งาน SUPALAI Presents Creative Talk Conference 2026 เซกชั่น Trends Creativity, Business, AI and Technology, Marketing Intelligence, People Performance 2026-2027

1.Trends Creativity 

ปี 2026 ท่ามกลางยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ก้าวเข้ามามีบทบาทอย่างรวดเร็ว ทุกคนเข้าถึง AI ได้เหมือนกันหมด จนทำให้ไอเดียกลายเป็นเพียงสินค้าทั่วไป

คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นคือ ในเมื่อเครื่องมือและอัลกอริทึมกำลังทำให้ผลลัพธ์ของงานออกมาเหมือนกันหมด มนุษย์ยังจำเป็นต้องมีความคิดสร้างสรรค์อยู่อีกหรือไม่

คุณภัทศา อัตตนนท์, Managing Director จงรักดี (Jongluckdee) และ คุณวุฒิศักดิ์ อนรรฆพร, Founder and Director of Factory01 ร่วมกันฉายภาพความท้าทายของวงการ Creative

ไอเดียเกลื่อนตลาด ระวังพลาด ‘กับดักอัลกอริทึม’ 

เมื่อเครื่องมืออย่าง AI เปิดให้ทุกคนเข้าถึงได้เหมือนกันหมด หากเราป้อนคำถามเดียวกันเข้าไป คำตอบหรือไอเดียตั้งต้นที่ได้ก็มักจะออกมาไม่ต่างกัน 

AI ช่วยทุ่นแรงและประหยัดเวลาในการคิดได้อย่างมหาศาล ทำให้การสร้างสรรค์ไอเดียทำได้ง่ายดายจนไอเดียเหล่านั้นกลายสภาพเป็นเพียงสินค้าทั่วไปที่ใคร ๆ ก็สามารถผลิตขึ้นมาได้

นอกจากนี้ คนทำงานและแบรนด์ยังต้องเผชิญกับ ‘กับดักอัลกอริทึม’ ที่บีบให้ครีเอทีฟต้องสร้างงานตามกฎเกณฑ์เพื่อเอาใจแพลตฟอร์ม มากกว่าทำเพื่อผู้บริโภคจริง ๆ ส่งผลให้โฆษณาและคอนเทนต์ต่าง ๆ ออกมามีหน้าตาคล้ายคลึงกันไปหมด

หมดยุคขายแค่ไอเดีย ตัวจริงต้องวัดที่การลงมือทำให้เกิดขึ้นจริงและการตัดสินใจ 

แม้ AI จะช่วยทุ่นแรงเรื่องไอเดียตั้งต้นได้มหาศาล แต่การลงมือทำให้เกิดขึ้นจริง และการตัดสินใจว่าจะเลือกทำหรือไม่ทำอะไร ยังคงเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของมนุษย์

เพราะ AI ประมวลผลจากข้อมูลสถิติแต่ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก 

AI ไม่สามารถบรรจุความรู้สึกเข้าไปในชิ้นงานเพื่อให้มนุษย์ด้วยกันซึมซับได้ บทบาทของครีเอทีฟในยุคต่อไปจึงไม่ใช่แค่การผลิตไอเดีย แต่คือการเลือกว่าจะทำหรือไม่ทำอะไร และจะผลักดันไอเดียนั้นให้ออกมาเป็นรูปธรรมและสัมผัสใจคนได้อย่างไร

รู้ข้อมูล AI เป็นแค่ฐาน แล้วใช้ความกล้า ‘บิด’ ให้แตกต่าง 

ผู้บริหารหรือแบรนด์จำนวนมากเลือกที่จะอยู่ในเซฟโซน โดยยึดข้อมูลและสถิติที่ AI แนะนำเพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริง การทำในสิ่งที่เหมือนคนอื่นหรือสิ่งที่เคยเห็นมาแล้วต่างหากคือความเสี่ยงที่แท้จริง

ทิศทางของการสร้างสรรค์งานจึงเป็นการใช้ข้อมูลจาก AI เป็นเพียงฐาน เพื่อให้รู้ว่าคนส่วนใหญ่น่าจะเดินไปทางไหน จากนั้นต้องอาศัยจินตนาการกล้าที่จะบิดข้อเท็จจริงเหล่านั้น เพื่อสร้างความโดดเด่นและสร้างบทสนทนาใหม่ ๆ ให้กับแบรนด์

Case study: แคมเปญล่องเรือ ‘โกโกวา’ บนแม่น้ำเจ้าพระยา โดยครีเอทีฟและโฆษณาเอเจนซี่ Jongluckdee สะท้อนให้เห็นว่าการนำไอเดียมาทำให้เกิดขึ้นจริงในโลกกายภาพ ยังคงต้องอาศัยพลังของมนุษย์ 

แม้ทีมจะใช้ AI ช่วยหาข้อมูลเบื้องต้นเพื่อประหยัดเวลาได้ แต่ AI ไม่สามารถลงหน้างานจริง หรือประสานงานเจรจาแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากับหน่วยงานอย่างกรมเจ้าท่าแทนได้ การแปลงไอเดียให้กลายเป็นรูปธรรมเพื่อดึงดูดใจผู้คน จึงเป็นทักษะที่ AI ทำแทนไม่ได้

ความแตกต่างอย่างแท้จริง คือกุญแจสำคัญสู่การอยู่รอด

ในยุคที่ AI มอบคำตอบและตัวเลือกให้มากมายอย่างรวดเร็ว คนทำงานมักจะเสี่ยงตกลงไปในคอมฟอร์ตโซน เชื่อข้อมูลโดยไม่ตั้งคำถาม กระแสข่าวที่ว่า AI จะเข้ามาแทนที่ทุกสิ่งอาจทำให้ผู้คนเกิดความเข้าใจผิดและตื่นตระหนก

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ AI ทำได้ดีคือการประมวลผลไอเดีย แต่สิ่งที่จะทำให้แบรนด์อยู่รอดได้อย่างยั่งยืนคือ ความออริจินัล 

ท้ายที่สุดแล้ว ยิ่งเทคโนโลยีและอัลกอริทึมทำให้โลกดูเหมือนกันมากเท่าไหร่ ทรัพยากรมนุษย์ที่สามารถผสมผสานวิสัยทัศน์ พลังในการลงมือปฏิบัติจริง และการตัดสินใจที่เด็ดขาด จะยิ่งมีคุณค่าและทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

2.Trends Business 

ปี 2026 ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีความผันผวนสูงและท้าทายยิ่งกว่าวิกฤตโควิด-19 เนื่องจากไม่มีจุดสิ้นสุดที่ชัดเจน โลกของธุรกิจจึงต้องเผชิญกับบททดสอบที่หนักหน่วง การเอาตัวรอดจึงไม่ใช่แค่การปรับตัวรับเทคโนโลยี แต่ต้องข้ามผ่านการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างแบบรอบด้าน 

คุณกานติมา เลอเลิศยุติธรรม, Deputy CEO / CCO – AIS และ คุณไตรเตชะ ตั้งมติธรรม, Managing Director – SUPALAI ร่วมกันฉายภาพประสบการณ์ตรงจาก 2 องค์กรใหญ่ระดับประเทศ ที่ผ่านวิกฤตมาแล้วนับไม่ถ้วน และเปิดมิติการบริหารจัดการ การทำงานหลังบ้าน

สภาพคล่องต้องมี คุณภาพห้ามลด

วิกฤตเศรษฐกิจส่งผลกระทบต่อแต่ละธุรกิจในระดับที่แตกต่างกัน สิ่งสำคัญอันดับแรกที่ทุกองค์กรจำเป็นต้องมีคือ ‘สภาพคล่องทางการเงิน’ เพราะสภาพคล่องจะทำให้ผู้บริหารมีทางเลือกในการตัดสินใจ และสามารถฉกฉวยโอกาสท่ามกลางวิกฤตได้

ขณะเดียวกัน แม้ในภาวะที่ลูกค้าต้องการสินค้าราคาถูกลง องค์กรก็ไม่ควรลดต้นทุนด้วยการลดทอนคุณค่าของสินค้า การทำโปรโมชันลดแลกแจกแถมทำได้ แต่ห้ามลดคุณภาพเด็ดขาด เพราะหากสูญเสียความเชื่อใจจากลูกค้าไปแล้ว การดึงกลับคืนมาจะต้องใช้เวลาและใช้เม็ดเงินมหาศาลกว่าที่เสียไป

ตั้งรับได้แค่เสมอ อยากชนะต้องเปิดเกมบุก

การวางแผนธุรกิจในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การวางแผนล่วงหน้านานเกินไปอาจกลายเป็นการคาดเดา องค์กรจึงต้องวิเคราะห์อุตสาหกรรมให้ถ่องแท้และรู้จุดยืนของตนเองในระยะ 3-6 เดือน

หากเปรียบธุรกิจเป็นเกมฟุตบอล การตั้งรับด้วยการเสริมกองหลังอย่างเดียว ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดที่จะได้ก็คือ ‘เสมอ’ ดังนั้น หากองค์กรต้องการ ‘ชนะ’ จะต้องมองหาหรือสร้างจุดเปลี่ยนเพื่อเปิดเกมบุกและทำประตูเมื่อมีโอกาส ควบคู่ไปกับการเผื่อเวลาไว้พัฒนาปรับปรุงคนและกระบวนการภายในองค์กรให้พร้อมเสมอ

AI คือพนักงานใหม่ ทักษะคนต้องไปต่อ

ปัจจุบัน AI ได้ก้าวเข้ามาเป็นกลุ่มคนทำงานอีกประเภทหนึ่งแล้ว องค์กรต้องแยกให้ชัดเจนว่างานใดควรเป็นของ AI และงานใดควรเป็นของคน

สิ่งที่น่ากังวลจึงไม่ใช่เด็กรุ่นใหม่ แต่คือบุคลากรในตลาดแรงงานปัจจุบันที่ไม่ยอมพัฒนาตนเอง ไม่อยากก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัย และเชื่อว่าประสบการณ์เดิมจะตอบโจทย์โลกอนาคตได้ 

ทางด้านผู้บริหารเองก็ต้องเลิกติดกับดักการทุ่มเงินซื้อแค่เครื่องมือ แต่ต้องลงทุนยกระดับศักยภาพคนให้ใช้งานเครื่องมือเป็นด้วย ไม่เช่นนั้นการลงทุนก็จะสูญเปล่า

เลิกรอคอยชะตากรรม กำหนดเส้นทางด้วยตัวเอง

โลกการทำงานเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง องค์กรจำเป็นต้องออกแบบโครงสร้างใหม่ สวัสดิการเดิม ๆ อาจไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป 

ทั้งพนักงานในยุคนี้ต้องรับผิดชอบชะตาชีวิตตนเองอย่างน้อย 50% เลิกรอให้หัวหน้าเป็นผู้เลือก หรือรอให้องค์กรกำหนดเส้นทางความก้าวหน้าให้ 

เช่นเดียวกับที่ AIS ปรับเปลี่ยนระบบให้พนักงานสามารถก้าวเข้ามาสมัครรับการคัดเลือกเป็น Talent ได้ด้วยตนเอง เพื่อให้ทุกคนลุกขึ้นมากำหนดชะตาชีวิตของตนเอง

เลิกยึดติดความสำเร็จในอดีต

กลุ่มคนที่น่าเป็นห่วงที่สุดในองค์กรกลับกลายเป็นผู้บริหารระดับสูง เพราะมักติดกับดักความสำเร็จในอดีตจนลืมตระหนักว่าทั้งบริบทของโลก ลูกค้า และพนักงานได้เปลี่ยนไปแล้ว ความเก่งกาจแบบเดิมอาจไม่เพียงพอสำหรับองค์กรในปัจจุบัน

วิกฤตทุกครั้งมักจะคัดเลือกให้ผู้ที่แข็งแรงที่สุดเท่านั้นเป็นผู้อยู่รอด องค์กรในปัจจุบันจึงไม่ควรลอกเลียนแบบกลยุทธ์ของคนอื่น แต่ต้องรู้จักตัวเอง รู้จักจุดแข็ง และติดอาวุธทางความคิดให้บุคลากรพร้อมเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลง จึงจะเป็นหนทางเดียวที่ช่วยให้ธุรกิจข้ามผ่านอุปสรรคไปได้อย่างมั่นคง

3.Trends AI and Technology 

ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวกระโดดอย่างไม่หยุดยั้ง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่ใช่เพียงเรื่องล้ำสมัยที่ไกลตัวอีกต่อไป แต่มันได้เข้ามาเป็นผู้เล่นหลักในโลกธุรกิจและการทำงานอย่างเต็มตัว โลกของการทำงานยุคใหม่จึงต้องไม่ใช่แค่เอาตัวรอด แต่ต้องเข้าใจ และปรับตัวไปพร้อมกับเทคโนโลยี ซึ่งองค์กรและพนักงานควรทำอย่างไร 

คุณทวิร พานิชสมบัติ, Managing Director of ODT และ คุณภัทราวุธ ซื่อสัตยาศิลป์, Chief Technology Officer, LINE MAN Wongnai AI Technology ร่วมกันอัปเดตเทรนด์ โดยเจาะลึกกระบวนการทำงานหลังบ้าน ถอดบทเรียนวิธีคิด การปรับตัว จากประสบการณ์ตรง

ทลายกำแพงความเชี่ยวชาญ สร้างผลลัพธ์ก้าวกระโดด 

เทคโนโลยี AI ปัจจุบันสามารถทำงานแทนคนจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในสายงาน Customer Support ซึ่งพบว่า AI Agent สามารถเอาชนะมนุษย์ได้ในทุกมาตรวัด ทั้งเรื่องความเร็ว ความแม่นยำ และความพึงพอใจของผู้ใช้งาน

นอกจากนี้ AI ยังเข้ามาทำลายกำแพงความเชี่ยวชาญเดิม ๆ ทำให้พนักงานที่ไม่ได้มีความรู้เฉพาะทางระดับลึก สามารถหยิบจับงานที่มีความซับซ้อนและทำด้วยตัวเองจนจบได้ องค์กรจึงต้องเริ่มปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานเพื่อรองรับขอบเขตการทำงานที่กว้างขึ้นนี้

อย่าเพิ่งลดคนทำงาน แต่ต้องยกระดับทักษะ 

ท่ามกลางความกังวลว่า AI จะมาแย่งงาน หากมองผ่านเครื่องมือ Wardley Mapping ที่แบ่งการพัฒนาโปรดักต์เป็น 4 ระยะ จะพบว่าปัจจุบัน AI สามารถครอบคลุมการทำงานในระยะแรก หรือช่วงทดลองไอเดียได้แล้ว 100% ทำให้องค์กรต้องการคนที่มีทักษะเฉพาะเจาะจงในระดับพื้นฐานน้อยลง

อย่างไรก็ตาม AI ยังไม่สามารถก้าวไปทำงานในระยะที่ซับซ้อนขึ้นอย่าง Custom Build, Product ไปจนถึง Commodity ด้วยต้นทุนที่เหมาะสมได้ 

สิ่งที่ผู้บริหารควรทำจึงไม่ใช่การลดคนทำงาน แต่เป็นการยกระดับความรู้ของพนักงานให้ก้าวขึ้นไปจัดการงานในระดับที่สูงขึ้นให้ได้ รวมถึงใช้ AI วิเคราะห์หาช่องโหว่ทางทักษะ เพื่อแนะนำการเรียนรู้เพิ่มเติมให้กับพนักงานเป็นรายบุคคล

กฎเหล็ก: ต้องเข้าใจแก่นแท้ของงานด้วยตนเอง ก่อนพึ่งพาปัญญาประดิษฐ์

ความผิดพลาดหนึ่งของการใช้งาน AI คือการพึ่งพาจนสูญเสียความรู้หลัก องค์กรต้องไม่โยนงานที่เป็นฟังก์ชันหลัก อย่าง Core Value หรือ Domain Knowledge ให้ AI ทำความเข้าใจอยู่ฝ่ายเดียว เพราะหากบริบทธุรกิจเปลี่ยนไป องค์กรจะต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ด้วยต้นทุนที่มหาศาล

กฎสำคัญคือ ก่อนจะมี Second Brain (AI) เราต้องมี First Brain (มนุษย์ที่มีความเข้าใจถ่องแท้) ก่อนเสมอ 

คนที่จะใช้ AI ได้มีประสิทธิภาพที่สุด คือคนที่เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ หากเป็นงานทั่วไป การใช้ Outsource อาจเป็นทางเลือกได้ แต่หากเป็นฟังก์ชันหลักของบริษัท ควรให้คนในองค์กรเป็นผู้ดูแลเอง

ลองให้สุด ล้มเหลวให้เป็น เพื่อเรียนรู้ 

สำหรับการเลือกใช้เครื่องมือ AI นั้น ไม่จำเป็นต้องสลับการใช้งานไปมา แต่ควรเลือกเครื่องมือหนึ่งตัวแล้วลงลึกการใช้งานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพราะทักษะการตั้งคำสั่ง (พรอมต์) สามารถนำไปประยุกต์ใช้ข้ามเครื่องมือได้เสมอ

การผลักดันให้คนในองค์กรปรับตัว บางครั้งต้องอาศัยคำสั่งจากระดับบริหารเพื่อส่งเสริมให้พนักงานทดลองใช้และเปิดโอกาสให้เรียนรู้จากความล้มเหลวได้ รวมถึงการจัดตั้งชุมชนนักปฏิบัติ จัดการแข่งขันภายในองค์กร เพื่อแชร์เทคนิคและกระตุ้นให้พนักงานก้าวทันเทคโนโลยีใหม่ ๆ อยู่เสมอ

แทนที่ได้บางส่วน แต่ความกลัวที่แท้จริงคือการหยุดเรียนรู้ 

ท้ายที่สุดแล้ว AI จะเข้ามาแทนที่มนุษย์แบบสมบูรณ์หรือไม่ คำตอบคือ ‘แทนได้ในบางพื้นที่’ แต่จะเป็นในลักษณะของการช่วยให้มนุษย์ทำงานได้ดีและเร็วขึ้น เพราะสิ่งที่มนุษย์ต้องถือครองไว้คือทักษะในการตรวจสอบว่า ‘AI ทำผิดพลาดเมื่อใด’

สิ่งสำคัญที่สุดคือ อย่าปล่อยให้เทคโนโลยีทำงานฝ่ายเดียว ความน่ากลัวไม่ได้อยู่ที่ AI จะแย่งงาน แต่อยู่ที่การที่เราใช้ AI ไปเรื่อย ๆ แล้วไม่ได้ทำให้ตัวเราเรียนรู้เพิ่มมากขึ้นหรือเก่งมากขึ้นเลย 

องค์กรและบุคลากรจึงต้องพร้อมนำศักยภาพของ AI มาผนวกกับทักษะของมนุษย์ เพื่อรับมือกับโลกธุรกิจที่ไม่มีวันหมุนกลับไปจุดเดิม

4.Trends Marketing Intelligence 

ในยุคที่แบรนด์และองค์กรต่างพากันรัดเข็มขัด และเน้นการหารายรับเป็นหลัก นักการตลาดกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ในการสร้างผลลัพธ์ที่มากขึ้นภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด ทางรอดของนักการตลาดไม่ได้อยู่ที่การลดงบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การสร้างประสิทธิภาพสูงสุด

คุณโศรดา ศรประสิทธิ์, CEO บริษัท ปับลิซิส กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด และ คุณไชยพงศ์ ลาภเลี้ยงตระกูล, President of MarTech Association and CEO of PAM Real CDP อัปเดต Marketing Trends ที่กำลังจะมาเปลี่ยนเกมในปี 2026 ไปจนถึง 2027 พร้อมเจาะลึกวิธีเลือกใช้เครื่องมือ MarTech เพื่อสร้างโอกาส และทางรอดของธุรกิจ

เม็ดเงินไม่ได้หาย แค่ย้ายไปหา ‘ความคุ้มค่า’

แม้ตัวเลขการใช้จ่ายด้านโฆษณาดิจิทัลอาจดูเหมือนติดลบ แต่ในความเป็นจริง การลงทุนด้านเครื่องมือ MarTech หรือธุรกิจดิจิทัลไม่ได้ลดลงเลย ภาพรวม GDP ของประเทศยังคงขยายตัว ซึ่งหมายความว่าเม็ดเงินและการจับจ่ายของลูกค้าไม่ได้หดหายไปไหน

องค์กรและแบรนด์เพียงแค่ปรับตัวด้วยกลยุทธ์ Safe, Shift และ Sharpen โดยย้ายเม็ดเงินไปสู่ช่องทางที่สามารถวัดผลได้และคุ้มค่าที่สุด 

แบรนด์ในยุคนี้เลิกเน้นการซื้อสื่อเพื่อให้ได้เพียงจำนวนการรับชมแบบกว้าง ๆ แต่หันมาใช้ระบบข้อมูลอัตโนมัติเพื่อสื่อสารแบบเจาะจงเฉพาะบุคคลให้สอดคล้องกับสถานการณ์และถูกเวลามากขึ้น

สิ่งสำคัญคือการรู้ ‘จุดเด่น’ ของตนเอง แล้วนำเทคโนโลยีเข้ามาเสริมเพื่อวางตะกร้ารับเงินให้ถูกที่

เทคโนโลยีที่ดี ต้อง ‘มองไม่เห็น’

ทิศทางการใช้ MarTech ในปัจจุบันและอนาคต ไม่ได้หมายถึงการต้องพึ่งพาระบบโครงสร้างขนาดใหญ่ที่เทอะทะแบบในอดีตอีกต่อไป เมื่อมี AI เข้ามาช่วย เครื่องมือต่าง ๆ จะมีขนาดเล็กลงแต่กระจายตัวเจาะลึกลงไปในทุก ๆ จุดสัมผัสของลูกค้า ตั้งแต่ฝ่ายขาย ฝ่ายผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงฝ่ายทรัพยากรบุคคล

ที่สำคัญที่สุด เครื่องมือเทคโนโลยีที่ดีนั้นจะต้อง ‘มองไม่เห็น’ เข้ามาทำงานได้อย่างไร้รอยต่อจนผู้ใช้ไม่รู้สึกว่ากำลังถูกบังคับให้ใช้ระบบ และจะต้องทำให้คนทำงานมีความสุขมากขึ้น 

ไม่จำเป็นต้องมานั่งจำกัดความว่านี่คือระบบ CRM (Customer Relationship Management) หรือ ระบบ CDP (Customer Data Platform) แต่ต้องเป็นเครื่องมือที่ตอบโจทย์ได้ว่า จะทำให้รู้ใจลูกค้า หารายได้ และดึงลูกค้าเก่ากลับมาได้อย่างไร

AI ขาดหัวใจ ทักษะคราฟต์ยังเป็นของมนุษย์

แม้ AI จะเข้ามาช่วยทำงานซ้ำ ๆ วิเคราะห์ข้อมูลได้รวดเร็ว และตอบโจทย์เรื่องสเกลงานที่ใหญ่ขึ้นได้อย่างมหาศาล 

แต่ข้อจำกัดที่ใหญ่ที่สุดของ AI คือ ‘ไม่มีอารมณ์และความรู้สึก’ AI ไม่สามารถเข้าใจความซับซ้อนของความเป็นมนุษย์ หรือเปลี่ยนพฤติกรรมคนได้ด้วยตัวมันเอง

ดังนั้น ทักษะความเชี่ยวชาญแบบมนุษย์ หรือ ‘Craftsmanship’ ของนักการตลาดจึงยิ่งทวีความสำคัญและเป็นสิ่งที่ AI ขโมยไปไม่ได้ มนุษย์ยังคงเป็นผู้ที่ต้องใช้การตัดสินใจ และทำความเข้าใจบริบท รวมถึงข้อแตกต่างทางวัฒนธรรม

ตัวอย่างเช่น การที่ยอดขายพุ่งสูงในช่วงที่มีโปรโมชัน AI อาจบอกแค่ตัวเลขความสำเร็จ แต่มนุษย์สามารถวิเคราะห์เชิงลึกได้ว่านั่นอาจเป็นแค่เพราะการลดราคา ไม่ใช่เพราะผู้บริโภคเกิดความรักในแบรนด์เสมอไป

ผสาน Data เล่าเรื่องให้เป็น และไม่ทิ้งจริยธรรม

หน้าที่ของนักการตลาดยุคใหม่คือการมอบหมายงานที่ต้องทำซ้ำ ๆ ให้เทคโนโลยีและ AI จัดการ แล้วยกระดับตนเองไปสู่การวางกลยุทธ์ที่มองไกลถึงผลลัพธ์ระยะยาว

ทักษะที่ขาดไม่ได้คือ การนำข้อมูลมาสังเคราะห์เพื่อเล่าเรื่อง เพราะต่อให้ AI หรือ MarTech จะเตรียมข้อมูลมาให้ดีแค่ไหน แต่ ‘คน’ ก็ยังต้องเป็นผู้ลงมือทำ ต้องดึงจุดแข็งของความเป็นมนุษย์ ควบคู่ไปกับความคิดสร้างสรรค์ มาผสานเข้ากับข้อมูลที่แม่นยำ 

นอกจากนี้ นักการตลาดต้องมีจริยธรรมในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลก่อนป้อนให้เครื่องมือเสมอ เพียงเท่านี้ นักการตลาดก็จะสามารถสร้างแคมเปญที่ใช้พลังงานน้อยลง แต่ทลายขีดจำกัดเดิม และสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างมหาศาล

5.Trends People Performance 

ปีนี้ ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่ตัวเลข GDP ของไทยอาจเติบโตเพียง 1.5-2% แต่ความเป็นจริงทุกองค์กรกลับตั้งเป้าหมายการเติบโตที่สูงกว่า 20% เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพ เงินเดือน และโบนัสที่ต้องเพิ่มขึ้น 

โลกของการทำงานจึงถูกบีบให้ต้องสร้างผลงานที่สูงขึ้น การใช้กระบวนการทำงานแบบเดิมไม่สามารถตอบโจทย์การเติบโตระดับนั้นได้อีกต่อไป 

คุณอภิชาติ ขันธวิธิ, CEO of QGEN Consultant และ คุณสุวภา เจริญยิ่ง, ที่ปรึกษา สมาคมนักวางแผนการเงินไทย เจาะลึกภาพรวม People Performance ครึ่งปีหลัง ตั้งแต่โจทย์หินขององค์กรที่ต้องดีไซน์โครงสร้างใหม่ในยุค AI ไปจนถึงวิกฤตของ Middle Management พร้อมคาดการณ์ War for Talent ที่อาจเกิดขึ้นใน 3 ปีข้างหน้า

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ ‘ขาดคน’ แต่อยู่ที่ ‘คุณภาพ’ และ AI

ปัจจุบันหลายองค์กรไม่ได้ประสบปัญหาขาดแคลนพนักงานในเชิงปริมาณ แต่ปัญหาหลักที่แท้จริงคือ ‘คุณภาพของคน’ ที่ทักษะยังไม่พร้อมใช้งาน

การนำ AI เข้ามาใช้อย่างแพร่หลาย จึงไม่ใช่แค่การทำตามเทรนด์ แต่เป็นการทำ Workforce Optimization เพื่อหาจุดที่เหมาะสมว่าต้องใช้คนกี่คนและใช้ AI เท่าไหร่ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์เท่าเดิมหรือมากกว่า ถือเป็นโอกาสทองของคนทำงานที่จะดึง AI มาเป็นเครื่องมือทุ่นแรง ช่วยให้ทำงานได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

หมดยุคพนักงานที่เป็นแค่ ‘ค่าใช้จ่าย’ ต้องอัปเกรดเป็น ‘ทรัพย์สิน’

ด้วยสภาวะที่คนเก่งพร้อมใช้งานมีราคาแพงและมีการแข่งขันสูง องค์กรส่วนใหญ่จึงพยายามผลักดันพนักงานระดับกลางให้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ที่มีผลงานยอดเยี่ยม โดยปรับกระบวนการบริหารคนทั้งหมดให้ไปในทิศทางเดียวกัน

สำหรับคนทำงาน หากไม่อยากถูกมองว่าเป็นเพียงค่าใช้จ่าย ต้องเปลี่ยนตัวเองให้เป็น ‘ทรัพย์สิน’ ที่สร้างผลตอบแทนให้กับองค์กรได้ สิ่งสำคัญคือการหาความหลงใหลของตัวเองให้เจอ ขยันให้ถูกทิศทาง และเป็นตัวของตัวเอง หากเดินไปในทิศทางเดียวกับองค์กร ก็จะกลายเป็นทรัพย์สินชิ้นสำคัญได้ไม่ยาก

‘คนตรงกลาง’ เดอะแบกที่รับความกดดันหนักที่สุด

กลุ่มคนที่รับแรงกดดันและน่าสงสารที่สุดในการบริหารคนยุคนี้คือ ผู้บริหารระดับกลาง (Middle Management) เพราะต้องเป็นเดอะแบกรับความคาดหวังเรื่องโมเดลธุรกิจจากผู้บริหารระดับสูง และต้องปรับตัวเข้าหาความต้องการที่หลากหลายของลูกน้องรุ่นใหม่

ซ้ำร้าย องค์กรส่วนใหญ่มักเลื่อนขั้นคนทำงานเก่งให้ขึ้นมาเป็นหัวหน้า โดยไม่เคยเตรียมความพร้อมด้านทักษะการบริหารคนให้เลย ทำให้คนเป็นหัวหน้าต้องรับภาระหนักเกินจริง 

สิ่งที่ต้องทำคือ ผู้บริหารระดับสูงต้องลงมาช่วยเตรียมความพร้อมให้คนกลุ่มนี้อย่างใกล้ชิด

ทางรอดคือความร่วมมือ

ในยุคนี้แค่ทำงานเก่งคนเดียวอาจไม่ตอบโจทย์ ดังประโยคที่ว่า “If you want to go fast, you go alone. But if you want to go far, you have to go together.”

การทำงานร่วมกับผู้อื่น จึงเป็นทักษะชี้วัดความสำเร็จอย่างแท้จริง งานจะสำเร็จได้ไม่ใช่แค่เราทำเสร็จ แต่ทุกคนต้องร่วมมือกันเพื่อผลักดันเป้าหมายให้ไปถึงจุดหมาย

รู้จักจังหวะ ‘หยุดพัก’ และรับมือกับความท็อกซิก

ท่ามกลางความกดดันและความรวดเร็วของการทำงาน ศิลปะสำคัญคือการบริหารแบบ ‘เร็ว ช้า หนัก เบา’ และที่สำคัญ ต้องรู้จัก ‘จังหวะหยุดพัก’ เปรียบเสมือนเปียโนที่ไพเราะได้เพราะจังหวะหยุดพักระหว่างตัวโน้ต เพื่อประเมินสถานการณ์ ทบทวนกลยุทธ์ และปล่อยให้ผู้ฟังได้ดื่มด่ำ