ทันทีที่มีข่าวออกไปว่า เอฟเอสจี กลุ่มทุนในธุรกิจกีฬาสัญชาติอเมริกันจะขายหุ้นบางส่วนของสโมสรฟุตบอลใหญ่ของอังกฤษอย่าง ลิเวอร์พูล ออกไป

นอกจากสาเหตุที่ทำให้เกิดความเคลื่อนไหวดังกล่าวแล้ว อีกประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างมากคือ อมิต บาเทีย นักธุรกิจจากตระกูลมหาเศรษฐีชาวอินเดีย แกนนำกลุ่มบริษัทที่เข้ามาเจรจาซื้อหุ้นลิเวอร์พูล 

เรื่องนี้ยังทำให้เกิดอีกประเด็นแตกออกมา นั่นคือ การเข้ามาซื้อหุ้นที่ต่อเนื่องไปถึงฮุบสโมสรฟุตบอลอังกฤษของมหาเศรษฐีแถบเอเชียใต้ หรือที่มีพื้นเพจากโซนดังกล่าวซึ่งช่วงหลายปีมานี้มีอยู่หลายคน 

ย้อนไปเมื่อปี 2007 มีข่าวว่า ลักษมี มิตตัล มหาเศรษฐีชาวอินเดียเจ้าของบริษัทยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมเหล็กอย่างอาร์เซเลอร์มิตตัล สนใจเข้าซื้อหุ้นของสโมสรฟุตบอลอังกฤษ อย่าง วีแกน และ เอเวอร์ตัน 

ทว่าในที่สุด ลักษมี มิตตัล ก็หันไปสนใจ ควีนส์ปาร์ก เรนเจอร์ส โดยเขาถือหุ้น 20% ของสโมสร ทำให้มีฐานะเป็นเจ้าของร่วมกับมหาเศรษฐีอีก 2 คน คือ เบอร์นี เอคเคิลสโตน และ ฟลาวิโอ บริอาโตเร 

ต่อมาในปี 2010 ก็มีมหาเศรษฐีจากโซนเอเชียใต้ตามรอย ลักษมี มิตตัล โดย วีเอช กรุ๊ป ของตระกูลเรา ตระกูลชาวอินเดียที่ทำธุรกิจฟาร์มไก่และสัตว์ปีก ได้เข้ามาซื้อหุ้นของ แบล็กเบิร์น โรเวอรส์ 

ดีลดังกล่าวเป็นการซื้อทั้งสโมสร ด้วยมูลค่า 43 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,943 ล้านบาทตามค่าเงินปัจจุบัน)

ข้ามมาปี 2013 ฟูลแลม เป็นสโมสรฟุตบอลอังกฤษอีกแห่งที่เชื่อมโยงกับมหาเศรษฐีชาวเอเชียใต้ผ่านข้อตกลงทางธุรกิจ 

ณ เวลาดังกล่าว ชาฮิด ข่าน มหาเศรษฐีชาวปากีสถานที่สร้างชื่อจากการซื้อกิจการบริษัทอะไหล่เฟล็ก-เอ็น-เกต ในสหรัฐฯ ซึ่งตนเคยเป็นลูกจ้างมาก่อน กำลังเล็งลงทุนด้านกีฬาเพิ่มหลังมีทีมอเมริกันฟุตบอล แจ็กสันวิลล์ จากัวร์ส ในมือ 

ในที่สุด ชาฮิด ข่าน ก็ซื้อ ฟูลแลม ต่อจาก โมฮัมเหม็ด อัลฟายิด มหาเศรษฐีชาวอียิปต์ผ่านดีล 200 ล้านปอนด์ (ประมาณ 9,000 ล้านบาทตามค่าเงินปัจจุบัน) 

ปี 2017 มีดีลที่จะเปิดทางสู่การซื้อสโมสรฟุตบอลอังกฤษซึ่งชาวเอเชียใต้เกี่ยวข้องเกิดขึ้นอีกครั้ง โดย ณ เวลานั้น นีราฟ ปาเรค มหาเศรษฐีเทคโนโลยีชาวอินเดียเป็นหนึ่งในกลุ่มนักลงทุนที่เข้ามาซื้อหุ้นของบาร์นสลีย์ 

ต่อมาในปี 2022 เขา ก็ซื้อหุ้นจากนักลงทุนสองคนในกลุ่มนี้จนขึ้นมาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่สุดด้วยสัดส่วนหุ้น 55% 

ปี 2024 ก็มีสโมสรฟุตบอลอังกฤษอีกแห่งที่ได้ต้อนรับเจ้าของที่มีพื้นเพเป็นชาวเอเชียใต้ นั่นคือ ชิเลน พาเทล มหาเศรษฐีชาวอเมริกันเชื้อสายอินเดีย ที่ทุ่มเงินซื้อหุ้น 87% ของเวสต์บรอมวิช อัลเบียน 

โดยถือเป็นการย้ำความสนใจในฟุตบอลของมหาเศรษฐีรายนี้ เพราะก่อนหน้านั้นเคยไปซื้อหุ้นของโบโลญญา สโมสรฟุตบอลในอิตาลีมาแล้ว 

ล่าสุด 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา มีรายงานว่า อมิต บาเทีย ได้เป็นแกนนำของห้างหุ้นส่วนในการเจรจาซื้อหุ้น 30% ของลิเวอร์พูลผ่านดีลมูลค่า 1,350 ล้านปอนด์ (ประมาณ 61,000 ล้านบาท) 

ความน่าสนใจของดีลนี้คือ ตัว อมิต บาเทีย ที่นอกจากเป็นนักการเงินจากตระกูลมหาเศรษฐีแล้ว ยังมีธุรกิจมากมายอยู่ในมือ รวมไปถึงบริษัทก่อสร้างใหญ่สุดของอังกฤษ 

มหาเศรษฐีวัย 46 ปีผู้นี้ยังเป็นลูกเขยของ ลักษมี มิตตัล โดยจัดงานแต่งงานสุดอลังการในฝรั่งเศสกับ วณิชา ลูกสาวของ ลักษมี มิตตัล เมื่อปี 2004 ซึ่งมูลค่าของงานสูงถึง 41 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,850 ล้านบาท) ถือว่ามากเป็นสถิติโลก 

ขณะเดียวกันตัวเขาเองก็เคยเป็นผู้อำนวยการสโมสร ควีนส์ปาร์ก เรนเจอร์ส มาก่อนอีกด้วย แต่ได้ลาออกเรียบร้อยแล้วก่อนที่จะมีข่าวเปิดการเจรจาซื้อหุ้นสโมสรลิเวอร์พูลกับ เอฟเอสจี 

สื่ออังกฤษรายงานว่า ดีลซื้อหุ้นลิเวอร์พูล 30% ของ อมิต บาเทีย อาจปูทางไปสู่การฮุบทั้งสโมสรได้ในอนาคต 

พร้อมกันนี้ยังมีรายงานอีกว่า เจฟฟ์ เบโซส มหาเศรษฐีอันดับ 4 ของโลกชาวอเมริกัน ผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ อเมซอน สนใจที่จะเข้าร่วมซื้อหุ้นครั้งนี้ด้วย / bbc, desiblitz, wikipedia, theguardian