ยุโรปกำลังได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน จนหน่วยงานรัฐและประชาชนทั่วไปต่างต้องหาทางคลายร้อน โดยสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลดีต่อแบรนด์เครื่องปรับอากาศ (แอร์) จีน

ไมเดียเผยว่า ปีนี้ยอดขายในฝรั่งเศส สเปน เยอรมนี และสหราชอาณาจักร พุ่งทะยานกว่า 70% เมื่อเทียบกับปีก่อน จนต้องสั่งให้โรงงานที่มณฑลกวางตุ้งของจีนเร่งกำลังการผลิตและเดินสายพานผลิตตลอด 24 ชั่วโมง
ส่วน กรี เผยว่า ยอดขายในฝรั่งเศส อิตาลี และสเปน เติบโตกว่า 40% ในช่วงครึ่งปีแรก ขณะที่ไฮเออร์ก็มีข่าวดีเรื่องยอดขายเช่นกัน
หลังฝ่ายปกครองฝรั่งเศสสั่งซื้อล็อตใหญ่เพื่อไปติดตั้งตามโรงเรียน จนเซลส์แอร์จำนวนมากพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าแอร์เคลื่อนที่ขายดีจนสินค้าในโกดังของตัวแทนจำหน่ายทั่วโลกแทบเกลี้ยง
ข้อมูลจากทางการจีนเผยว่า มูลค่าการส่งออกแอร์จากจีนไปสหภาพยุโรป ครึ่งแรกของปี 2026 สูงถึง 3,760 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 125,000 ล้านบาท)
โดยนอกจากเพิ่มขึ้น 43.2% จากกรอบเวลาเดียวกันของปี 2025 แล้ว ยังเป็นการเพิ่มขึ้นเป็นสถิติใหม่อีกด้วย
ซึ่งตอกย้ำความเป็นเบอร์ใหญ่ในตลาดแอร์โลกของจีน หลังเมื่อปี 2025 จีนส่งออกแอร์คิดเป็นส่วนแบ่งถึง 40% ของการส่งออกทั่วโลก
ข่าวดีของแอร์แบรนด์จีนยังมาพร้อมข้อมูลน่าสนใจ นั่นคือ แอร์แบรนด์จีนรุ่นที่ขายดีในยุโรปส่วนใหญ่เป็นแบบเคลื่อนที่ได้และติดตั้งง่าย เพื่อปรับให้เข้ากับตลาดยุโรปที่มีกฎคุ้มครองอาคารประวัติศาสตร์
ที่ห้ามไม่ให้มีการติดตั้งแอร์แบบแยกส่วนทั่วไปที่ต้องเจาะผนังเพราะจะทำลายทัศนียภาพภายนอก ต่างจากในประเทศโซนเอเชียและอเมริกาที่สามารถติดตั้งหรือเจาะอาคารได้
สำหรับยุโรปต้องเผชิญกับสภาพอากาศร้อนที่รุนแรงขึ้นในปี 2026 โดย รอบล่าสุดเมื่อปลายมิถุนายนที่ผ่านมาถูกบันทึกว่าเป็นครั้งที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยมีผลกระทบกระจายไปในหลายประเทศ
ที่เยอรมนี โปแลนด์ และสาธารณรัฐเช็ก มีรายงานว่า อุณหภูมิในช่วงสุดสัปดาห์พุ่งทะลุ 40 องศาเซลเซียสอย่างน่าใจหาย
ส่วนฝรั่งเศส มีผู้เสียชีวิตจากอากาศที่ร้อนจัดไปแล้วกว่า 1,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ จนนายกรัฐมนตรี เซบัสเตียง เลอกอร์นู ต้องสั่งซื้อแอร์ฉุกเฉินจำนวน 30,000 เครื่องเป็นการเร่งด่วนเพื่อนำไปใช้ในโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ

ทั้งนี้ มีการประเมินว่าปัญหาคลื่นความร้อนครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์รอบนี้ กำลังเป็นฝันร้ายทางเศรษฐกิจให้กับทวีปยุโรป
โดยไปฉุดประสิทธิภาพการทำงานของคนวัยทำงานลดลง และไปเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข ซึ่งมูลค่าความเสียหายอาจสูงถึง 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 16 ล้านล้านบาท)
โดยปัญหาโลกร้อนในยุโรปฉุดจีดีพีลงไปแล้ว 0.3% และหากไม่มีการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานอย่างจริงจัง เมื่อถึงปี 2029 ความเสียหายต่อจีดีพีอาจเพิ่มขึ้นเป็น 0.8% / cna
