ในโลกของการสร้างสรรค์คอนเทนต์ เส้นแบ่งระหว่างความล้มเหลวและความสำเร็จมักถูกขีดคั่นด้วยคำว่า “โอกาส” และ “จินตนาการ” เช่นเดียวกับเรื่องราวของซีรีส์ดังสุดของ Netflix อย่าง Stranger Things”

เดิมทีผลงานของพี่น้องฝาแฝด ดัฟเฟอร์ เกือบจะไม่ได้แจ้งเกิดหากพวกเขายอมแพ้ หลังจากถูกสตูดิโอ 15 แห่งปฏิเสธอย่างไม่ใยดี ทว่าเมื่อโปรเจกต์นี้มาถึงมือของ Netflix ในช่วงที่แพลตฟอร์มกำลังต้องการสร้างภาพจำและเอกลักษณ์ของตนเอง มันก็ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จทั้งฝาแฝดคู่นี้และตัวแพลตฟอร์ม

จากซีรีส์นอกสายตาในวันนั้น มาวันนี้กลับกลายเป็น “เสาหลัก” ที่ทำให้ Netflix ไม่ได้เป็นเพียงแค่คู่แข่งในตลาด แต่คือผู้นำของแพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิ่ง 

เท็ด ซารานดอส ซีอีโอร่วมของ Netflix ได้กล่าวในงานเปิดตัวซีซั่นสุดท้าย (4 ตอนแรก) ว่า แม้ House of Cards เป็นซีรีส์ที่ประกาศให้โลกรู้ว่า Netflix ทำรายการทีวีที่มีคุณภาพได้ดีเพียงใดแต่สำหรับเขา Stranger Things ต่างหากที่เป็น Star Wars Moment หรือช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ที่สร้างแรงกระเพื่อมรุนแรงที่สุดของแพลตฟอร์มที่ตนร่วมบริหาร 

เขายังกล่าวอีกว่า ซีรีส์เรื่องนี้ไม่ใช่แค่รายการทีวีที่มีคนดูมากมาย แต่มันคือการสร้างตัวละครที่เคลื่อนไหวไปพร้อมกับ Pop Culture นำไปสู่การจัดอีเวนต์สด การผลิตสินค้าลิขสิทธิ์ และการสร้างจักรวาลขยายที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลกนับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2016 เป็นต้นมา

ความสำเร็จที่จับต้องได้เห็นชัดที่สุดคือตัวเลขการรับชมของซีซั่นที่ 5 ซึ่งเป็นบทสรุปสุดท้าย โดยภาคแรก (Volume 1) ที่ฉายในช่วงวันขอบคุณพระเจ้าที่ผ่านมา มียอดผู้เข้าชมสูงถึง 59.6 ล้านวิว ภายในระยะเวลาเพียง 5 วันแรก ซึ่งถือเป็นสถิติการเปิดตัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับซีรีส์ภาษาอังกฤษบนแพลตฟอร์ม

นอกจากนี้ ความนิยมยังส่งผลสะท้อนกลับไปยังซีซั่นเก่าๆ เมื่อแฟนคลับพากันย้อนกลับไปดูซีซั่น 1-4 อีกครั้งเพื่อทบทวนเนื้อเรื่อง และสารคดีเบื้องหลังละครเวทีในชื่อ Stranger Things : The First Shadow ที่เผยถึงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด ส่งผลให้ยอดการรับชมโดยรวมของคอนเทนต์ Stranger Things พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

ความน่าสนใจของบทสรุปในซีซั่น 5 ยังรวมถึงปรับแนวทางสตรีม และเสริมด้วยการฉายโรง โดยซีซั่นนี้จะแบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกมี 4 ตอน สตรีมไปแล้วเมื่อ 26 พฤศจิกายน ตามด้วยส่วนที่ 2 อีก 3 ตอนที่สตรีม 26 ธันวาคม และปิดท้ายด้วย ตอนตอนอวสานที่มีความยาวกว่า 2 ชั่วโมง ซึ่งนอกจากสตรีมในวันที่ 31 ธันวาคมแล้ว ยังจะเปิดให้ชมในโรงภาพยนตร์กว่า 500 แห่งอีกด้วย 

ยังมีอีกประเด็นที่ทำให้การนำตอนอวสานไปฉายในโรงน่าสนใจ นั่นคือการเลือก “ไม่ขายตั๋ว” แต่ให้ผู้ชมซื้อคูปองอาหารและเครื่องดื่มเพื่อแลกที่นั่งแทน โดย วิธีการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดความเครียดกับเจ้าของโรงภาพยนตร์เรื่องส่วนแบ่งรายได้ แต่ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่เคยมีปัญหากันมานาน 

นี่เป็นการเดินเกมที่ฉลาดในการขยายฐานการรับชมจากหน้าจอที่บ้านสู่จอยักษ์ในโรงภาพยนตร์ หลังข่าวการซื้อกิจการ Warner ที่จะทำให้ ได้ทั้งช่อง HBO และหนังอีกมากมายของ Warner มาอยู่ใต้ชายคา 

Stranger Things ยังได้ปลุกให้ยุค 80 กลับฮิตตั้งแต่ คอนเทนต์ แฟชั่น ดนตรี ไปจนถึงอาหาร ซึ่งทาง Netflix ได้ต่อยอดสู่ธุรกิจใหม่ นั่นคือขายสินค้าลิขสิทธ์จากคาแร็คเตอรืในคอนเทนต์ของแพลตฟอร์มขึ้นอย่างเป็นทางการ

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ทำได้เพียงจับมือกับแบรนด์ระดับโลกอย่าง Lego, Nike, Crocs, และ Starbucks เท่านั้น ซึ่งนอกจากเพิ่มช่องทางทำเงินใหม่ๆ แล้วยังเป็น กลยุทธ์ในการรักษาสัมพันธ์และวนสร้างการจดจำของแฟนคลับให้คงอยู่ต่อไปอีกด้วย 

จากทั้งหมดจึงกล่าวได้ว่า  Stranger Things ไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จทางธุรกิจหรือเรื่องราวของเด็กกลุ่มหนึ่งที่เผชิญหน้ากับสิ่งเหนือธรรมชาติ แต่มันคือข้อพิสูจน์ถึงพลังของความคิดสร้างสรรค์ที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของสื่อจากการถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่าในอดีต สู่การเป็นตัวเชื่อมคนหลายรุ่นเข้าด้วยกันผ่านความทรงจำและจินตนาการ

ดังนั้นเมื่อตอนอวสานของซีซั่นสุดท้ายจบลง สิ่งที่หลงเหลืออยู่จะไม่ใช่แค่สถิติยอดผู้ชมที่ทำลายทุกสถิติเท่านั้น / cnbc 


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer