หลายคนคุ้นเคยกับภาพของภูเก็ตในฐานะเมืองท่องเที่ยว แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บทบาทของเมืองกำลังเปลี่ยนไป
การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน โรงพยาบาล โรงเรียนนานาชาติ ศูนย์การค้า และธุรกิจบริการขนาดใหญ่ ทำให้ภูเก็ตมีคนย้ายเข้ามาทำงานและใช้ชีวิตมากขึ้น ขณะเดียวกัน ความต้องการที่อยู่อาศัยก็เพิ่มขึ้นตาม
นี่คือเหตุผลที่ แสนสิริ วางแผนขยายการลงทุนในภูเก็ตต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าพัฒนาพอร์ตโครงการให้มีมูลค่ารวม 80,000 ล้านบาทภายในปี 2573 ผ่านการเปิดตัวโครงการใหม่อีก 30 โครงการในช่วง 5 ปีข้างหน้า
มองการเติบโตของ “เมือง” มากกว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์
นายภูมิชาย มัธยมภพภิญโญ กรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจพัฒนาโครงการภาคใต้ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แสนสิริตัดสินใจลงทุนในภูเก็ต ไม่ได้มองเพียงการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว แต่ประเมินจากศักยภาพของเมืองที่กำลังเติบโตในหลายมิติ
ปัจจัยสำคัญคือการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งการขยายสนามบินภูเก็ตของ AOT ที่จะเพิ่มขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารจากประมาณ 14 ล้านคนต่อปี เป็นเกือบ 20 ล้านคนต่อปี รวมถึงการพัฒนาคมนาคม โรงพยาบาล โรงเรียนนานาชาติ และโครงการค้าปลีก ซึ่งช่วยยกระดับภูเก็ตจากเมืองท่องเที่ยวสู่เมืองที่รองรับการอยู่อาศัยระยะยาว
ปัจจุบัน ภูเก็ตมีเที่ยวบินเฉลี่ยกว่า 290 เที่ยวต่อวัน เชื่อมต่อ 71 เมืองใน 36 ประเทศ และมีโรงเรียนนานาชาติ 19 แห่ง รองรับนักเรียนกว่า 5,000 คน จากกว่า 50 สัญชาติ สะท้อนว่าภูเก็ตกำลังเติบโตเป็นเมืองที่รองรับทั้งการใช้ชีวิต การทำงาน และการลงทุน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความต้องการที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของเมือง
อีกปัจจัยที่แสนสิริให้ความสำคัญ คือการขยายตัวของการจ้างงาน
นายภูมิชาย ระบุว่า การลงทุนของโรงพยาบาล โรงเรียนนานาชาติ ศูนย์การค้า และธุรกิจบริการ ทำให้มีความต้องการแรงงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ พนักงานใหม่ของแสนสิริในภูเก็ต 10 คน มีเพียง 3-4 คนที่เป็นคนในพื้นที่ ส่วนอีก 6-7 คนต้องย้ายมาจากจังหวัดอื่นหรือกรุงเทพฯ เนื่องจากแรงงานในพื้นที่ยังไม่เพียงพอ
เมื่อมีคนย้ายเข้ามาทำงาน ความต้องการทั้งการเช่าและการซื้อที่อยู่อาศัยก็เพิ่มขึ้นตาม บริษัทจึงมองว่าการเติบโตของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ตครั้งนี้ มีฐานมาจากความต้องการอยู่อาศัยจริง มากกว่าการซื้อเพื่อเก็งกำไร
วางแผนลงทุนต่อเนื่อง 5 ปี เพิ่มอีก 30 โครงการ
ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา แสนสิริพัฒนาโครงการในภูเก็ตแล้วเกือบ 30 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 40,000 ล้านบาท
สำหรับแผนระยะ 5 ปี บริษัทเตรียมลงทุนเพิ่มอีก 40,000 ล้านบาท ผ่านการเปิดตัวโครงการใหม่ 30 โครงการ เพื่อให้มูลค่าพอร์ตในภูเก็ตเพิ่มเป็น 80,000 ล้านบาทภายในปี 2573
แบ่งเป็นคอนโดมิเนียม 17 โครงการ มูลค่าประมาณ 25,000 ล้านบาท และโครงการแนวราบ 13 โครงการ มูลค่าประมาณ 15,000 ล้านบาท
เฉพาะครึ่งปีหลังของปีนี้ บริษัทเตรียมเปิดตัวโครงการใหม่ 7 โครงการ มูลค่าเกือบ 10,000 ล้านบาท แบ่งเป็นคอนโดมิเนียม 4 โครงการ และโครงการแนวราบ 3 โครงการ
โครงการที่เตรียมเปิดตัว ได้แก่ คอนโดมิเนียมในย่านป่าตอง ซึ่งถือเป็นการกลับมาพัฒนาโครงการในพื้นที่นี้อีกครั้งในรอบ 10 ปี โครงการในย่านสามกองใกล้โรงพยาบาลกรุงเทพ CANVAZ Palette Cherngtalay (เชิงทะเล ซอย 3) ปรับรูปแบบการพัฒนาโครงการให้ตอบโจทย์ลูกค้าต่างชาติ
อีกหนึ่งโดยโครงการ The Tales Story One – Bangjo ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพโซนบางโจ-เชิงทะเล (ใกล้หาดบางเทา) เจาะกลุ่มผู้ที่มองหาบ้านพักตากอากาศสุดหรู ในขณะที่ The Tales Story Two – Pasak เป็นโครงการพี่น้องที่ตั้งอยู่ในย่านป่าสัก
โดยบริษัทเลือกใช้แนวคิด Ready to Move In หรือสร้างบ้านให้แล้วเสร็จก่อนเปิดขาย แตกต่างจากแนวทางที่พบได้ทั่วไปในตลาด
นายภูมิชาย อธิบายว่า ลูกค้าต่างชาติหลายรายกังวลเรื่องคุณภาพงานก่อสร้างและระยะเวลาส่งมอบที่อาจใช้เวลานานถึง 15-18 เดือน การสร้างบ้านเสร็จก่อนจึงช่วยให้ลูกค้าเห็นบ้านจริง ตรวจสอบคุณภาพ และสามารถเข้าอยู่ได้ทันที
ตลาดภูเก็ตยังมีแรงสนับสนุนจากผู้ซื้อหลายกลุ่ม
แสนสิริมองว่าจุดแข็งของตลาดภูเก็ต คือความหลากหลายของผู้ซื้อ แม้ว่าลูกค้าชาวรัสเซียจะยังเป็นกลุ่มหลัก แต่ปัจจุบันมีผู้ซื้อจากหลายประเทศเพิ่มขึ้น ทั้งมองโกเลีย เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส อังกฤษ และประเทศอื่น ๆ ทำให้ตลาดไม่ได้พึ่งพาผู้ซื้อจากชาติใดชาติหนึ่งมากเกินไป
โดยข้อมูลของแสนสิริระบุว่า ผู้ซื้อชาวรัสเซียคิดเป็น 31% ของยอดขายต่างชาติ ตามด้วยชาวจีน 12% อิสราเอล 8% ฝรั่งเศส 7% และอังกฤษ 4% การกระจายตัวของผู้ซื้อช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจและปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ในแต่ละประเทศ
ปัจจุบันมูลค่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตอยู่ที่ประมาณ 194,000 ล้านบาท ถือเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจากกรุงเทพฯ ขณะที่อัตราการขายของโครงการในหลายทำเลยังเร็วกว่าตลาดระดับ Prime ในกรุงเทพฯ ราว 2 เท่า ส่วนตลาดลักชัวรีวิลล่ายังเติบโตต่อเนื่อง
โดยข้อมูลจาก CBRE และ Knight Frank ระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ตลาดดังกล่าวขยายตัวประมาณ 12.9% เนื่องจากความต้องการทั้งเพื่ออยู่อาศัยและการลงทุน ขณะที่คอนโดมิเนียมในย่านเชิงทะเลยังเป็นทำเลเด่นด้านการปล่อยเช่า โดยสร้างผลตอบแทน (Rental Yield) เฉลี่ย 6-8% ต่อปี ปัจจุบันแม้ยังไม่เข้าสู่ช่วง High Season ค่าเช่าอยู่ที่ประมาณ 900-1,000 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน
ขยายบริการหลังการขาย รองรับการอยู่อาศัยระยะยาว
นอกจากการพัฒนาโครงการใหม่ แสนสิริยังเตรียมเปิด LIV-24 ในภูเก็ต เพื่อดูแลลูกบ้านกว่า 10,000 ยูนิตในพื้นที่
พร้อมขยายบริการ Plus Concierge ที่ครอบคลุมทั้งงานดูแลบ้าน งานซ่อมบำรุง งานสวน และบริการแม่บ้าน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับทั้งลูกค้าชาวไทยและชาวต่างชาติ
นายภูมิชาย กล่าวว่า ในมุมของแสนสิริ การแข่งขันในตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตไม่ได้วัดกันเพียงจำนวนโครงการ แต่รวมถึงความสามารถในการดูแลลูกค้าหลังการขาย บริษัทจึงใช้บริการของ Plus Property เข้ามาดูแลทั้งการบริหารนิติบุคคล การปล่อยเช่า การดูแลบ้าน และบริการสำหรับลูกค้าต่างชาติที่ไม่ได้พักอาศัยในประเทศไทยตลอดทั้งปี เพื่อเพิ่มความสะดวกในการบริหารทรัพย์สินและสร้างมูลค่าให้กับอสังหาริมทรัพย์ในระยะยาว
