สถานการณ์เศรษฐกิจของสิงคโปร์ในปี 2025 กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนที่สำคัญ เมื่อตัวเลขจากกรมสถิติสิงคโปร์ (Singstat) เผยให้เห็นสัญญาณเตือนภัยที่น่ากลัว หลังยอดหนี้บัตรเครดิตที่ค้างชำระและถูกยกยอดไปยังเดือนถัดไป (Rollover Debt) พุ่งทะลุ 9,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 2.3 แสนล้านบาท) ในไตรมาสที่ 3 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 10 ปี 

แต่สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าตัวเลขดังกล่าวคือ คือการที่ “คนรุ่นใหม่” กลายเป็นกลุ่มหลักที่กำลังถลำลึกสู่พฤติกรรมการใช้เงินเกินตัว

ความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุดในวิกฤตหนี้ครั้งนี้คือ “ช่วงอายุ” ของผู้ประสบปัญหาทางการเงิน โดยข้อมูลจากศูนย์ให้คำปรึกษาทางการเงิน Adullam Life Counselling ระบุว่า ในอดีตกลุ่มคนที่เข้ามาขอความช่วยเหลือเรื่องหนี้สินมักจะเป็น Gen X และ Babyboomer ที่มีอายุ 50-60 ปี ซึ่งอาจประสบปัญหาจากการลงทุนหรือภาระครอบครัว

แต่ปัจจุบัน ลูกหนี้ส่วนใหญ่กลับเป็นกลุ่ม Gen Y อายุ 30-40 ปี ซึ่งเป็นวัยที่ควรจะเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและออมเงินเพื่ออนาคต

สาเหตุสำคัญที่ทำให้คนกลุ่มนี้มีหนี้ท่วมตัวมาจากความคุ้นชินกับ “โมเดลเศรษฐกิจแบบบอกรับสมาชิก” (Subscription Economy) และการแบ่งจ่ายรายเดือน โดยคนรุ่นใหม่มองว่าการจ่ายเงินก้อนเล็กๆ เป็นประจำไม่ใช่เรื่องเสียหาย 

ทว่าเมื่อรวมหนี้หลายรายการเข้าด้วยกัน ทั้งค่าบริการความบันเทิง สินเชื่อสินค้าไอที และการผ่อนชำระอื่น ๆ ยอดรวมเหล่านั้นกลับกลายเป็นภาระที่เกินกว่ารายได้สุทธิจะรับไหว

ดร. เตียว เคย์ คีย์ จากสถาบันนโยบายศึกษา มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) วิเคราะห์ว่า สังคมสิงคโปร์ในปัจจุบันให้ความสำคัญอย่างมากกับ “สัญลักษณ์ทางสถานะ” (Status Symbols) โดยการเป็นเจ้าของสิ่งของราคาแพง ครอบครองสินค้าแบรนด์หรู-แบรนด์เนมถูกมองว่าเป็นตัวบ่งบอกความสำเร็จ ทำให้เกิดแรงกดดันทางสังคมที่บีบคั้นให้คนรุ่นใหม่ต้องใช้จ่ายเพื่อรักษาภาพลักษณ์

นอกจากนี้ การมาถึงของบริการ “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” (Buy Now, Pay Later – BNPL) ยังเป็นตัวเร่งให้สำคัญของปัญหา เพราะบริการเหล่านี้ทำให้การตัดสินใจซื้อของชิ้นใหญ่ดูเป็นเรื่องง่ายและ สร้างภาพลวงตาว่าตนจ่ายไหว 

แต่ในความเป็นจริง มันคือการนำเงินในอนาคตมาใช้ล่วงหน้าโดยขาดการประเมินความเสี่ยงอย่างรอบด้าน เมื่อพฤติกรรมการใช้จ่ายแบบนี้กลายเป็นนิสัย หนี้ก้อนเล็กจึงพอกพูนจนกลายเป็น “ดินพอกหางหมู” ในที่สุด

อีกหนึ่งปัจจัยทางจิตวิทยาที่น่าสนใจคือผลกระทบจาก “สังคมไร้เงินสด” การชำระเงินผ่านแอปพลิเคชัน บัตรเครดิต หรือการสแกน QR Code ทำให้ผู้ใช้ขาดความรู้สึกในการ “จ่าย” เมื่อเทียบกับการควักธนบัตรออกจากกระเป๋า ความรู้สึกยับยั้งชั่งใจจึงลดน้อยลง 

ดร. เตียว กล่าวต่อว่าตัวเลขบนหน้าจอสมาร์ทโฟนมีพลังในการเตือนใจน้อยกว่าเงินสดจริง ๆ ทำให้หลายคนมารู้ตัวอีกทีเมื่อเห็นยอดเรียกเก็บเงินท้ายเดือนที่พุ่งสูงเกินกว่าจะจัดการได้

ในขณะที่จำนวนผู้ถือบัตรเครดิตโดยรวมในสิงคโปร์ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบปีครึ่ง แต่ยอดหนี้สะสมกลับสูงขึ้นสะท้อนว่า “ลูกหนี้แต่ละคนแบกภาระหนักขึ้นกว่าเดิม” 

สภาพการณ์นี้ถูกซ้ำเติมด้วยอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานของสิงคโปร์ที่พุ่งสูงขึ้นเป็น 1.2% ในเดือนตุลาคม โดยเฉพาะค่าอาหารและบริการ ซึ่งเป็นรายจ่ายจำเป็น เมื่อค่าครองชีพพุ่งแต่รายได้โตไม่ทัน คนจำนวนมากจึงใช้บัตรเครดิตเพื่อ “หมุนเงิน” มาใช้ในชีวิตประจำวัน จนเข้าสู่วงจรการจ่ายดอกเบี้ยทบต้น

จากทั้งหมดจึงกล่าวได้ว่าแม้ปัจจุบันอัตราการผิดนัดชำระหนี้ (Delinquency Rate) จะยังไม่ถึงขั้นวิกฤตเนื่องจากกฎระเบียบของธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) ที่เข้มงวด แต่จำนวนผู้ขอคำปรึกษาเรื่องหนี้ที่เพิ่มขึ้นถึง 13% เป็นสัญญาณเตือนว่ามีคนจำนวนมากกำลังเดินไปสู่จุดที่ควบคุมไม่ได้

ทางออกที่ยั่งยืนของปัญหานี้จึงไม่ใช่เพียงการเข้มงวดเรื่องการปล่อยสินเชื่อ แต่คือการเร่งสร้างค่านิยมในการใช้เงินอย่างรู้เท่าทัน (Financial Literacy) ให้แก่เยาวชนและคนรุ่นใหม่ก่อนจะมีเงินเดือนจากการทำงาน เพื่อให้พวกเขารู้เท่าทันกลไกการตลาดและเข้าใจความหมายของอิสรภาพทางการเงินที่แท้จริง ซึ่งไม่ได้วัดกันที่สิ่งของเครื่องใช้ แต่โตที่ความสามารถในการบริหารจัดการเงินเพื่อความมั่นคงในระยะยาว / channelnewsasia 


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer