เคยสังเกตไหมว่า เวลาเดินขึ้นรถไฟฟ้า เดินตลาด เดินเข้าออฟฟิศ หรือไปเดินห้างสรรพสินค้า
อาจเจอคนใส่เสื้อผ้าหน้าตาคล้ายกัน สีพื้นๆ ทรงเรียบๆ ซึ่งมีโอกาสไม่น้อยที่จะเป็นเสื้อผ้าจาก “Uniqlo”
ทั้งที่แบรนด์นี้ไม่ใช่เสื้อผ้าที่หวือหวาที่สุด ไม่ได้ออกคอลเลกชั่นใหม่ทุกสัปดาห์ และหลายตัวก็แทบไม่มีโลโก้ให้คนรู้ด้วยซ้ำ
คำถามคือ ร้านเสื้อผ้าที่ไม่มีพรีเซ็นเตอร์ดาราดังประจำ ไม่ได้ขายดีไซน์ฉูดฉาดตามกระแส และราคาก็ไม่ได้ถูกที่สุดในตลาด ทำไมถึงกลายเป็นแบรนด์ที่ “มีทุกบ้าน” ได้ขนาดนี้
เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นของ Uniqlo ที่เข้ามาตลาดประเทศไทย
Uniqlo เป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงในญี่ปุ่น มีคนไทยรู้จัก ซื้อกลับมาเป็นของฝากหรือของรับหิ้วอยู่แล้ว
ปีที่เข้ามาในไทยครั้งแรกคือ พ.ศ. 2554 สาขาแรกอยู่ที่เซ็นทรัลเวิลด์
เป็นการเปิดสาขาที่สำคัญอยู่ทีเดียว เพราะเป็นสาขาใหญ่สุดของ Uniqlo ในอาเซียน และระดับ CEO อย่าง Tadashi Yanai เดินทางมาเปิดงานด้วยตัวเอง
เงินลงทุนของ Uniqlo ที่เข้ามาในไทยเริ่มแรกอยู่ที่ 300 ล้านบาท ก่อนจะมีการเพิ่มทุนในเวลาต่อมา
ตอนนั้นก็จ้างคนดังมาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ เช่น “โดม” ปกรณ์, “ญาญ่า” อุรัสยา และ “แหลม” 25 Hours
วันแรกที่เปิดสาขา ก็มีคนไทยมาต่อแถวรอซื้อกันจนล้นห้าง เพราะมีทั้งการจัดโปรโมชั่น และคนที่ตื่นเต้นได้เห็นแบรนด์ดังจากญี่ปุ่นเข้ามา
หลังจากนั้น Uniqlo ในประเทศไทย ก็มีเติบโตและขยายสาขามาเรื่อยๆ
พอถึงในปี 2556 Uniqlo ประกาศแผนขยายสาขาในไทยอย่างจริงจัง รวมถึงการเปิดสาขานอกกรุงเทพฯ เช่น ชลบุรี เชียงใหม่ และภูเก็ต
และหมุดสำคัญต่อมาคือการเปิด “สแตนด์อโลน” หรือสาขานอกห้าง เป็นสาขาแรกในภูมิภาคอาเซียน ตั้งอยู่ที่ถนนพัฒนาการ
จนปัจจุบัน Uniqlo มีอยู่ในไทยทั้งหมด 73 สาขา และกลายมาเป็นหนึ่งในแบรนด์เสื้อผ้าที่อยู่ในตู้เสื้อผ้าของคนไทยหลายคน
หากลองวิเคราะห์จุดแข็งของ Uniqlo จะพบว่ามีหลายสาเหตุด้วยกัน
.
🔴 วางจุดยืนเป็น “เสื้อผ้าพื้นฐานของทุกคน”
สิ่งแรกที่ Uniqlo ทำสำเร็จคือการประกาศตัวว่าตัวเองไม่ใช่ “แฟชั่นตามฤดูกาล” แต่คือ “LifeWear” หรือเสื้อผ้าที่เป็นพื้นฐานของการใช้ชีวิต
แบรนด์วางตำแหน่งไว้ตรงกลาง เป็นความธรรมดาที่สวมใส่ได้ทุกวัน
เน้นออกแบบให้ง่ายๆ ใส่ได้ตั้งแต่เป็นชุดอยู่บ้าน เดินตลาดใกล้บ้าน ไปเรียน ไปทำงาน เที่ยวคาเฟ่ เล่นกีฬา หรือแม้แต่จัดกระเป๋าไปต่างประเทศ
Uniqlo จึงเป็นหนึ่งในร้านเสื้อผ้าไม่กี่ร้านที่ลูกค้าสามารถเดินเข้าไปซื้อของได้ “ทั้งครอบครัว”
ตั้งแต่เด็ก 3 ขวบ วัยรุ่น คนวัยทำงาน ไปจนถึงผู้สูงวัยอายุ 70 ปี สามารถเข้าร้านเดียวกันไปดูเสื้อผ้าได้เหมือนกัน
แถมยังมีไซซ์ให้เลือกหลากหลายครอบคลุมไปถึงไซซ์ใหญ่พิเศษ
การไม่วิ่งตามแฟชั่นจ๋าทำให้คนซื้อเสื้อผ้า Uniqlo สามารถซื้อซ้ำได้เรื่อยๆ ไม่ได้รู้สึกว่ากำลังซื้อ “เสื้อผ้าฟุ่มเฟือย”
.
🔴 มี “Hero Product” เพื่อแก้ Pain Point
ช่วงแรกที่ Uniqlo เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้าง มาจากเสื้อฟลีซและเสื้อคลุมแขนยาวที่ราคาจับต้องได้
ต่อมาก็ขยับมาที่ HEATTECH เสื้อกันหนาวบางเฉียบ ที่มีไว้สำหรับคนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศ
และ AIRism ที่ชูจุดขายระบายอากาศได้ดี และแห้งเร็ว เป็นการตอบโจทย์สภาพอากาศเมืองไทยที่ร้อนและร้อนมากตลอดทั้งปี
การมีเสื้อผ้าที่ออกแบบมาเพื่อแก้แต่ละปัญหาโดยเฉพาะ ทำให้ Uniqlo กลายเป็นของที่ใช้ได้ในสถานการณ์จริงของชีวิตประจำวัน
.
🔴 ทำให้เข้าถึงง่าย
ถ้าดูเรื่องราคาอย่างเดียว Uniqlo อาจไม่ใช่แบรนด์ที่ถูกที่สุดในตลาด
เช่น เสื้อยืดธรรมดา อาจมีบางแบรนด์ขายถูกกว่านี้ได้
แต่ของ Uniqlo ตั้งราคาในจุดที่ “รับได้” สำหรับคนส่วนใหญ่ ไม่ได้รู้สึกว่าแพงจนต้องคิดหนักก่อนซื้อ
บวกกับการกระจายสาขาในจุดที่เด่นชัดของห้างสรรพสินค้า มักเป็นร้านขนาดใหญ่ที่มองเห็นได้ง่าย
มีพื้นที่ลองเสื้อจริง ไม่ต้องยืนทาบกับตัวเองหน้ากระจกแล้วลุ้นว่าซื้อไปลองที่บ้านแล้วจะใส่พอดีไหม
นอกจากนี้ ยังมีการจัดโปรโมชั่นลดราคาที่เป็น “ป้ายแดง” กับสินค้าบางตัว เป็นอีกหนึ่งแรงจูงใจที่ทำให้คนตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น
.
🔴 ความรู้สึก “ไม่ต้องพยายาม”
มีอีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจนอกเหนือจากเรื่องตัวธุรกิจของบริษัท คือเรื่องของ “ความรู้สึกทางจิตวิทยา”
บางคนก็มองว่าเสื้อผ้า Uniqlo ให้ความรู้สึกแบบ “ไม่ต้องพยายาม”
ใส่ง่าย ไม่ต้องคิดเยอะ ไม่ต้องเลือกนาน ไม่ได้ดูอวดหรือเด่นเกินไป แต่ดูสะอาดตา เรียบร้อย และเหมาะกับแทบทุกสถานการณ์
ถึงแม้ตัวเลือกสินค้าจะมีเยอะมาก แต่ก็ไม่ได้บังคับให้คนต้องตามแฟชั่น หรือคอยอัปเดตเทรนด์ใหม่ตลอดเวลา
ในชีวิตคนที่ต้องตัดสินใจเรื่องเล็กเรื่องใหญ่กันทั้งวัน การมีเสื้อผ้าที่หยิบมาแล้วใส่ได้เลยทำให้ชีวิตของคนง่ายขึ้นมาก
เมื่อคนเคยชินกับการหยิบเสื้อผ้าโดยไม่ต้องคิดเรื่อยๆ แบรนด์ก็เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันโดยแทบไม่รู้ตัว
ทั้งหมดนี้สะท้อนออกมาผ่านผลประกอบการ
ในปี 2568 บริษัท ยูนิโคล่ (ประเทศไทย) จำกัด มีรายได้ 19,628 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 3,878 ล้านบาท
เป็นตัวเลขรายได้และกำไรสูงที่สุดนับตั้งแต่เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย และสูงกว่าแบรนด์คู่แข่ง เช่น H&M และ Zara
เป็นภาพสะท้อนที่ทำให้เห็นว่า ในบางครั้งธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้เกิดจากความหวือหวา
แต่มาจากการทำให้ “ความธรรมดา” กลายมาเป็นส่วนหนึ่งที่คนใช้กันได้ในชีวิตประจำวันโดยไม่ต้องคิดเยอะ
