สีสันในฟุตบอลโลกแต่ละครั้งนั้นแตกต่าง แต่ดูเหมือนว่า “สี” ที่ฮิตสุดในฟุตบอลโลกครั้งนี้คือ สีชมพู ซึ่งปรากฏให้เห็นตั้งแต่รองเท้าส่วนใหญ่ของนักเตะ ไปจนถึงชุดที่กรรมการผู้ตัดสินในสนามสวมใส่ 

ขีดสุดของการใส่สีชมพู คือในแมตช์แรกของกลุ่มแอลที่อังกฤษชนะโครเอเชียไป 4-2 ซึ่ง โดมินิก ลิวาโควิช ผู้รักษาประตูทีมชาติโครเอเชีย ใส่สีชมพูเกือบทั้งชุดยกเว้นแค่ถุงมือ ส่วนนักเตะส่วนใหญ่ของทั้งสองทีมต่างก็ใส่รองเท้าสีชมพูเช่นกัน 

ขณะที่แบรนด์กีฬาใหญ่ ๆ ทั้ง อดิดาส ไนกี้ พูม่า และ นิวบาลานซ์ ต่างก็พร้อมใจผลิตรองเท้าสีชมพูสะดุดตามาให้เหล่านักเตะใส่ลงสนามในทัวร์นาเมนต์นี้ 

นิตยสารแฟชั่นที่สังเกตเห็นเทรนด์นี้ก่อนถึงกับรายงานว่า ฟุตบอลโลกครั้งนี้มองไปทางไหนก็จะเห็นแต่สีชมพูโทนต่างๆ ทั้งชมพูสะท้อนแสง ฮอตพิงก์ และฟูเชีย พอคุณเริ่มสังเกตเห็นมันแล้ว คุณจะละสายตาไม่ได้อีกเลย 

ดับเบิลยูจีเอ็น บริษัทที่ปรึกษาและรายงานเทรนด์ในวงการแฟชั่นสัญชาติอังกฤษที่มีอายุเกือบ 30 ปี เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่า สีชมพูสดจะกลับมาฮิตระเบิดอีกครั้งในปี 2026 

ดังนั้น ปรากฏการณ์ในฟุตบอลโลกคือตัวอย่างล่าสุดที่สะท้อนว่า สีชมพูเป็นหนึ่งในสีที่มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมมากที่สุดในรอบทศวรรษ 

ดับเบิลยูจีเอ็น วิเคราะห์ว่า มี 3 ปัจจัยหลักที่ทำให้สีชมพูมาแรงในฟุตบอลโลก 2026 เริ่มจาก เป็นสีที่เตะตาที่สุด เพราะนอกจากตัดกับสีเขียวของสนามหญ้าแล้ว ยังเห็นได้ชัดเมื่อดูคลิปวิดีโอการแข่งขันด้วยอุปกรณ์การรับชม ซึ่งปัจจุบันดูผ่านจอสมาร์ตโฟนกันมากขึ้น 

ซึ่งมีสองฝ่ายที่จะได้ประโยชน์จากความสะดุดตานี้ นั่นคือตัวนักเตะที่ผู้ชมจะจดจำได้ ส่วนบรรดาแบรนด์กีฬาก็ใช้ความสะดุดตามาช่วยกระตุ้นยอดขาย 

เหตุผลที่สองคือ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจของนักเตะที่สวมใส่ ซึ่งเชื่อว่าช่วยให้เล่นได้ดีขึ้น เพราะมันส่งผลทางจิตวิทยา 

มีข้อมูลว่าในพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2019-20 นักเตะที่ใส่รองเท้าสีชมพูทำประตูรวมกันได้ถึง 636 ประตู ตรงข้ามกับนักเตะที่ใส่รองเท้าสีดำ ซึ่งทำประตูรวมกันได้เพียง 36 ประตูเท่านั้น 

ส่วนเหตุผลสุดท้าย เป็นการสะท้อนถึงกำแพงเรื่องเพศที่พังลงในยุคนี้ โดยในปัจจุบัน ผู้ชายกล้าใส่เครื่องแต่งกายสีชมพูกันมากขึ้น 

ต่างจากในอดีตที่มองว่าเป็นสีของผู้หญิงซึ่งผู้ชายควรเลี่ยง และผู้ชายที่ใส่สีนี้อาจถูกมองว่า “ไม่แมน”

ประกอบกับในปัจจุบัน นักกีฬาที่เป็นชายแท้ก็สามารถแสดงให้เห็นถึงมุมที่อ่อนโยนอย่างที่ผู้หญิงชอบได้ ดังที่เห็นจากเทรนด์ หนุ่มนักกีฬาหล่อละมุน (Soft Jocks) จาก ทราวิส เคลเซ่ แฟนหนุ่มนักอเมริกันฟุตบอลของ เทย์เลอร์ สวิฟต์ นั่นเอง 

ด้านสโมสรดัง ๆ ในวงการกีฬายุคนี้ ก็มีบางสโมสรที่ถึงขั้นใช้สีชมพูเป็นสีประจำสโมสรเลย ซึ่งก็ส่งผลดีเสียด้วย 

เช่นในกรณีของสโมสร อินเตอร์ ไมอามี้ ในลีกเมเจอร์ลีก ของสหรัฐฯ ต้นสังกัดของ ลิโอเนล เมสซี่ กัปตันทีมชาติอาร์เจนตินา 

โอดินกา นิมาโก ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการผลิตภัณฑ์รองเท้าฟุตบอลของไนกี้ กล่าวว่า วงการฟุตบอลมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญแล้ว และนักฟุตบอลที่อยากตะโกนบอกโลกว่า มั่นใจในตัวเองด้วยการใส่สีชมพูก็มีมากขึ้น 

ซึ่งนี่ช่วยให้สีชมพูได้รับการยอมรับในกลุ่มผู้ชายและวงการกีฬามากขึ้น ไม่ใช่แค่แฟชั่นเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป 

ส่วนในมุมมองของประวัติศาสตร์ ศาสตราจารย์ แอนดรูว์ โกรฟส์ จากมหาวิทยาลัยเวสต์มินสเตอร์ ของอังกฤษอธิบายว่า สโมสรเอฟเวอร์ตันเคยใส่เสื้อสีชมพูมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1892 โดยไม่มีดราม่าอะไรเลย 

แต่สีชมพูเพิ่งถูกตีกรอบเรื่องเพศในภายหลังตามวัฒนธรรมผู้บริโภคและค่านิยมของฟุตบอลยุคหนึ่งที่ยึดติดกับความเป็นชาย 

ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 สีชมพูเคยถูกมองว่าเป็นสีของเด็กชายด้วยซ้ำ ส่วนสีฟ้าเป็นของเด็กหญิง 

ดังนั้นการที่นักเตะชายในปัจจุบันสวมใส่สีชมพูได้อย่างมั่นใจ แสดงให้เห็นว่ากรอบความคิดเดิมๆ กำลังเลือนหายไป นักฟุตบอลยุคนี้ไม่ได้เป็นแค่ผู้เล่นในสนาม แต่เป็นทั้ง “แบรนด์” และ “ไอคอนแฟชั่น” 

ซึ่งการที่วงการฟุตบอลอ้าแขนรับสีชมพู ก็เพราะมันตอบโจทย์เรื่องความโดดเด่น มันจึงเป็นเฉดสีที่ใช่ ให้ความรู้สึกเปี่ยมพลัง ดูสนุกสนาน และฮิตสุดในฟุตบอลโลกครั้งนี้

ทั้งนี้ การใส่ชุดสีฉูดฉาดเตะและมีสีชมพูอยู่ด้วย ทำให้นักเตะคนหนึ่งในฟุตบอลเป็นที่จดจำได้มาจนถึงปัจจุบัน 

ย้อนไปในฟุตบอลโลกปี 1994 ที่สหรัฐฯ ฮอร์เก้ คัมโปส ผู้รักษาประตูทีมชาติเม็กซิโก โดดเด่นสุดในสนามทุกแมตช์ที่ทีมชาติเตะ 

โดยแม้เขามีเอกลักษณ์ในการขึ้นมาเล่นสูงในแดนหน้า แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การใส่ชุดสีฉูดฉาดเตะและมีสีชมพูอยู่ด้วย ทำให้ใครก็ตามที่ได้ดูเขาในฟุตบอลโลกครั้งนั้นจะจำเขาได้ในทันที ยังคงจำได้มาจนปัจจุบัน และยังทำให้เขาดังในวงการฟุตบอลมาถึงปัจจุบันอีกด้วย / theguardian