ถ้าพูดถึง “ปลากระป๋อง” คนส่วนใหญ่มักนึกถึงอาหารราคาประหยัด กระป๋องละไม่กี่สิบบาท
แต่ในเชลฟ์เดียวกัน กลับมีแบรนด์อย่าง “อะยัม (Ayam Brand)” ที่ตั้งราคาตั้งแต่ 36 บาทไปจนถึงเกือบ 100 บาท ซึ่งสูงกว่ายี่ห้อทั่วไปเกือบเท่าตัว จนมีคนเอาไปตั้งกระทู้ถามใน Pantip ว่า “ทำไมปลากระป๋องอะยัมถึงแพงกว่ายี่ห้ออื่น?”
อะไรที่ทำให้ปลากระป๋องแบรนด์นี้ขายราคานี้ได้ แล้วทำไมคนยังยอมซื้อกินอยู่ตลอด คำตอบซ่อนอยู่ในประวัติศาสตร์กว่า 130 ปี และคุณภาพที่ต่างจากแบรนด์อื่นอย่างชัดเจน
🟥จุดเริ่มต้นจากชาวฝรั่งเศส สู่แบรนด์ปลากระป๋องระดับตำนาน
เรื่องราวของอะยัมไม่ได้เริ่มต้นจากการทำปลากระป๋องตั้งแต่แรก แต่เริ่มขึ้นในปี 1890 จาก มร. อัลเฟรด คูเอท์ (Alfred Clouët) นักผจญภัยชาวฝรั่งเศสจากเมืองเลออาฟวร์ ผู้หลงใหลในรสชาติอาหาร เขาตัดสินใจละทิ้งธุรกิจช่างตัดเสื้อของผู้เป็นพ่อ เพื่อออกเดินทางมาพิสูจน์ตัวเองในทวีปเอเชีย
จนกระทั่งในปี 1892 เขาได้จดทะเบียนเปิดบริษัทนำเข้า-ส่งออกของตัวเองขึ้นที่ประเทศสิงคโปร์ (ซึ่งอยู่ในยุคอาณานิคมขณะนั้น) ในนาม A. Clouët & Co. เริ่มจากการเป็นผู้จัดหาเสบียงและวัสดุก่อสร้างให้กับชาวยุโรป พร้อมนำเข้าสินค้าระดับพรีเมียมเข้ามาขาย ทั้งช็อกโกแลตเมเนียร์ ไวน์จากบอร์กโดซ์ ไปจนถึงน้ำหอม
อัลเฟรดใช้เวลากว่า 7 ปีในการพัฒนาธุรกิจให้มั่นคง และออกสำรวจเพื่อค้นหารสชาติแปลกใหม่ในเอเชียที่ไม่เคยเป็นที่รู้จักมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเทศ เครื่องปรุงรส เครื่องแกง กะทิ และวัตถุดิบพื้นเมืองต่างๆ

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 1899 เมื่อบริษัท A. Clouët มองเห็นโอกาสในสินค้ากลุ่มอาหารกระป๋องซึ่งในสมัยนั้นถือเป็นนวัตกรรมสุดล้ำและเป็นของพรีเมียมที่มีไว้สำหรับบริโภคเฉพาะกลุ่ม เพราะเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยรักษาวินัยทางอาหารและเก็บไว้ได้นาน
แต่อัลเฟรดกลับมุ่งมั่นที่จะทำให้คนทั่วไปได้กินสินค้ากลุ่มนี้ด้วย เขาจึงกลายเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกการทำการตลาดอาหารกระป๋องยุคแรกๆ ในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเริ่มจากปลาซาร์ดีน เห็ด และเมล็ดถั่ว ซึ่งปลาซาร์ดีนบรรจุกระป๋องได้รับความนิยมสูงเป็นพิเศษ
ด้วยคุณภาพ สินค้าของ A. Clouët จึงขายดีและติดตลาดอย่างรวดเร็ว เนื่องจากโลโก้สินค้าเป็นรูป “ไก่แจ้” ลูกค้าส่วนใหญ่จึงมักจะพากันเรียกว่า “Chop Ayam” (แปลว่า “ตราไก่” ในภาษามาเลย์)

เมื่อเห็นดังนั้น กลุ่มผู้บริหารจึงตัดสินใจเปลี่ยนชื่อบริษัทอย่างเป็นทางการเป็น ตรา อะยัม™ (Ayam Brand) เพื่อให้เข้าถึงและเป็นกันเองกับผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น
-
ปี 1900: ด้วยการตลาดอันชาญฉลาด อัลเฟรดนำผลิตภัณฑ์ไปจัดแสดงที่งานนิทรรศการโลก ณ กรุงปารีส (Paris Universal Exhibition) และคว้าเหรียญรางวัลมาได้สำเร็จ ช่วยสร้างชื่อเสียงกระฉ่อนในระดับสากล
-
ปี 1954: กิจการถูกเข้าซื้อโดยกลุ่ม Denis Frères (ปัจจุบันคือ Denis Group) ธุรกิจครอบครัวชาวฝรั่งเศสที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่ปี 1862 โดย มร. เอเที่ยน เดนิส อะยัมจึงกลายเป็นแบรนด์เอเชียดั้งเดิมภายใต้การดูแลของฝรั่งเศส ที่พร้อมขยายตลาดไปทั่วโลก
-
ปัจจุบัน: อะยัมมีโรงงานผลิตถึง 5 แห่งในมาเลเซีย ควบคุมการผลิต ซึ่งผลิตสินค้ามากกว่า 60 ล้านกระป๋องต่อปี และขยายไลน์สินค้าไปกว่า 100 รายการ (ทั้งปลาแมกเคอเรล ทูน่า กะทิ เอเชี่ยนซอส เครื่องแกง ผักบรรจุกระป๋อง และเส้นหมี่) โดยส่งออกไปจำหน่ายมากกว่า 30 ประเทศใน 4 ทวีป เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และแคนาดา

🟥ทำไมขายแพง แต่คนก็ยังยอมจ่าย (ฟังจากเสียงคนที่ซื้อจริง)
พอไปดูความคิดเห็นของคนที่กินอะยัมจริงๆ ใน Pantip จะพบว่าเหตุผลที่แบรนด์นี้ขายแพงกว่ายี่ห้ออื่นเกือบเท่าตัวได้ ไม่ใช่แค่การตั้งราคาตามใจชอบ แต่เกิดจาก 4 กลยุทธ์หลักนี้
1. วัตถุดิบต่างจากยี่ห้ออื่นอย่างเห็นได้ชัด
เปิดกระป๋องมาก็รู้ทันทีว่าไม่เหมือนปลากระป๋องทั่วไป
-
ใช้ปลาเกรดดีกว่า ปลากระป๋องราคาทั่วไปมักใช้ปลาตัวเล็ก เช่น ปลาตาโต ปลาทูแขก หรือปลาสีกุน แต่อะยัมเลือกใช้ ปลาแมกเคอเรลนำเข้า (ปลาสายพันธุ์เดียวกับซาบะ) รวมถึงปลาทูน่าและปลาซาร์ดีนเกรดพรีเมียม ได้เนื้อปลาชิ้นใหญ่ อ้วนแน่น นุ่ม ไม่แตกเนื้อร่วน
-
ซอสมะเขือเทศเข้มข้น ใช้น้ำซอสมะเขือเทศแท้ๆ รสชาติเข้มข้น ไม่เจือจางเหมือนแบรนด์ราคาทั่วไป

2. ไม่ใช่แค่ “อาหารกันตาย” แต่เป็น “วัตถุดิบทำอาหารชั้นดี”
ในขณะที่แบรนด์อื่นวางตำแหน่งปลากระป๋องเป็นอาหารยามประหยัด อะยัมวางตัวเองเป็นวัตถุดิบปรุงอาหารสไตล์โฮมเมด เพราะนอกจากปลากระป๋องแล้ว เขายังมีสินค้าอีกกว่า 100 รายการ เช่น กะทิ ซอสแกง ถั่วขาว และเส้นหมี่ ทำให้อะยัมเข้าไปอยู่ในเมนูอาหารอร่อยๆ ประจำบ้านได้ง่ายขึ้น

3. ความเก๋าและรสชาติที่ติดใจจนเปลี่ยนยี่ห้อไม่ได้
ด้วยความที่อยู่มานานกว่า 130 ปี และส่งต่อความอร่อยจากรุ่นสู่รุ่น ทำให้มีลูกค้าประจำเป็นจำนวนมาก บางคนกินมาตั้งแต่เด็กจนโต เช่น ความคิดเห็นในกระทู้ที่บอกว่า “กินมา 20 ปีแล้ว ทุกวันนี้ก็ยังกินอยู่” หรือ “ซื้อยี่ห้ออื่นไม่ได้ ปลาอ้วน ซอสมะเขือเทศเข้มข้น ยิ่งได้กินของมาเลย์ยิ่งฟิน” เพราะติดใจในคุณภาพที่ไม่เคยตก

4. เจาะกลุ่มคนที่ยอมจ่ายเพื่อคุณภาพ
อะยัมไม่ได้ลงไปแข่งสงครามราคากับแบรนด์อื่น แต่เน้นเจาะกลุ่มคนทำงาน ครอบครัว หรือคนที่มองว่า การจ่ายเพิ่มอีกไม่กี่สิบบาท เพื่อให้ได้กินของอร่อย คุณภาพดี ถือเป็นการลงทุนกับมื้ออาหารที่คุ้มค่า
ดังนั้น เรื่องราวของ Ayam Brand เป็นตัวอย่างที่ดีว่า “ของแพง ไม่ใช่ปัญหา ถ้าคุณภาพดีจริงจนคนสัมผัสได้” อะยัมไม่ได้ขายแค่ปลากระป๋อง แต่ขายเนื้อปลาชิ้นโต ซอสเข้มข้น ประวัติศาสตร์ความอร่อยยาวนาน และความสบายใจ จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมหลายคนถึงยินดีหยิบอะยัมลงตะกร้า แม้จะมีตัวเลือกอื่นที่ราคาถูกกว่าวางอยู่ข้างๆ ก็ตาม
แหล่งอ้างอิง : ayambrand.com และ pantip.com
