ปลายเดือนตุลาคม 2025 — มีรายงานว่า Warner Bros. Discovery กำลัง “ทบทวนทางเลือกเชิงกลยุทธ์” (strategic alternatives) และเปิดรับข้อเสนอขายกิจการหรือทรัพย์สินบางส่วน เนื่องจากบริษัทแม่ประเมินโอกาสต่าง ๆ หลังจากสถานการณ์ในอุตสาหกรรมสื่อเปลี่ยนไป
ปลายเดือนตุลาคม — กลางพฤศจิกายน 2025 — หลายบริษัทสื่อยักษ์ใหญ่แสดงความสนใจ โดยมีผู้เสนอราคาหลายราย เช่น Comcast (ผ่าน NBCUniversal), Paramount Skydance และ Netflix
ช่วงต้นเดือนธันวาคม 2025 — Netflix ยื่นข้อเสนออย่างจริงจัง: มีรายงานว่าเสนอราว 28 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น สำหรับสินทรัพย์สตูดิโอและบริการสตรีมมิงของ Warner Bros. Discovery (ไม่รวมเครือข่ายข่าวและเคเบิลทีวีแบบดั้งเดิม)
4 ธันวาคม 2025 — หลังจากกระบวนการประมูล หลังมีผู้เสนอหลายราย และมีการยื่นข้อเสนอรอบ 2–3, บริษัทประกาศว่าสนใจเจรจาข้อเสนอสุดท้าย — โดย Netflix กลายเป็นผู้ชนะการประมูลเพื่อซื้อทรัพย์สินที่เกี่ยวกับสตูดิโอและสตรีมมิงของ Warner Bros. Discovery
5 ธันวาคม 2025 — ประกาศดีลอย่างเป็นทางการ — Netflix กับ Warner Bros. Discovery ประกาศข้อตกลงอย่างเป็นทางการ โดย Netflix จะเข้าซื้อสตูดิโอภาพยนตร์/โทรทัศน์ของ Warner Bros., บริการสตรีมมิง (เช่น HBO, HBO Max) และคลังคอนเทนต์/แฟรนไชส์ใหญ่จำนวนมาก (แฟรนไชส์ภาพยนตร์ ซีรีส์ ฯลฯ)
มูลค่า & โครงสร้างดีล — ข้อตกลงมีมูลค่าโดยรวม (enterprise value) ราว US$ 82.7 พันล้าน และมูลค่าหุ้น (equity value) ประมาณ US$ 72.0 พันล้าน — ราคาเสนอซื้ออยู่ที่ US$ 27.75 ต่อหุ้น
เงื่อนไข & การแยกทรัพย์สิน — ดีลนี้ครอบคลุมเฉพาะ “สตูดิโอ + สตรีมมิง + คลังคอนเทนต์/แฟรนไชส์” ของ Warner Bros. Discovery — ขณะที่เครือข่ายข่าว/ทีวีแบบดั้งเดิม (เช่น เคเบิลทีวี, สถานีข่าว) จะถูกแยกออกไปเป็นบริษัทใหม่ (spin-off) ก่อนปิดดีลอย่างเป็นทางการ
คาดการณ์เวลาปิดดีล — ข้อตกลงมีการคาดการณ์ว่าจะเสร็จสิ้นอย่างเป็นทางการภายในช่วง Q3 2026 — หลังจากเงื่อนไขเรื่อง spin-off เครือข่ายข่าว/เคเบิลทีวีเสร็จสิ้น และได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง
เหตุผลที่ Netflix “สอย” Warner Bros.
Netflix จะได้คลังคอนเทนต์ขนาดใหญ่มาก — ทั้งภาพยนตร์ ซีรีส์ แฟรนไชส์ดัง (เช่น แฟรนไชส์จาก DC, และแฟรนไชส์อื่น ๆ ที่เป็นของ Warner) รวมถึงซีรีส์และคอนเทนต์ระดับพรีเมียมจาก HBO/HBO Max — ทำให้ข้อเสนอคอนเทนต์สำหรับผู้ชมแข็งแกร่งขึ้นมาก
การซื้อครั้งนี้ช่วยให้ Netflix มี “สตูดิโอ + กำลังผลิต + แฟรนไชส์ + แพลตฟอร์ม” — ทำให้สามารถผลิตคอนเทนต์ใหญ่ ๆ ได้เอง (ภาพยนตร์ ซีรีส์) และไม่ต้องพึ่งพาไลเซนส์จากค่ายอื่นมากเท่าเดิม
สำหรับ Warner Bros. Discovery — การขายทรัพย์สินบางส่วน (สตูดิโอ + สตรีมมิง) อาจเป็นการต่อยอดโครงสร้างองค์กรให้ยืดหยุ่นกว่าเดิม โดยแยกธุรกิจแบบดั้งเดิม (ข่าว เคเบิลทีวี) ออกไปก่อน — และได้รับมูลค่าจากทรัพย์สินมีค่าอย่างคอนเทนต์และแฟรนไชส์ไปก่อน
ดีลที่ยังไม่ “เสร็จสมบูรณ์”
ตอนนี้ดีลอยู่ในสถานะ “ตกลงซื้อ” (definitive agreement) แต่ยังต้องผ่านขั้นตอน spin-off เครือข่ายข่าว/เคเบิลทีวี และได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล (regulators) ก่อนจึงจะ “ปิดดีล” อย่างเป็นทางการ
ข้อจำกัด: ด้วยเงื่อนไขดังกล่าว เครือข่ายข่าว / เคเบิลเดิมของ Warner Bros. Discovery (เช่น CNN, TNT และช่องข่าว/เคเบิลต่าง ๆ) ไม่ได้ถูกซื้อโดย Netflix — หมายความว่าไม่ใช่ทุกอย่างของ Warner จะอยู่ใต้หลังคา Netflix
อาจมีการเปลี่ยนแปลง: แม้ Netflix จะบอกว่าจะ “รักษาการดำเนินงานปกติ” ของ Warner Bros. (สตูดิโอ, การผลิตภาพยนตร์, การปล่อยในโรงหนัง) ไว้ — แต่อนาคตการจัดการทรัพย์สิน สตรีมมิง และโมเดลธุรกิจอาจปรับเปลี่ยน ทำให้เราอาจได้เห็นการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเร็ว
มุมมองว่ายุทธศาสตร์ใหญ่ — ทำไมดีลนี้ “พลิกวงการ”
ถ้าเสร็จ — จะรวม “หนึ่งในครึ่งแรกของฮอลลีวูด (Warner Bros.)” กับ “หนึ่งในแพลตฟอร์มสตรีมมิงใหญ่ที่สุดในโลก (Netflix)” — ทำให้ Netflix กลายเป็นผู้นำคอนเทนต์ + สตูดิโอ + ผู้ผลิต + แพลตฟอร์ม ในที่เดียว เหมือน “ยักษ์ใหญ่ครบวงจร” แบบที่เคยมีไม่บ่อยมากในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมภาพยนตร์/สตรีมมิง
สำหรับผู้ชม — มีโอกาสที่จะได้เข้าถึงคลังภาพยนตร์ / ซีรีส์ / แฟรนไชส์ระดับตำนาน ผ่านแพลตฟอร์มเดียว (ไม่ต้องสมัครหลายเจ้าหรือแยกหลายบริการ)
บรรทัดฐานใหม่ — ดีลแบบนี้อาจกระตุ้นให้ตลาดบันเทิงทั่วโลกมีการควบรวม (consolidation) มากขึ้น: สตูดิโอ + ผู้ผลิต + สตรีมมิง + แพลตฟอร์ม อาจรวมกันเป็น “ธุรกิจครบวงจร” เพื่อแข่งกันในยุคที่คอนเทนต์และการเข้าถึงผู้ชมกลายเป็นหัวใจ
Warner Bros. การเปลี่ยนมือที่มุ่งเน้นผลตอบแทน
Warner Bros. เริ่มต้นในชื่อ “Warner Bros. Pictures” — ก่อตั้งโดย 4 พี่น้องตระกูล Warner (Harry, Albert, Sam และ Jack Warner) ในปี 1923 โดยเริ่มจากธุรกิจโรงภาพยนตร์ แล้วค่อย ๆ ขยับมาผลิตภาพยนตร์ของตัวเอง
ช่วงหลายสิบปีต่อมา Warner Bros. กลายเป็นหนึ่งในค่ายภาพยนตร์และสตูดิโอใหญ่ของฮอลลีวูด — ผลิตหนังและซีรีส์หลายเรื่องที่โด่งดัง มีคอลเล็กชัน “คลาสสิก” และแฟรนไชส์ชื่อดังมากมาย
