“หลับตาซิที่รัก ในวงแขนของฉัน จะไม่มีผู้ใด คิดทำร้ายเธอได้

หลับตาซิที่รัก ขอจงนอนหลับฝัน เพื่อพรุ่งนี้ได้พบวันใหม่ กับฉัน”

เพลงป๊อปยุค 80 ของชรัส เฟื่องอารมย์ ที่ถูกปลุกให้กลับมาโลดแล่นอีกครั้งด้วยเสียงทุ่ม นุ่ม ลึก และหนักแน่น ของผู้ชายที่ชื่อ แอ๊ค-โชคชัย หมู่มาก แชมป์คนแรกจากเวที The Golden Song 

นักร้องหนุ่มวัย 23 ปี (ขณะนั้น) ที่มีฉากหลังคือรับราชการทหาร ชีวิตโลดเล่นบนเส้นทางดนตรีเพียงไม่กี่ปี เขาก็ลาออกจากงานประจำมาทำตามความฝันอย่างการเป็น “เจ้าของสวนต้นไม้” ควบคู่ไปกับการร้องเพลง

ปัจจุบัน แอ๊ค โชคชัย ในวัย 25 ได้ก่อร่างสร้างฝันของตัวเองจนสำเร็จกับการเปิด Memoria Cafe & House คาเฟ่สวนต้นไม้ที่ขายความสุขด้วยธรรมชาติและเสียงเพลง

ด้วยอายุเพียงเท่านี้กลับสามารถทำตามความฝันดั่งใจหวัง หลายคนคงบอกว่าเขาโชคดี แต่ทว่าชีวิตไม่ได้เป็นเหมือนดั่งนิยาย เพราะหากได้อ่านเรื่องราวด้านล่างนี้คุณอาจเปลี่ยนความคิดใหม่ และได้เห็นการเดินตามความฝันที่ตั้งอยู่บนความจริงของผู้ชายคนที่ชื่อ โชคชัย หมู่มาก

เด็กหนุ่มนักดนตรีที่อยู่หน้าเวทีบ้าง

แอ๊คเล่าให้ฟังว่าเขาเริ่มเล่นดนตรีตั้งแต่เด็ก สมัยประถมก็ได้อยู่วงโยธวาทิตในตำแหน่งผู้เล่นเครื่องดนตรีประเภทแซกโซโฟนรวมถึง แคลริเน็ต (Clarinet)

เมื่อเรียนอยู่ชั้นมัธยมเขาก็ได้ไปสมัครเรียนต่อที่โรงเรียนดุริยางค์ทหารบก ที่น่าสนใจคือ ณ ขณะนั้นเด็กชายแอ๊คผู้ที่เป็นนักดนตรีมาตลอดสอบเข้าโรงเรียนดุริยางค์ทหารบกด้วยการร้องเพลงมากถึง 8 เพลงในรอบสอบสัมภาษณ์

“ตอนอยู่มัธยมก็อยากเป็นนักร้องอยู่แล้ว อยากได้ทิปเหมือนนักร้องหน้าเวทีบ้าง (หัวเราะ) เลยเริ่มหัดร้องเพลง แต่ตอนนั้นยังคงเป็นนักดนตรีเหมือนเดิมอยู่ อาจเพราะเสียงเรายังไม่ดี ความสามารถเรายังไม่เข้าตาครู

“กระทั่งไปสอบเข้าโรงเรียนดุริยางค์ทหารบก ก็ใช้ความสามารถในการร้องเพลงเท่าที่มีร้องเพลงไป 8 เพลงในตอนสอบสัมภาษณ์ พอสอบติดก็ได้ร้องเพลงควบคู่กับเล่นดนตรีมาตลอด”

เมื่อเข้าเรียนที่ดุริยางค์ฯ แอ๊คก็เริ่มเรียนร้องเพลงอย่างจริงจังผ่านการฝึกร้องเพลงมาร์ชในงานต่าง ๆ ร่วมกับรุ่นพี่ เขาได้รับการเคี่ยวเข็ญจากทั้งอาจารย์ รุ่นพี่ เก็บเกี่ยวประสบการณ์หน้าเวที จนสามารถขยับขึ้นมาเป็นนักร้องเดี่ยวได้ในที่สุด โดยแอ๊คบอกว่านอกจากร้องเพลงมาร์ชต่าง ๆ แล้ว แนวเพลงที่เขาชื่นชอบและร้องบ่อยที่สุดคือ เพลงลูกกรุง ลูกทุ่ง และเพลงสากลเก่า ๆ

The Golden Song ไม่ใช่เวทีแรก

เมื่อเป็นนักร้องที่ฝึกวิชามาพอสมควร แอ๊คเองได้เดินสายประกวดในเวทีต่าง ๆ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จจนเจ้าตัวเริ่มถอดใจ ครั้นเรียนจบเขาก็ได้รับราชการในกรมดุริยางค์ทหารบก และรับงานร้องเพลงทุกวันวันละ 4-5 เพลง

เมื่อการประกวดร้องเพลงไม่รุ่งเท่าที่หวังประกอบกับรู้สึกอิ่มตัวจากการร้องเพลง แอ๊คจึงทำเรื่องย้ายกลับมารับราชการที่จังหวัดปราจีนบุรีบ้านของเขา และเบนเข็มมาเริ่มทำสวนต้นไม้

“เราประกวดไปหลายเวทีแต่ไม่ดังสักที เลยคิดกลับมาทำสวนต้นไม้ที่บ้าน มาเริ่มสร้างเงินให้ตัวเองจากอย่างอื่นดีกว่า ส่วนเรื่องร้องเพลงก็ปล่อยให้เป็นการร้องเพลงสนุก ๆ รับงานบ้างประปราย”

แม้แอ๊คจะยกธงขาวแต่คนที่ไม่ยอมแพ้คือคุณแม่บุญธรรมของเขา ที่ผลักดันให้มาประกวดเวที The Golden Song และตกลงกันว่านี่จะเป็นเวทีสุดท้ายในชีวิตของการประกวดร้องเพลง

แต่เส้นทางของแชมป์ดูเหมือนจะไม่ราบรื่นสักเท่าไรนัก เนื่องจากความเหนื่อยล้าในการเดินทางไปกลับกรุงเทพฯ-ปราจีนบุรี รวมถึงการอัดรายการที่ใช้เวลานาน และยังต้องทำงานประจำอยู่ ทำให้แอ๊คเริ่มถอดใจอีกครั้ง แต่หลังจากที่ผ่านเข้ารอบลึก ๆ ไปแล้วการถอนตัวดูเหมือนจะเป็นเรื่องยุ่งยากและส่งผลกระทบต่อคนอื่น ๆ เขาจึงตั้งใจแข่งขันจนไปถึงด่านสุดท้าย และคว้าถ้วยรางวัลมาครอง

ภาพจากเฟซบุ๊ก ActChokchai

หลังจากคว้ารางวัลชีวิตของแอ๊คก็เริ่มเปลี่ยน เขาเป็นที่รู้จัก มีแฟนคลับและคนติดตามเยอะขึ้น งานร้องเพลงต่าง ๆ ก็ตามมา แต่อย่างที่บอกชีวิตไม่ได้ราบรื่นเหมือนในนิยาย รับงานได้ไม่ถึงปีเขาก็ต้องเจอกับสถานการณ์เดียวกันกับคนทั่วโลกคือ โควิด-19 ที่ทำให้งานต่าง ๆ ทยอยหายไป

ด้วยเหตุการณ์นี้ทำให้เขาเบนเข็มมาที่การทำสวนและขายต้นไม้ตามที่ตั้งใจไว้

“ผมปลูกต้นไม้มาตั้งแต่เด็ก คนอื่นขอเงินพ่อแม่ซื้อของเล่นแต่ผมขอเงินซื้อต้นไม้มาปลูกแทน พอช่วง ป. 2-ป. 3 ผมก็เริ่มขายต้นไม้ หิ้วตะกร้าดาวเรืองบ้าง กล้วยไม้บ้าง ไปขายที่โรงเรียน

“ตอนเด็กครูจะให้เขียนว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร ผมเขียนเลยว่า ‘อยากเป็นเจ้าของฟาร์มกล้วยไม้’ แต่หลังจากที่โตขึ้นมันก็เปลี่ยนมาเรื่อย ๆ เป็นเจ้าของสวนกระบองเพชรแทน”

ด้วยความชอบและความหลงใหลแอ๊คได้ปลูกต้นไม้และขายต้นไม้ต่อเนื่องมาโดยตลอด เขาเล่าว่าสมัยที่อยู่บ้านพักทหารเขาลงทุนซื้อหลอดไฟ LED เพื่อทำสวนเลี้ยงต้นไม้ภายในบ้าน เริ่มจากชั้นเล็ก ๆ จนมีต้นไม้เต็มห้อง กลายเป็นว่าในตอนนั้นรายได้จากการขายต้นไม้แซงหน้าเงินเดือนของเขาเกือบเท่าตัว

เมื่อมองเห็นช่องทางสร้างรายได้หลังจากเรียนจบแอ๊คตัดสินใจซื้อรถยนต์ทันทีเพื่อใช้เดินทางในการซื้อขายต้นไม้ ณ ตอนนั้น

“เรียนจบปุ๊บ ผมออกรถเลยแม้จะไม่มีเงินทุนใด เพราะผมเชื่อว่าคนเราไม่ยอมให้ตัวเองอดตายแน่นอน และหลังจากที่ขายต้นไม้จนได้กำไรก็คิดว่าถึงอย่างไรต้นไม้จะเลี้ยงเราไปได้อีกนาน”

นั่นหมายความว่า ที่ผ่านมาสิ่งที่แอ๊คทำคือทั้งรับราชการทหาร ปลูกและขายต้นไม้ รวมถึงการรับงานร้องเพลง ถามว่าเขาบาลานซ์ชีวิตอย่างไรกับบทบาทหน้าที่ที่หลากหลาย แอ๊คตอบว่า

“ตอนเริ่มต้นผมไม่มีคำว่าบาลานซ์ ทุกอย่างรุมไปหมด วันหยุดก็ต้องไปหาต้นไม้มาขาย ด้วยค่าใช้จ่ายที่เยอะรายรับมันไม่พอ ดึกดื่นแค่ไหนเราก็ต้องทำ”

ต้นไม้ของเขามีทั้งที่ปลูกเองเลี้ยงดูเองไปจนถึงซื้อมาขายไป กำไรหลักหน่วยไปจนถึงหลักหมื่น และการทำสวนต้นไม้ก็คือหนึ่งในสาเหตุหลักที่เขาทำเรื่องขอย้ายกลับมาบ้านและลาออกจากราชการในที่สุด

“ตอนย้ายกลับมาเริ่มทำสวนต้นไม้แบบไม่มีเงินทุนจะไปกู้ใครก็ไม่ได้ โรงเรือนจึงใช้เสาไม้ยูคาฯ ด้านบนเป็นท่อ PVC ฝนตกลมพัดทีก็ซ่อมเป็นแบบนี้วนไป และอีกข้อจำกัดคือเรื่องสายพันธุ์ แม่พันธุ์ของต้นไม้ที่ราคาค่อนข้างสูง เราก็อาศัยรุ่นพี่คนที่รู้จักเขาก็เอ็นดูเราช่วยลดราคาบ้าง ให้เอาไปขายก่อนได้กำไรค่อยมาคืนบ้าง หลายคนในวงการเลี้ยงต้นไม้ช่วยผมมาเยอะมาก”

สวนต้นไม้และคาเฟ่แรกของแอ๊คเกิดขึ้นราว 2-3 ปีก่อน เป็นช่วงที่เขาต้องทำงานและร้องเพลงไปด้วยทำให้ดูแลไม่ทั่วถึงเท่าที่ควร แต่หลังจากมีเงินเก็บจากงานร้องเพลงและเกิดโควิด-19 พอดี เขาจึงตัดสินใจย้ายโลเคชั่น และสร้างสวนต้นไม้ใหม่ที่มีทั้งคาเฟ่ และที่พักในตัว โดยควบคุมกำกับงานเองทุกอย่าง

“สวนใหม่ชื่อ The Memoria ตั้งอยู่ที่บ้านเกาะเสือ ต. ประจันตคาม อ. ประจันตคาม จ. ปราจีนบุรี เป็นคาเฟ่มีอาหาร กาแฟ ดนตรีสด และมีรีสอร์ต 3 หลัง รถนอน 2 คัน รายล้อมด้วยสวนป่าให้ความร่มรื่น รวมถึงร้านขายต้นไม้ ซึ่งผมสร้างบ้านเล็ก ๆ นอนเฝ้าเองเวลาใครมาพักก็อยากให้เขารู้สึกอบอุ่น สร้างความทรงจำดี ๆ ให้กับเขา”

เมื่อถามแอ๊คว่าในวัย 25 ปี กับการทำความฝันได้สำเร็จ เท่านี้เพียงพอแล้วหรือยัง

“ผมว่าผมโชคดีนะ ที่สิ่งที่ผมชอบเมื่อทำแล้วมันสามารถสร้างเงินได้หมดเลย ทั้งร้องเพลง ปลูกต้นไม้ หลายคนถามถึงวิธีที่จะให้ได้ทำสิ่งที่ชอบและทำเงินได้ แต่สุดท้าย ผมว่ามันขึ้นอยู่กับแต่ละคนมากกว่าว่าพยายามทำให้ความชอบมันสร้างเงินมากน้อยแค่ไหน

“สำหรับผมความฝันในวัยเด็กคือเจ้าของสวนกล้วยไม้ แต่พอโตขึ้นเราไม่ได้หยุดเพียงเท่านี้ยังอยากทำนั่นนี่ไปเรื่อย เงินเก็บที่มีลงทุนทำร้านนี้หมดแล้วก็ค่อยเริ่มเก็บใหม่และทำอย่างอื่นต่อไปเรื่อย ๆ อนาคตอาจจะรับงานร้องเพลงน้อยลง เพราะต้องมาร้องเพลงที่ร้านตัวเองด้วย เท่านี้เราก็มีความสุขดี” แอ๊คกล่าวทิ้งท้าย

หากไม่นับว่าเขาคือแชมป์จากเวที The Golden Song แอ๊ค โชคชัย คือเด็กหนุ่มผู้เลือกกำหนดเส้นทางชีวิตด้วยตัวเอง เขาเลือกที่จะทำให้สิ่งที่ชอบสามารถสร้างรายได้เลี้ยงตัวเขาได้ เลือกที่จะต่อยอดความสามารถที่มีให้ทำเงินได้ และไม่หยุดที่จะฝันต่อ ที่สำคัญเขาเลือกที่จะไม่ปล่อยให้ความฝันเป็นแค่ความฝัน

 

 

 

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน