จากจุดตกต่ำที่ไม่มีเงินจ่ายเงินเดือน
ชีวิตของยอดเริ่มต้นแบบชนชั้นกลางทั่วไป จบวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำงานเป็นวิศวกร ก่อนจะบินไปเรียนต่อที่ UCLA Anderson School of Management ในสหรัฐอเมริกา
“ตอนอยู่ต่างประเทศ มีคนชวนทำสตาร์ทอัป แล้วเราก็ไปกล้าเสี่ยงตรงจุดนั้น ก็เลยเริ่มทำสตาร์ทอัปก่อนที่ต่างประเทศ แล้วก็เจ๊งไปรอบหนึ่งนะครับ แต่ไม่เข็ด”
กลับมาเมืองไทย จับมือกับเพื่อนวิศวกรที่เขียนโปรแกรม สร้าง “วงใน” (Wongnai) จากการที่สมัยอยู่อเมริกาได้ใช้งานเว็บไซต์ Yelp.com เพื่อค้นหาร้านอาหารเป็นประจำ และมองเห็นโอกาสว่าไม่มีบริการแบบเดียวกันนี้ในประเทศไทย
“ช่วง 3 ปีแรก (2010-2013) ค่อนข้างจะยากพอสมควรที่จะทำให้คนเข้ามาใช้เว็บหรือแอปที่เราทำ ใช้เวลาหลายปีกว่าจะเริ่มมี User เข้ามา ในปีแรก ๆ เรียกว่าต้องทำงานหลายอย่าง ทำทั้ง “วงใน” แล้วก็รับเขียนโปรแกรมให้คนอื่นด้วย เงินที่เรามีก็คือหมดเลยนะครับ ก็ขอที่บ้านมาด้วย เบิร์นเงินไปน่าจะ 5-6 ล้านบาท จนแทบจะไม่เหลือแล้ว

เปลี่ยนความท้อแท้…เป็น ‘To-Do List’ สไตล์วิศวกร”
เขาบอกว่ารอดพ้นช่วงเวลานั้นมาได้ด้วย 3 แกนหลักสำคัญ หนึ่งคือความเชื่อใจจากแฟน (ที่กำลังจะแต่งงาน)และครอบครัวที่คอยซัพพอร์ต สองคือเพื่อนร่วมก่อตั้งที่ไม่มีใครยอมทิ้งเรือ และเรื่องที่สามคือการไม่ยอมแพ้
“Mindset ของเด็กวิศวะคือชอบแก้ปัญหา เราเอาความผิดหวังมาเป็น Action พอเห็น User ไม่เข้าเว็บ แทนที่จะท้อ เราบอกว่า อ๋อ ระบบ Search ยังไม่ดี Filter ยังไม่ได้ หน้าเว็บไม่สวย ฟีเจอร์นี้เมืองนอกมีแต่เราไม่มี มันยังมีจุดอ่อนอยู่อีกเยอะมาก เราเปลี่ยนปัญหาเป็น Solution ทันที และ ต้องทำทุกอย่างให้ ดีและเร็วกว่านี้ ยังมีอีกตั้งพันอย่างที่เราทำได้”
เมื่อยังมีรายการสิ่งที่ต้องทำมากมายทำให้เขาไม่มีเวลามานั่งกลุ้มใจหรือท้อแท้ จนกระทั่งได้รับเงินทุนอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการเติบโตของยุคสมาร์ทโฟนที่ช่วยขยายฐานผู้ใช้งานจากหลักหมื่นสู่หลักล้านคนจนกระทั่งได้รับเงินทุนอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการเติบโตของยุคสมาร์ทโฟนที่ช่วยขยายฐานผู้ใช้งานจากหลักหมื่นสู่หลักล้านคน
หลังจากควบรวมกิจการ LINE MAN Wongnai เดินหน้าขยายบริการให้ครอบคลุมทั่วประเทศในปี 2021 ในที่สุดก็ก้าวสู่การเป็นยูนิคอร์นในปี 2022 เมื่อ LINE MAN Wongnai ระดมทุน Series B มูลค่า 8,745 ล้านบาท (265 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
วันนี้ LINE MAN Wongnai ขยายตัวกลายเป็นอาณาจักรที่มีพนักงานออฟฟิศกว่า 1,200 ชีวิต ร้านอาหารบนแพลตฟอร์ม 5 แสนราย และผู้ใช้งานกว่า 10 ล้านคน และมีไรเดอร์ประมาณ 250,000 คน
วงในยุคบุกเบิกที่เน้นแต่เรื่องรีวิวร้านอาหาร ถูกปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ยอดกล้าที่จะลดความสำคัญของการรีวิวแบบดั้งเดิม (ที่ถูก TikTok หรือ IG แย่งความสนใจไป) แล้วหันมาลุยตลาด Food Delivery, บริการสั่งของ (Mart) พร้อมกับการผลักดันระบบ POS ให้ร้านอาหารจนแข็งแกร่ง
ปีที่ผ่านมา LINE MAN Wongnai เข้าซื้อกิจการ JERA Cloud นับเป็นการขยายพอร์ตโฟลิโอของธุรกิจโซลูชันดิจิทัลสำหรับผู้ประกอบการออกไปนอกเหนือจากกลุ่มร้านอาหารเป็นครั้งแรก และในเดือน มิ.ย. 2026 LINE MAN ผ่านการรับรองบริการ Telepharmacy จาก อย.
The Next Chapter ของ LINE MAN Wongnai
เมื่อถามถึง The Next Chapter ยอดอธิบายว่า
“ผมมี 2 Milestone หลัก ๆ นะครับ ระยะสั้นอาจจะภายใน 1 ปี ก็คงเป็นการ IPO เป็นมาตรฐานที่เราอยากไปให้ถึง ให้ทุกคนมีส่วนร่วมมาเป็นผู้ถือหุ้นเราเพิ่มขึ้น และระดมทุนเพื่อเอาไปทำธุรกิจต่อ ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสให้ผู้ถือหุ้นเก่าและพนักงานได้มีโอกาส Exit บ้าง”
ส่วนเป้าหมายระยะยาวกว่านั้น อยากจะเป็นบริษัท Tech อันดับ 1 ในประเทศไทย
“วันนี้ถามว่าเป็นหรือยัง ผมว่ามันยังไม่ค่อยชัวร์ หลายคนอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบริษัท Tech ในไทยมีบริษัทอะไรบ้าง แสดงว่า Sector นี้ยังไม่ได้แข็งแกร่งพอ แต่เราจะเป็น Google แห่งประเทศไทยได้ไหม จะเป็น Amazon หรือ NAVER แห่งประเทศไทยได้หรือเปล่า ผมว่านั่นคือโจทย์ของเรา”

ทลายกำแพง Gen Gap ในองค์กรคนรุ่นใหม่
การคุมคน 1,200 คน ที่ส่วนใหญ่เป็นเจน Y มี เจน Z บ้าง ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับผู้บริหารหลายคน แต่สำหรับยอด เขาไม่เคยมองว่ามีปัญหา ตรงกันข้าม คนกลุ่มนี้คือขุมทรัพย์ที่สะท้อนพฤติกรรมลูกค้า ยอดใช้วิธีจัด Round Table ไตรมาสละครั้ง นั่งคุยกับน้อง ๆ จบใหม่แบบสบาย ๆ ถามไถ่ถึงชีวิต ฟังเพลงอะไร ใช้แอปพลิเคชันไหน มีเป้าหมายชีวิตอย่างไร เพื่อให้เข้าในโลกที่หมุนไปอย่างแท้จริง
“ เจน Z เขาโตในยุคที่ Information เยอะ เขาก็จะมีความรู้ความสามารถดี แต่เขาก็จะมีภัยว่า AI จะมาแย่งงานเขาหรือเปล่า เพราะเขาเป็น Junior White-collar ที่เพิ่งเริ่มทำงาน มันสูสีกับสิ่งที่ AI ทำได้ เขาก็อาจจะวิตกกังวลตรงจุดนั้นนิดนึง”
เขายังให้ความเห็นในเรื่องการเข้ามาของ AI เพิ่มเติมว่า
“เทรนด์ AI ตอนนี้เป็นทั้งโอกาสและภัยคุกคาม เราใช้ AI จัดการ Operation แล้ว ระบบจ่ายงานไรเดอร์เราก็เป็น AI-based ซึ่งมันทำให้เราลีนขึ้น แต่ในอนาคตเราก็ต้องมองไกลไปถึงขั้นที่ว่า ถ้ามีรถยนต์ไร้คนขับ หรือคนสั่งอาหารผ่าน AI แชตบอตโดยตรง เราจะเอาตัวเองไปอยู่ตรงนั้นก่อนที่มันจะเกิดได้อย่างไร
