STAND OIL แบรนด์กระเป๋าสุดฮิตจากเกาหลีใต้ ผ่านมาเป็นเวลากว่า 8 ปีที่ยืนอยู่ท่ามกลางการแข่งขันของแบรนด์แฟชั่นมากมายในตลาดได้
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ชื่อของ STAND OIL เริ่มยึดครองพื้นที่ในตลาดแฟชั่นวัยรุ่นอย่างเงียบ ๆ แม้จะมีช่วงหนึ่งที่คนคลั่งไคล้มากโดยเฉพาะในหมู่นักศึกษาเกาหลี แต่เมื่อผ่านช่วงกระแสนั้นมาได้ แบรนด์ก็ยังคงรักษาความนิยมไว้ได้แม้ผ่านช่วงเวลาเมกะฮิตมาแล้ว
STAND OIL เริ่มเข้ามาในไทยโดยการเปิดตัวที่ห้างสรรพสินค้าที่มีกลุ่มลูกค้าเป็นเหล่าวัยรุ่นอย่าง “สยามเซ็นเตอร์” ซึ่งช่วงนี้อาจจะกลับมาโชว์ในหน้าฟีด Instagram, TikTok ค่อนข้างมาก เนื่องจากแบรนด์ไปร่วมคอลแลปคอลเลคชันใหม่ Thailand Exclusive กับแฟชั่นไอคอนของไทย อย่าง “ชมพู่ อารยา” และ “น้องเกล” ทำให้ STAND OIL กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง
จากแบรนด์กระเป๋าเล็ก ๆ ในกรุงโซล วันนี้ STAND OIL กลายเป็นหนึ่งในตัวแทนคลื่นลูกใหม่ของแฟชั่นเกาหลีที่กำลังขยายอิทธิพลออกไปไกลกว่าตลาดเอเชีย และเริ่มปักธงในสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นสนามแข่งขันที่ยากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกแฟชั่น
STAND OIL ทำอย่างไรให้ตัวเองเติบโตได้รวดเร็วในตลาดที่มีคู่แข่งนับไม่ถ้วน
เริ่มด้วยการขายความพอดีมากกว่าแฟชั่น
STAND OIL ก่อตั้งขึ้นในปี 2018 โดย Lee Hyejoo ชื่อแบรนด์มาจากวัสดุที่นิยมใช้รักษาสภาพภาพวาดสีน้ำมัน สื่อถึงแนวคิดการสร้างผลงานที่คงคุณค่าและใช้งานได้ยาวนาน ซึ่งแนวคิดนั้นถูกส่งต่อมายังสินค้าของแบรนด์อย่างชัดเจน
กระเป๋าของ STAND OIL ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เป็น Fast Fashion ที่ดังเพียงฤดูกาลเดียว แต่ถูกสร้างขึ้นบนหลักคิดของคำว่า “Timeless” ด้วยดีไซน์ที่เรียบง่าย ใช้งานได้จริง เข้ากับเสื้อผ้าได้หลากหลายสไตล์ สามารถสะพายได้ทุกวัน
ในยุคที่ผู้บริโภคเห่อการซื้อของตามกระแส แต่ STAND OIL กลับไม่วิ่งไล่ตามกระแส แบรนด์ออกแบบสินค้าที่สะท้อนตัวตนชัดเจนและอยู่เหนือกระแส แล้ววางตำแหน่งราคาให้คนเข้าถึงได้ เพียงหลัก 2-3 พันบาท แต่กลับวางภาพลักษณ์แบรนด์เป็นไฮสตรีทแฟชั่น ส่งให้คนดังที่กำลังเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นช่วงนั้นสะพาย อาทิ เจนนี่ Blackpink ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะเจ้าแม่ Sold out หยิบจับอะไรใครก็อยากใช้ตาม ยิ่งทำให้ผู้บริโภคมองว่าแบรนด์นี้คือกระเป๋าดีไซน์ดี มีเทสต์ คุณภาพสูง แต่ราคาเป็นมิตร
กระเป๋าขวัญใจนักศึกษา
ด้วยความที่กระเป๋าหลายรุ่นมีราคาเพียงประมาณ 60-135 ดอลลาร์ หรือราว 2,000-4,500 บาท ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าจับต้องได้ แต่ยังคงได้รับงานออกแบบและคุณภาพที่ดูพรีเมียม นี่คือจุดที่แบรนด์เกาหลีหลายแบรนด์ใช้เป็นจุดแข็งของตน ไม่ได้มีเพียงแค่ STAND OIL แต่แบรนด์ดังเกาหลีอย่าง Osoi, Marge Sherwood ก็ใช้กลยุทธ์นี้ ซึ่งนั่นทำให้แบรนด์จากเกาหลีได้เปรียบคู่แข่งในยุโรป เพราะนำเสนอสิ่งที่ผู้บริโภคยุคใหม่กำลังมองหา คือคุณภาพในราคาสมเหตุสมผล
Key Success คือ K-Culture
ในช่วงที่กระแส K-Pop, K-Beauty และวัฒนธรรมเกาหลีกำลังได้รับความนิยมทั่วโลก STAND OIL เข้าใจดีว่าความสนใจเหล่านี้สามารถต่อยอดไปสู่สินค้าแฟชั่นได้ แบรนด์จึงไม่ได้ทุ่มงบประมาณมหาศาลไปกับการโฆษณาแบบดั้งเดิม แต่เลือกเติบโตผ่านโลกโซเชียล
ให้กระเป๋าของตัวเองไปปรากฏอยู่ในคอนเทนต์ของอินฟลูเอนเซอร์สายแฟชั่นจำนวนมาก รวมถึงไอดอล K-Pop อย่าง Wendy วง Red Velvet และ Shuhua จาก (G)I-DLE จากนั้นกระแสก็ขยายวงกว้างขึ้น เมื่อคนดังระดับโลกเริ่มหยิบมาใช้งานทั้ง Charli XCX, Bella Hadid ต่างเคยถูกพบเห็นพร้อมกระเป๋าของแบรนด์ เมื่อภาพเหล่านี้ถูกแชร์ต่อใน TikTok และ Instagram ความต้องการของผู้บริโภคก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
กลุ่ม Gen Z ที่ตัดสินใจซื้อสินค้าจากสิ่งที่เห็นบนฟีดอยู่ทุกวัน การปรากฏตัวในคอนเทนต์จึงมีอิทธิพลมากกว่าป้ายโฆษณาขนาดใหญ่เสียอีก
เลือกพาร์ตเนอร์เก่ง
อีกกลยุทธ์ที่ช่วยผลักดันการเติบโตของ STAND OIL คือการจับมือกับ MUSINSA แพลตฟอร์มแฟชั่นออนไลน์รายใหญ่ของเกาหลีใต้ ความร่วมมือนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การขายสินค้า แบรนด์ใช้ MUSINSA เป็นพื้นที่ทดลองตลาด เปิดตัวคอลเลกชันพิเศษ จัดไลฟ์ขายสินค้า และร่วมทำแคมเปญกับแบรนด์อื่น ๆ
ในปี 2022 กระเป๋ารุ่น Oblong และ Butter ซึ่งเป็นสินค้าขายดีของแบรนด์ สามารถสร้างยอดขายได้ถึง 150 ล้านวอนจากการไลฟ์ขายครั้งแรกบน MUSINSA LIVE
แม้ไม่มีตัวเลขรายได้เปิดเผยอย่างชัดเจน แต่ยอดขายจากแพลตฟอร์ม Musinsa เพียงอย่างเดียวสูงถึง 20,000 ล้านวอนต่อปี ราว 400 ล้านบาท และกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วไปยังตลาดต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ไต้หวัน ไทย และฮ่องกง
นอกจากนี้ STAND OIL ยังขยายการมองเห็นผ่านร้านค้าแบบ Shop-in-Shop ในสาขาสำคัญอย่าง Hongdae และ Daegu ช่วยให้ลูกค้าได้สัมผัสสินค้าในโลกจริงมากขึ้น
ทำให้ปังในโซเชียลแล้วค่อยขยายหน้าร้าน
แม้แบรนด์จะเติบโตจากโซเชียลมีเดีย แต่ STAND OIL เข้าใจว่าการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาวก็ยังต้องมี หลังยุคโควิด จึงกลับมาให้ความสำคัญกับร้านค้าออฟไลน์อีกครั้ง
เดินหน้าจัด Pop-up Store ในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย เหตุผลสำคัญไม่ใช่เพียงการขายสินค้า แต่เป็นการเรียนรู้พฤติกรรมของผู้บริโภคแต่ละตลาด เพราะข้อมูล (Data) ที่มีค่าที่สุดคือเสียงของลูกค้าที่เดินเข้ามาลองสินค้าในร้าน
ทำไม STAND OIL ถึงมีโอกาสไปได้ไกลกว่านี้
จุดแข็งของ STAND OIL อยู่ที่การผสมผสาน 4 สิ่งเข้าด้วยกันอย่างลงตัวคือ ดีไซน์เรียบง่ายที่อยู่เหนือกระแส ราคาเข้าถึงได้ คุณภาพเป็นที่ยอมรับ และที่สำคัญคือพลังของวัฒนธรรมเกาหลีที่กำลังได้รับความนิยมทั่วโลก
เพราะการสร้างสินค้าที่ตอบโจทย์ชีวิตจริงของผู้คน อาจเป็นกลยุทธ์ที่ทรงพลังกว่าการขายภาพลักษณ์ หรือทุ่มเม็ดเงินโฆษณา จัดแคมเปญยิ่งใหญ่ ยิ่งได้อานิสงส์จาก K-Pop และ K-Beauty ด้วยแล้ว K-Fashion จะยังคงเติบโตต่อเนื่องไปพร้อมกันได้ และทำให้ชื่อของ STAND OIL ก้าวสู่การเป็นแบรนด์แฟชั่นระดับโลกในอนาคตอันใกล้นี้
อ้างอิง : standoil, fashionista, Musinsa, jangjihoo, indy100,



