้น พุฒิพงศ์ ภาพยนตร์แนว Drama Comedy สะท้อนมุมมองครอบครัวยุคใหม่อย่าง ‘3 Daughters’
ภาพยนตร์สยองขวัญระดับตำนานจากบทประพันธ์ ‘ทายาทอสูร’ นำมาตีความใหม่ในหนัง ‘คุณยายวรนาฏ’ นำแสดงโดย ใหม่ ดาวิกา และ ‘HENRY’s First Dates’ ภาพยนตร์ร่วมทุนกับ โซนี่ พิคเจอร์ส ที่รีเมกจากภาพยนตร์อเมริกันแนวโรแมนติกคอมเมดี้ 50 First Dates (2004) สลับมุมมองใหม่ให้ตัวเอกชายเป็นฝ่ายความจำเสื่อม

กลุ่มซีรีส์และแอนิเมชัน ได้หันมาจับกระแสความคิดถึงและบุกตลาดครอบครัวเต็มกำลัง โดยเตรียมส่งโปรเจกต์ ‘Return of True Love Next Door’ นำแก๊งเนื้อคู่ประตูถัดไปกลับมาคืนจอในรอบเกือบ 20 ปี ในรูปแบบซีรีส์สั้น 4 ตอน พร้อมนักแสดงชุดเดิมครบทีม นำโดย ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ และเตรียมเสริมนักแสดงรุ่นใหม่
ขณะเดียวกันก็เปิดตัวโมเดลธุรกิจใหม่ผ่านแอนิเมชันซีรีส์เรื่องแรก ‘แม๊กซ์กับจ่อย จอยจอย มาร์เก็ต’ (Joy Market) ความยาว 13 ตอน ที่ร่วมสร้างกับทีมผู้ผลิตก้านกล้วย ถ่ายทอดเสน่ห์ตลาดร่มหุบในมุมมองสนุกสนาน และเตรียมขยายสู่ตลาดต่างประเทศ
ส่วนของธุรกิจดาวรุ่งใหม่ นำโดยโมเดลการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property: IP) เป็นเครื่องยนต์ใหม่ที่สร้างการเติบโตขนาดใหญ่นอกเหนือจากบ็อกซ์ออฟฟิศ
โดดเด่นด้วยการต่อยอด IP จากภาพยนตร์ปรากฏการณ์อย่าง ‘หลานม่า’ ที่สตูดิโอระดับโลกในฮอลลีวูดซื้อสิทธิ์ไปรีเมกเป็นเวอร์ชันอเมริกัน ซึ่งบริษัทจะได้รับส่วนแบ่งรายได้ ควบคู่ไปกับการแชร์ความคิดสร้างสรรค์ระหว่างโปรดิวเซอร์
อีกทั้งยังมีกลุ่มธุรกิจเกม ที่ร่วมมือกับค่ายเกมชั้นนำ พัฒนาเกมและบอร์ดเกมจากภาพยนตร์ ‘วิมานหนาม’
กลุ่มการศึกษาที่ร่วมลงนามความร่วมมือระยะยาวและพัฒนาหลักสูตรกับมหาวิทยาลัยกรุงเทพและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์จริงสู่คนรุ่นใหม่
กลุ่มสินค้าที่ระลึกหรือสินค้าลิขสิทธิ์ที่ร่วมกับพันธมิตรแบรนด์ดังอย่าง Double A, 7-Eleven, Moshi Moshi และ S&P
ด้านตลาดต่างประเทศ ถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญและอนาคตแห่งการเติบโต โดยปัจจุบันครองสัดส่วนรายได้กระโดดขึ้นมาถึง 50%
บริษัทมองเห็นโอกาสเติบโตอีกมาก ตอกย้ำด้วยความสำเร็จของ ‘หลานม่า’ จึงตั้งเป้าหมายขยายรายได้ส่วนนี้ให้เติบโตอีก 100% หรือเท่าตัว ภายใน 3 ปีข้างหน้า รวมถึงมองการร่วมทุนกับพาร์ตเนอร์ต่างประเทศ การทำสัญญาระยะยาวกับ เน็ตฟลิกซ์ และการขยายพื้นที่ขายลิขสิทธิ์ภาพยนตร์คลาสสิกไปรีเมกในระดับสากล เช่น ‘ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ’ ในอินโดนีเซีย และ ‘แฟนเดย์’ ในอินเดีย
“อุตสาหกรรมหนังไทยสามารถไปได้ไกลกว่าแค่ในประเทศ หากภาพยนตร์มีแก่นเรื่องที่แข็งแรงและจับใจคนดูได้ หนังจะไม่มีวันหมดอายุ ความประทับใจเหล่านั้นก็จะยังคงอยู่ตลอดไป และสามารถนำไปดัดแปลงเพื่อเล่าใหม่ได้ในทุกวัฒนธรรมทั่วโลก ซึ่งถือเป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยสนับสนุนวิสัยทัศน์ให้คนทำหนังไทยสามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน”
ทั้งนี้ การลงทุนผลิตภาพยนตร์คุณภาพในปัจจุบันมีต้นทุนสูงขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ 70 ล้านบาทต่อเรื่อง (รวมงบการตลาดและโปรดักชัน) ซึ่งเพิ่มขึ้นจากอดีต 30%
อย่างไรก็ตาม บริษัทยังได้รับปัจจัยบวกและแรงหนุนสำคัญจากมาตรการ Cash Rebate ของภาครัฐที่จะช่วยคืนเงินภาษี 15-30% สำหรับการถ่ายทำในประเทศไทย ซึ่งช่วยลดต้นทุนและเพิ่มสภาพคล่องได้อย่างมาก
โดยเมื่อผลประกอบการที่รายงานกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า บริษัทมีรายได้รวม 376 ล้านบาทในปี 2023, 677 ล้านบาทในปี 2024 (เติบโตก้าวกระโดดจากความสำเร็จของหลานม่า) และ 319 ล้านบาทในปี 2025
สำหรับปี 2026 บริษัทได้วางเป้าหมายรายได้ไว้ที่ 556 ล้านบาท โดยมั่นใจว่าผลประกอบการจะเติบโตใกล้เคียงหรือมากกว่าสถิติเดิมจากแรงส่งของภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ในช่วงท้ายปี