ทฤษฎีเตาแก๊ส 4 หัว และความสุขที่ไม่ซับซ้อน
เมื่อถอดหมวก CEO ภาพของ ยอด ชินสุภัคกุล คือผู้ชายวัยกลางคนที่พยายามจัดระเบียบชีวิตอย่างมีแบบแผน ปัจจุบันเขากำลังสนุกกับการท้าทาย Four Burners Theory (ทฤษฎีเตาแก๊ส 4 หัว) ที่เปรียบชีวิตเหมือนเตาแก๊ส 4 หัว คือ งาน, ครอบครัว, สุขภาพ, และเพื่อน ซึ่งคนทั่วไปมักจะเปิดได้แค่ 1-2 เตา พลังงานก็หมดแล้ว
“ผมอยากจะ Challenge ทฤษฎีนี้ว่าผมจะเปิด 4 เตาพร้อมกันได้ไหม งานกับครอบครัวผมให้ความสำคัญมาตลอด 10 กว่าปี สุขภาพผมก็เปิดเตานี้แล้ว เริ่มออกกำลังกาย ลดน้ำหนัก รูปร่างดีขึ้น ตอนนี้ก็เหลือ “เตาเพื่อน” ซึ่งผมเริ่มทำได้แล้ว ไปวิ่งกับเพื่อน กลายเป็นว่าสุขภาพมันดึงเพื่อนเข้ามา เพราะมีกลุ่มที่ไปซ้อมวิ่ง ซ้อมแข่ง Hyrox ไปกินไวน์กันต่อ ก็เลยเริ่มเปิดเตาที่สี่ได้ ทีนี้ก็เป็นความท้าทายว่าฉันจะทำทั้ง 4 อย่างพร้อมกันให้ดีได้จริงไหม เป็นเรื่องสนุกที่ตั้งใจจะทำให้สำเร็จ”
ในเรื่องของครอบครัวเขาเล่าอย่างน่ารักว่า
“เอาตรงๆ ตอนนี้ผมทำอาหารทานเองน้อยลงแล้วครับ จะมีทำบ้างก็เฉพาะช่วงเสาร์-อาทิตย์ที่มีเวลาอยู่กับลูกๆ แต่พอลูกทั้ง 3 คนมี ความชอบไม่เหมือนกัน การเข้าครัวเลยเริ่มกลายเป็นกังวลเพราะทำออกมาแล้วอาจจะถูกใจแค่คนเดียว อย่างสมมติผมทำสเต๊ก คนโตอาจจะชอบ แต่สองคนเล็กบอกอยากกินพาสต้าแล้วขอสั่งอย่างอื่นแทน พอความชอบเริ่มไม่ตรงกัน ผมเลยรู้สึกว่านานๆ ทำทีน่าจะดีกว่าครับ (หัวเราะ) และปรับเปลี่ยน เอาเวลาไปออกกำลังกายให้มากขึ้นและทำอาหารให้น้อยลงครับ”
ปีวันที่ดีที่สุด คือ “วันนี้”
หากมองย้อนกลับไปบนเส้นทาง 16 ปี จากหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ไม่มีใครสนใจ สู่แพลตฟอร์มที่ฝังอยู่ในสมาร์ตโฟนของคนไทย 10 ล้านคน ยอด พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นจากโชคชะตา แต่มันเกิดจากการเปลี่ยนความกดดันเป็นตารางงาน การมีความอึดที่ยาวนานกว่าคนอื่น และการไม่หยุดที่จะพัฒนาตัวเอง
ชีวิตที่ลงตัวในทุกมิติ ทั้งธุรกิจที่พลิกทำกำไรและครอบครัวที่อบอุ่น ถือว่าปีนี้คือ “ปีที่ดีที่สุด” ของเขาแล้วหรือยัง?
