การประกาศดีลประวัติศาสตร์มูลค่า 72,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.2 ล้านล้านบาท) เพื่อเข้าซื้อกิจการ Warner ของ Netflix กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วอุตสาหกรรมคอนเทนต์โลก ท่ามกลางการจับตามองจากหลายฝ่ายถึงผลกระทบในวงกว้างที่จะตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อุตสาหกรรมคอนเทนต์ของเกาหลีใต้เป็นอีกหนึ่งในกลุ่มที่จับตามองดีลยักษ์นี้อยู่ เนื่องจากอาจต้องตกที่นั่งลำบากหากการซื้อขายสำเร็จ

สื่อเกาหลีใต้วิเคราะห์ว่า หาก Warner ย้ายไปอยู่ภายใต้ชายคาของ Netflix ทาง Netflix จะต้องแบกรับภาระหนี้มหาศาลของ Warner เพื่อแลกกับการได้ถือครองลิขสิทธิ์คอนเทนต์ระดับแม่เหล็กอย่าง Harry Potter, Game of Thrones และจักรวาล DC ที่เต็มไปด้วยซูเปอร์ฮีโร่ระดับโลกอย่าง Superman และ Batman ซึ่งแน่นอนว่า Netflix ย่อมมีแผนที่จะสร้างภาคต่อและขยายอาณาจักรคอนเทนต์เหล่านี้ต่อไป
สิ่งน่ากังวลที่ตามมาคือ เม็ดเงินลงทุนก้อนใหญ่ของ Netflix อาจถูกเทไปที่การพัฒนาคอนเทนต์ระดับโลกเหล่านี้เป็นหลัก จนส่งผลให้อัตราส่วนงบประมาณการผลิตคอนเทนต์ท้องถิ่นในแต่ละประเทศลดลง โดยเฉพาะเกาหลีใต้ที่จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด
เนื่องจากปัจจุบัน Netflix ครองส่วนแบ่งตลาดสตรีมมิ่งในเกาหลีใต้สูงถึง 40% ส่งผลให้แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งของเกาหลีใต้เองต้องเผชิญกับสภาวะขาดทุนและไม่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน
จนอาจกล่าวได้ว่า เมื่อ Netflix แข็งแกร่งขึ้นจากการได้คอนเทนต์ของ Warner ไปครอบครอง แพลตฟอร์มของเกาหลีใต้จะยิ่งอ่อนแอลง จนสูญเสียความสามารถในการเป็นช่องทางรองรับผลงานสร้างสรรค์ของคนในชาติ
นอกจากนี้ ระยะเวลาการฉาย (Theatrical Window) ของภาพยนตร์เกาหลีใต้ในโรงภาพยนตร์อาจถูกบีบให้สั้นลงอีก เพื่อนำลงแพลตฟอร์มให้เร็วขึ้นตามนโยบาย “เน้นออนไลน์” ของ Netflix ขณะที่ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์จาก Warner ซึ่งเคยเป็นรายได้ของโรงภาพยนตร์เกาหลี ก็อาจต้องประสบชะตากรรมเดียวกัน
อีกประเด็นสำคัญคือ การที่ Netflix เป็นผู้สนันสนุนทุนสร้างเพียงฝ่ายเดียว ทำให้สิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ตกเป็นของ Netflix ทั้งหมด ผลกำไรระยะยาวจากสินค้าลิขสิทธิ์หรือการสร้างภาคต่อจึงตกเป็นของ Netflix เพียงผู้เดียว
อย่างไรก็ตาม ดีลนี้ยังไม่ถือว่าสิ้นสุด เนื่องจากมีกระแสข่าวว่า Paramount ได้ยื่นข้อเสนอสูงถึง 108,400 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.4 ล้านล้านบาท) เพื่อหวังให้ Warner ปฏิเสธข้อเสนอของ Netflix นอกจากนี้ยังต้องรอการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ ในประเด็นเรื่องการผูกขาดทางการค้าด้วย

ทว่าข้อเสนอซื้อกิจการในครั้งนี้ก็ถือเป็น “สัญญาณเตือนภัย” ล่วงหน้าว่า ความสำเร็จที่ต้องพึ่งพาผู้อื่นนั้นไม่มีความยั่งยืน และหากวันใด Netflix ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์หรือประสบปัญหาทางการเงิน อุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลีใต้ที่ฝากความหวังไว้กับแพลตฟอร์มเดียวอาจล้มครืนได้ทั้งระบบ
จากทั้งหมดจึงสรุปได้ว่าความท้าทายที่แท้จริงของเกาหลีใต้ในตอนนี้ ไม่ใช่แค่การผลิตคอนเทนต์ให้มีคุณภาพเพื่อแข่งขันกับต่างชาติเท่านั้น แต่คือการสร้างระบบนิเวศการลงทุนและการจัดจำหน่ายของ
ตนเอง เพื่อลดการพึ่งพาทุนต่างชาติและรักษาอำนาจในการกำหนดอนาคตของวัฒนธรรมบันเทิงตนเองอย่างแท้จริง

สำหรับอุตสาหกรรมคอนเทนต์เกาหลีใต้ เริ่มถูกจับตามองจากทั่วโลก จากความดังระดับปรากฏการณ์ของซีรีส์ แด จังกึม เมื่อปี 2000 ซึ่งต่อมาก็พัฒนาเป็น Soft power ทางวัฒนธรรมที่ช่วยโปรโมตทั้งประเทศ และสินค้าต่างๆ ของเกาหลีใต้ จนเป็นต้นแบบให้หลายประะเทศทำตาม
พอข้ามมาช่วงล็อกดาวน์ Squid Game ก็สามารถสร้างปรากฏการณ์ให้คอนเทนต์เกาหลีใต้ดังไปทั่วโลกได้อีกครั้ง แต่มาพร้อมจุดเปลี่ยนนั่นคือ คอนเทนต์เกาหลีใต้ โดยเฉพาะซีรีส์พากันหันไปขอทุนสร้างจาก Netflix ซึ่งด้านหนึ่งก็ทำให้ซีรีส์เกาหลีใต้ไปสู่สายตาผู้ชมทั่วโลกได้ง่ายและเร็วขึ้น

แต่ทว่าก็ทำให้พึ่ง Netflix มากเกินไป และ Netflix ได้สิทธ์ถือครอง IP จนเมื่อ Netflix เปิดดีลซื้อกิจการ Warner แบบสะเทือนวงการ จึงมีความกังวลกันว่า ทุนก้อนใหญ่ที่เคยได้จากยักษ์สตรีมมิ่งค่ายนี้จะลดลงไป เพราะอาจต้องแบ่งไปให้กับการสร้างคอนเทนต์ภาคต่อของ Warner ตามที่ได้กล่าวไปแล้วนั่นเอง / koreatimes
