KAMU KAMU (คามุ คามุ) แบรนด์ชาสไตล์ญี่ปุ่นสัญชาติไทย ประกาศเปิดตัว “Yothé” (โย-เท่) แบรนด์เครื่องดื่มน้องใหม่ บุกเบิกตลาด “โยเกิร์ตผสมชา” เป็นเจ้าแรกในไทย ชูจุดเด่นให้ลูกค้าสนุกกับการออกแบบเครื่องดื่มของตัวเอง โดยเตรียมประเดิมสาขาแรกที่ศูนย์การค้า Emsphere ในวันที่ 10 ตุลาคมนี้
ถามว่าทำไมถึงต้องเป็นโยเกิร์ตผสมชา…
อย่างแรกเลยตลอด 15 ปีในวงการเครื่องดื่ม พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างมาก ไม่ใช่แค่ความอร่อย ความสดชื่นเท่านั้นตอบโจทย์ เครื่องดื่มยุคนี้ต้องมีความแปลกใหม่ให้ได้ลองและสอดคล้องกับการดูแลตัวเองด้วย ลำพังแค่การออกเมนูชาแบบเดิม ๆ จึงอาจตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนไปนี้ได้ไม่เต็มที่

แม้สัดส่วนรายได้กว่า 60% ของ KAMU KAMU ยังคงมาจากกลุ่มเครื่องดื่มชานมไข่มุก รองลงมา 20% คือกลุ่มชาประเภทอื่น ๆ อย่างชาไทย และมัทฉะ
แต่อินไซต์ล่าสุดของแบรนด์คือกลุ่มเมนู “โยเกิร์ต” ของ KAMU KAMU สามารถทำยอดขายทะลุ 500,000 แก้วได้ในเวลาเพียง 5 เดือน สะท้อนว่าผู้บริโภคเปิดรับเครื่องดื่มรูปแบบใหม่
จึงเกิดเป็นโจทย์ที่ว่า จะดีแค่ไหนถ้านำ “โยเกิร์ต” ที่คนกำลังชื่นชอบ มาเจอกับ “ชา” ที่แบรนด์มีความเชี่ยวชาญ
สำหรับแบรนด์ Yothé เกิดขึ้นมาเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ KAMU KAMU เลือกเดินเกมกลยุทธ์ผ่าน
-
สินค้ารูปแบบใหม่ (Product Innovation): นำชาที่มีความโดดเด่นมาเบลนด์เข้ากับโยเกิร์ตคุณภาพจากญี่ปุ่น เพื่อให้คาแรกเตอร์ของชายังคงชัดเจน ควบคู่ไปกับความนุ่มละมุนของโยเกิร์ตอย่างลงตัว
-
ให้ลูกค้าเป็นคนออกแบบ (Customer Experience): ชูจุดขาย DIY & Customize ให้ลูกค้าสนุกกับการ Mix & Match เครื่องดื่มของตัวเอง โดยมีท็อปปิ้งให้เลือกถึงกว่า 22 รายการ
-
ราคาที่เข้าถึงง่าย (Pricing Strategy): เปิดราคาเริ่มต้นเพียง 69 บาท เพื่อลบภาพจำว่าเครื่องดื่มคุณภาพดีต้องแพง และทำให้ Yothé กลายเป็นเครื่องดื่มที่ลูกค้าแวะมาซื้อได้บ่อย ๆ
-
สร้างแบรนด์ให้มีชีวิต (Branding): ใช้สีแดง-ขาวเพื่อสื่อถึงความสดใส พร้อมดึง “Yoshi” มาสคอตแมวมาเป็นตัวแทนของความโชคดีและพลังบวกในทุก ๆ วัน

ที่น่าสนใจ KAMU KAMU คือ ตั้งเป้าขยายสาขา Yothé ให้ครบ 100 แห่งภายใน 5 ปี และการเปิดให้ลูกค้า Customize ท็อปปิ้งได้กว่า 22 รายการนั้น KAMU KAMU ต้องอาศัยการจัดการระบบปฏิบัติการหน้าร้าน (Operation) และการบริหารวัตถุดิบที่แม่นยำขึ้น เป็นหนึ่งในความท้าทายที่ต้องจับตา