“ผมเป็นคนที่อยู่กับปัจจุบันครับ ผมมีคำขวัญที่บอกกับทีมเสมอว่า ปีนี้คือปีที่ดีที่สุด และมันต้องดีกว่าปีที่แล้ว มันคือหน้าที่ของเราที่ต้องทำให้ชีวิตและบริษัทในวันนี้ดีกว่าเมื่อวาน… ผมไม่ได้ตั้งเป้าว่าอีก 10 ปีฉันจะต้องเป็นแบบไหน เพราะในเรื่องของการใช้ชีวิต ผมสามารถมีความสุขได้ในทุก ๆ วันครับ”
3 บทเรียนธุรกิจและการใช้ชีวิต ส่งต่อถึงคนรุ่นใหม่
เมื่อ Marketeer ถามว่า ในช่วงเวลานี้ น่าจะมีน้อง ๆ ชาวสตาร์ทอัปหลายคนที่กำลังเจอปัญหา รู้สึกท้อแท้ หรือกำลังอยู่ในภาวะ Burnout อยากจะส่งต่อแนวคิดหรือให้กำลังใจอะไรพวกเขาบ้าง ยอดนั่งคิด และตอบว่าน่าจะมี 3 เรื่องหลัก ๆ คือ
1.การไม่ยอมแพ้ (Never Give Up): เขาเน้นย้ำว่านี่คือคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของคนเป็นเจ้าของธุรกิจ ในฐานะผู้นำ เราต้องแสดงความเข้มแข็งให้ทุกคนเห็น “ใจต้องนิ่ง” และต้องไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคง่าย ๆ
2.โชคคือการลงมือทำ ยอดบอกว่าโชคคือการที่ “เราพาตัวเองไปอยู่ตรงนั้นเมื่อโอกาสมาถึง” เขาใช้วิธีที่เรียกว่า เน้นการลงมือทำ คือเมื่อมีไอเดียอะไรก็ให้ลุยทำไปก่อน ทำเยอะ ๆ ทำไปเรื่อย ๆ เช่น ตอนทำแอปฯ ยุคแรก ก็ทำหมดทั้ง BlackBerry, Windows Phone, Android, iOS สุดท้ายมันจะไป “ติด” หรือสำเร็จสักทางหนึ่ง ขอแค่เราลงมือทำเตรียมรอไว้
3.การยึดมั่นในความถูกต้อง ในวงการ Tech มักมีสิ่งล่อใจที่ทำให้หลุดโฟกัสและพาไปสู่ “ทางมืด” ได้ง่ายมาก เพราะคนทำ Tech มีเครื่องมือเทคโนโลยีอยู่ในมือ แต่ความสำเร็จที่ได้มาง่าย ๆ มักไม่ยั่งยืน บทเรียนสำคัญคือต้องเลือกทำ “สิ่งที่ยากแต่สร้างมูลค่า (Value) จริง ๆ” ไม่วอกแวก และยึดมั่นในการทำสิ่งที่ถูกต้องเสมอ

สุดท้ายก่อนที่จะลาจากกันในวันนี้น Marketeer อดไม่ได้ที่จะให้เขาพูดถึง Jürgen Klopp อดีตผู้จัดการทีมที่เป็นตำนานของทีมลิเวอร์พูล ที่บนฝาผนังด้านหนึ่งของห้องทำงาน มีกรอบรูปเสื้อเชิดชูเกียรติพร้อมลายเซ็น
“ผมเป็นแฟนลิเวอร์พูล ผมมองว่าคล็อปป์เป็นไอดอลอันดับ 1 ของผมเลย เขาเป็นคนเก่ง จริงใจ ตรงไปตรงมา ไม่มีเปลือก และมีเสน่ห์สูงมาก เป็นผู้นำที่ทำให้คนเคารพและอยากเดินตาม ซึ่งต่างจากไอดอลสาย Tech อย่าง Mark Zuckerberg หรือ Elon Musk ที่บางครั้งอาจจะพาเราไปสู่มุมที่ตึงเครียดได้ แต่คล็อปป์เขาเป็นความจริงใจที่บริสุทธิ์ครับ”
ความชื่นชมที่มีต่อไอดอลประโยคนี้ น่าจะเป็นสิ่งที่สะท้อนวิธีคิดและวิถีการเป็นผู้นำของผู้ชายที่ชื่อ “ยอด” ได้เป็นอย่างดี