ในยุคหลัง เมื่อโลกสื่อเริ่มเปลี่ยนไป — บริษัทแม่ขยับโครงสร้างและควบรวมหลายรอบ จนท้ายที่สุดเกิดการควบรวมระหว่าง WarnerMedia (เดิมเป็นเจ้าของ Warner Bros.) กับ Discovery, Inc. — กลายเป็นบริษัทใหม่ชื่อ Warner Bros. Discovery (WBD) ตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2022
ปัจจุบัน “Warner Bros.” คือแบรนด์/หน่วยธุรกิจหนึ่งในเครือ WBD — รวมถึงสตูดิโอภาพยนตร์/โทรทัศน์, การผลิต, คลังคอนเทนต์ใหญ่, และบริการสตรีมมิง (เช่น HBO / Max) เป็นต้น
Warner Bros. ไม่ได้ “เป็นเจ้าของโดยครอบครัว Warner” เหมือนแต่ก่อน — ตอนนี้เป็นส่วนหนึ่งของบริษัทมหาชน WBD ที่มีผู้ถือหุ้นหลายแห่งทั่วโลก
ผู้ถือหุ้นใหญ่ส่วนใหญ่เป็น “สถาบันการเงิน / กองทุน / บริษัทบริหารเงิน” ไม่ใช่บุคคลทั่วไป — แปลว่า “อำนาจควบคุม” และ “ทิศทางบริษัท” อยู่กับบอร์ดบริหารและผู้บริหารของ WBD มากกว่าเดิม
การที่หลายสถาบันถือหุ้นใหญ่ — ทำให้บริษัทต้องรับผิดชอบต่อผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (shareholder value) — ส่งผลให้ WBD มักดำเนินกลยุทธ์เพื่อเพิ่มกำไร เช่น การขายทรัพย์สิน, การรีโครงสร้าง, การควบรวม เป็นต้น
🟥 ผู้กระเทือนแรงสุดคือ Disney
ก่อนดีลนี้ Disney เป็นบริษัทเดียวที่เป็นเจ้าของทั้งสตูดิโอ + แพลตฟอร์ม (Disney+) + คลัง IP มหาศาล ขณะที่ Netflix คือ แพลตฟอร์มใหญ่ แต่ไม่มีสตูดิโอ theatrical อย่าง Warner
แต่หลังดีล Netflix จะมี พลังแบบเดียวกับ Disney (แต่มีฐานสมาชิกสตรีมมิ่งใหญ่กว่า)
นี่คือการเปลี่ยน “ภูมิรัฐศาสตร์ของฮอลลีวูด”
Disney สูญเสียพื้นที่ในสงคราม Content War ที่เคย “ผูกขาดแฟรนไชส์ใหญ่”
คอนเทนต์ระดับ Big Franchise คืออาวุธหลักของ Disney เช่น Marvel, Star Wars, Pixar, Disney Animation, Avatar
แต่ตอนนี้ Netflix จะได้คอนเทนต์ระดับเดียวกัน เช่น DC / Harry Potter / Lord of the Rings / The Matrix / Dune / Godzilla x Kong /Mad Max /HBO hits (GoT, Last of Us)
นั่นหมายถึง Disney ไม่ได้เป็นผู้ถือจักรวาลแฟรนไชส์อันดับ 1 เพียงรายเดียวอีกต่อไป
🟥 Disney+ เติบโตช้าลง ขณะที่ Netflix พุ่งแรงกว่าเดิม
ก่อนดีล Disney+ เริ่มชะลอตัวมาก ทั้งยอดสมาชิกและกำไร (ขาดทุนมาหลายไตรมาส)
หลังดีล Netflix จะมีคลังคอนเทนต์ Warner + HBO ซึ่งเป็นคอนเทนต์ “premium adult drama” ที่ Disney ไม่มี และไม่สามารถผลิตเองได้ง่าย ๆ
ผู้ชมวัยผู้ใหญ่จำนวนมากอาจเทไป Netflix มากขึ้น เพราะ Disney+ เน้นครอบครัว / เด็ก / แฟรนไชส์บางกลุ่มเท่านั้น
Disney ต้องลงทุนเพิ่ม แต่กำลังเงินสด (cash flow) สู้ Netflix + Warner ไม่ได้
Netflix: กระแสเงินสดแข็งแรงที่สุดในอุตสาหกรรม
Warner: แม้มีหนี้ แต่มีคลัง IP รายได้มหาศาล
Disney: กำลังพยายามลดต้นทุน, ปรับโครงสร้าง, ขายสินทรัพย์บางส่วน
เมื่อ Netflix ผนึก Warner Disney จะถูกบังคับให้เพิ่มงบคอนเทนต์เพื่อแข่ง แต่เงินน้อยกว่า
อาจเป็นไปได้ว่า ดีลนี้ทำให้ Disney สูญเสีย “ความเป็นหมายเลขหนึ่งของฮอลลีวูด” ที่เคยถืออยู่กว่า 10 ปีเต็ม และยังเพิ่มแรงกดดันให้ Disney ต้องปรับโครงสร้าง Marvel / กระตุ้น Disney+ / อาจต้องขายสินทรัพย์บางส่วน / หรือแม้กระทั่งพิจารณาพันธมิตรเชิงกลยุทธ์
