Content ยุค 80 พร้อมใจคืนชีพ เก็บเกี่ยวความสำเร็จ

ช่วง 2-3 ปีมานี้ต่อให้ไม่ได้เป็นแฟน Series และคอหนังตัวยงก็ยังรู้ว่า เรื่องราวย้อนยุคโดยเฉพาะจากช่วงทศวรรษที่ 1980 ซึ่งเรียกกันติดปากว่ายุค 80 กลับมาได้รับความนิยมอย่างมาก หลักฐานสำคัญมีอยู่ 2 ข้อ เริ่มจาก Stranger Things – Streaming Series ดังของค่าย Netflix ที่จำลองบรรยากาศการสืบหาเงื่อนงำเรื่องลึกลับของแก็งค์เด็กช่วงก่อนวัยรุ่น เหมือนหนังแนวนี้เมื่อ 30 ปีก่อนได้อย่างไม่มีผิดเพี้ยนจนได้ทั้งเงินทั้งกล่อง ส่งเหล่านักแสดงเด็กแจ้งเกิดยกทีมและยังพา Winona Ryder นักแสดงหญิงขวัญใจคนยุค 90 คืนวงการอีกครั้งในบทบาทที่ต่างจากเดิม

ตามด้วยอาการ ‘ฟิน’ สุดๆ ของคอหนังหลายรุ่นกับการเห็น Ready Player One นิยายวิทยาศาสตร์ซึ่งมี Pop Culture ยุค 80 เป็นแรงบันดาลใจกลายเป็นภาพยนตร์ ผ่านการกำกับของ Steven Spielberg เจ้าพ่อหนัง Sci-Fi ตัวจริงของยุคนั้น นอกจากนี้อิทธิพลของยุคที่กลางคืนสว่างสไสวไปด้วยแสงไฟนีออนสีสันสดใส ผู้คนตีผมฟูฟ่อง เสียงดนตรีสังเคราะห์ดังสนั่นและเป็นจุดเริ่มของ Digital Technology ยังแผ่ไปถึงเพลง แฟชั่นและ Marketing Contentในปัจจุบันด้วย

ถึงขนาดนี้คงไม่รู้ไม่ได้แล้วว่าทำไมยุค 80 ถึงคืนชีพอย่างยิ่งใหญ่

พลังความร่วมมือของ Gen X และเหล่า 80s Fanboy

“เด็กวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า” เป็นประโยคที่สื่อให้รู้ว่า การหล่อหลอมของอดีตย่อมส่งผลถึงปัจจุบัน และเมื่อมีโอกาสไม่ว่าใครก็ล้วนอยากแสดงอัตลักษณ์ของกลุ่มหรือคนรุ่นตนออกมา ซึ่งตามทฤษฏีทางสังคมเราจะเห็นกันในทุกๆ 30 ปี (Thirty Years Cycle) เช่นเดียวกับลักษณะเด่นของยุค 50 (ความโค้งมน ไฟสีสันสดสันและเทคโนโลยีแบบ Analog) มาปรากฏและถูกพัฒนาให้ทันสมัยขึ้นในยุค 80

สำหรับวงการหนังและ Series ในปัจจุบันเป็นการคาราวะยุค 80 ของ Gen X (ผู้มีอายุ 35 ปีขึ้นไป) และรุ่นน้องอย่าง Gen Y หรือ Millennial ที่ประทับใจ Content ยุคดังกล่าว ซึ่งผู้บริโภคสามารถดูหนังดังซ้ำได้ที่บ้านจากเครื่องเล่น Video และไม่จำเป็นต้องไปยังโรงภาพยนตร์อีกต่อไป โดยทั้งพี่น้องตระกูล Duffer ผู้กำกับ Stranger Things ,Andy Muschietti ผู้กำกับหนัง It และ Owen Harris ผู้กำกับ Black Mirror – Series เล่าเรื่องมุมมืดของเทคโนโลยีในตอน San Janipero ล้วนอยู่ในกลุ่มนี้ จึงสามารถปลุกยุค 80 ให้ปรากฏบนจอเล็ก จอใหญ่ ได้อย่างสมจริง

ส่วนกรณีของ Spielberg ถือเป็นข้อยกเว้น เพราะเป็นผู้กำกับหนังดังมากมายในยุค 80 เช่น ET และ Indiana’s Jones เขายังมีส่วนเกี่ยวข้องกับหนังดังอีกหลายเรื่องในยุคนั้นอย่าง Back to the Future ทั้ง 3 ภาค ทำให้เมื่อมากำกับ Ready Player One ที่ได้แรงบันดาลใจจากยุค 80 จึงยิ่งเสริมให้หนังมีความสมบูรณ์แบบ

เหตุเกิดจากความเหงา Social Media และ Search Engine

เพราะ Millennial เป็นประชากรกลุ่มใหญ่สุดของโลกปัจจุบัน คนวัย 35 ปีลงมาเหล่านี้จึงมีสำคัญที่ส่งให้ยุค 80 กลับมา Hit ติด Chart โดยเมื่อเหงาหรือไม่มีอะไรทำ เหล่า Gen M มักจะเข้า Social Media ผ่าน Smartphone เพื่อดูความเคลื่อนไหวของเพื่อนฝูงและญาติมิตร แน่นอนว่าในจำนวนนี้มีคนรุ่นพี่หรือรุ่นพ่อแม่ซึ่ง Share ภาพอดีตเมื่อครั้งยังเด็กหรือวัยรุ่นจากยุค 80 รวมอยู่ด้วย

จากนั้นเมื่อเกิดความสนใจและสงสัยตามมา Search Engine จึงกลายเป็นที่พึ่งในการค้นหา “ความแปดศูนย์” เพิ่มเติม โดยการค้นหาเรื่องราวเก่าๆ ได้ไม่ยากแบบคนรุ่นก่อน จึงทำให้ Millennial ต่อติดกับอดีตได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องแค่นึกภาพตามอีกต่อไป นี่ส่งผลให้แรงบันดาลใจมากมายจากวันที่ 1 มกราคม 1980 ถึง 31 ธันวาคม 1989 ถูกต่อยอดอย่างกว้างขวาง

เพราะของเก่าไม่เคยตายและยังขายได้เสมอ

ของเก่าจากกรุเมื่อนำมาปัดฝุ่น มาขัดสี หรือปรับนั่นนิดนี่หน่อย ก็เปลี่ยนเป็นของใหม่ได้ ค่ายหนังทั้งน้อยใหญ่และบรรดาผู้กำกับเข้าใจเงื่อนไขข้อนี้ดี จึงทำให้ Content เก่าถูกนำมาใช้ได้ไม่มีวันหมด โดยนอกจาก Stranger Things แล้ว Video Streaming Platform ทุกค่ายและสถานีโทรทัศน์ช่องต่างมี Series ให้เหล่าคนหลงไหลอดีตได้ชมกันอีกหลายเรื่อง เช่น The Americans ของ FX ,Deutschland 83 ของ AMC ,Red Oaks ของ Amazon Prime และ She’s Gotta Have It ของ Netflix ซึ่ง Spike Lee นำหนังตัวเองเมื่อปี 1986 กลับมาปัดฝุ่นใหม่

ในส่วนของภาพยนตร์ช่วง 3 ปีที่ผ่านมีการนำหนังดังจากยุค 80 มาต่อยอด เช่น หนังชุด Star Wars ที่มาออกมา 3 เรื่องและเรื่องที่ 4 Solo : Star Wars Story มีกำหนดฉายในพฤษภาคมนี้ ขณะเดียวกันยังมีการนำองค์ประกอบของยุค 80 มาใช้ทั้งกับหนัง ฟอร์มใหญ่ฟอร์มเล็กมากมาย เช่น ใน Thor : Ragnarok ,Atomic Blonde และ Call Me by Your Name ซึ่งจากความสำเร็จด้านรายได้ การจดจำหรือเป็นที่กล่าวถึง คือการตอกย้ำว่าตราบใดที่คนยังโหยหาอดีต ของเก่าก็ยังขายได้อยู่เสมอ / theguardian ,newsweek ,theringer ,graziadaily ,wikipedia

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline