การเติบโตทางเศรษฐกิจที่พุ่งทะยานกว่า 7% ในปีนี้ สร้างความภาคภูมิใจให้อินเดีย และยังถือเป็นความสำเร็จของรัฐบาล แต่หากมองไปยังตลาดหุ้นกลับตรงกันข้าม 

ปีนี้ดัชนีหลักของอินเดีย ดิ่งลงต่อเนื่องมาแล้ว 2 เดือน โดยดัชนี Sensex ดิ่งลงจากจุดสูงสุดประวัติการณ์ที่ราว 86,000 จุด ลงมาแตะระดับ 73,000 จุด 

ขณะที่ดัชนี Nifty ร่วงลงจากจุดสูงสุดกว่า 26,200 จุด ลงมาเหลือราว 22,300 จุด หรือคิดเป็นการสูญเสียมูลค่าไปประมาณ 15% จากจุดสูงสุด ซึ่งถือเป็นการร่วงที่หนักและยาวนานที่สุดในรอบ 25 ปี 

เบื้องหลังขาลงดังกล่าว มีสาเหตุหลักมาจากการที่อินเดียตกขบวนเอไอ 

ตลาดหุ้นอินเดียกำลังถูกนักลงทุนต่างชาติมองข้ามเพราะการขาดแคลนบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก โดยบริษัทขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าตามราคาตลาดมาก ๆ ในอินเดีย อย่าง ทีซีเอส อินโฟซิส และ รีไลแอนซ์ 

ที่อยู่ในธุรกิจงานแบบเอาต์ซอร์ส ไอทีแบบเก่า และพลังงาน (ถ่านหินและน้ำมัน) ยังเป็นตัวแทนของระบบเศรษฐกิจยุคก่อน 

ที่เน้นรักษาฐานธุรกิจเดิมมากกว่าการลงทุนในธุรกิจเพื่ออนาคต และมักหวังพึ่งพานโยบายภาครัฐให้ช่วยคุ้มกันจากการแข่งขันระดับโลก 

โดยแม้อินเดียเริ่มลงทุนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ และโรงงานชิปบ้างแล้ว แต่ก็ยังมีน้อยและไม่สามารถสร้างนวัตกรรมหรือบริษัทที่เป็นผู้นำเอไอระดับโลกได้อย่าง โอเพนเอไอและแอนโทรพิกของสหรัฐฯ และดีปซีคของจีน 

นี่ยังทำให้อินเดียเสียเปรียบประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย โดยตัวอย่างที่ชัดเจน คือไต้หวัน ที่แม้ขนาดพื้นที่น้อยกว่าอินเดียอย่างมาก แต่ก็ลงทุนด้านชิปมานาน 

โดยมีทีเอสเอ็มซีเป็นเสาหลัก จึงทำให้เชื่อมต่อกับตลาดเอไอและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องทั้งหมด ทำให้นักลงทุนต่างชาติมากมายสนใจมาลงทุน 

จนเมื่อปลายกันยายนที่ผ่านมา มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) รวมของหุ้นในตลาดหุ้นไต้หวัน แซงอินเดีย ขึ้นไปเป็นตลาดหุ้นที่มีมาร์เก็ตแคปมากสุดอันดับ 4 ของโลก 

ตรงตามคาดไว้ก่อนหน้านี้ว่าอีกไม่นานไต้หวันคงแซงอินเดียขึ้นไปอยู่ใน 5 อันดับสูงสุด 

ยังมีอีก 4 ปัจจัยลบที่ฉุดตลาดหุ้นอินเดีย เริ่มจาก วิกฤตราคาน้ำมันและนโยบายการเมืองโลก โดยอินเดียต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบสูงถึง 90% 

เกือบครึ่งหนึ่งรวมถึงก๊าซแอลพีจี และแอลเอ็นจีของอินเดีย ต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเผชิญภาวะหยุดชะงักยาวนานเข้าสู่เดือนที่ 8 

และแม้อินเดียได้พยายามกระจายความเสี่ยงไปซื้อน้ำมันราคาถูกจากรัสเซีย แต่การที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ขู่จะลงโทษด้วยการเก็บภาษีสูงถึง 100% กับประเทศที่ค้าขายกับรัสเซีย ยิ่งเพิ่มความซับซ้อนและแรงกดดันทางเศรษฐกิจขึ้นไปอีก 

ปัจจัยลบต่อมาคือ เงินทุนไหลออกมุ่งสู่สินทรัพย์ปลอดภัย โดยเมื่อเงินเฟ้อพุ่ง ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จึงปรับตัวสูงขึ้นทะลุ 5% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 25 ปี 

ส่งผลให้เงินทุนต่างชาติทยอยถอนออกจากตลาดเกิดใหม่ที่มีความเสี่ยงสูงกว่า ซึ่งหนึ่งในนั้นมีอินเดียอยู่ด้วย 

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนสถาบันต่างชาติ ถอนเงินออกจากตลาดหุ้นอินเดียไปแล้วสูงถึง 40,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.3 ล้านล้านบาท) 

นี่ส่งผลให้ยอดเงินลงทุนสะสมของต่างชาติในอินเดียตลอด 10 ปีที่ผ่านมาเมื่อหักลบแล้วแทบจะลงไปเหลือศูนย์ 

ปัจจัยลบข้อที่ 3 คือเงินรูปีที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ซึ่งยิ่งทำให้นักลงทุนต่างชาติได้รับผลตอบแทนจริงต่ำลงไปอีก โดยให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเหลือเพียง 6% ต่อปีเท่านั้นตลอดทศวรรษที่ผ่านมา 

โดยมี มูลค่าหุ้นที่ยังคงแพงเมื่อเทียบกับกำไร เป็นปัจจัยลบข้อสุดท้าย เพราะแม้ตลาดหุ้นอินเดียจะปรับฐานลงมาจนทำให้มูลค่าหุ้นถูกลงกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา 

แต่มูลค่าก็ยังถือว่าสูงเมื่อเทียบกับผลกำไรจริงที่บริษัททำได้ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งที่ผลประกอบการเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากเทรนด์เอไอ 

มีการวิเคราะห์กันว่า เงินทุนต่างชาติจะกลับมาสู่อินเดียอย่างมีนัยสำคัญก็ต่อเมื่อ อินเดียสามารถสร้างอุตสาหกรรมในยุคใหม่ที่แข่งขันได้ในระดับโลก

เช่น อวกาศ ป้องกันประเทศ ชิป และเทคโนโลยีเชิงลึกหรือขั้นสูงต่าง ๆ โดยเฉพาะเอไอ 

โดยแม้จะเริ่มเห็นสัญญาณบวกบ้างในปัจจุบัน แต่มูลค่าธุรกิจเหล่านี้ยังเล็กเกินกว่าจะผลักดันและเปลี่ยนทิศทางเงินทุนจากต่างชาติในอินเดีย ดังนั้นอาจต้องรอให้พ้นปี 2030 ไปแล้ว ถึงจะเห็นผล หรือสถานการณ์ดีขึ้น / bbc