ลองสังเกตตัวเองดูว่าช่วงนี้รู้สึกแปลก ๆ บ้างไหม งานก็ไม่ได้เยอะขึ้นกว่าเดิมเท่าไหร่ แต่ทำไมถึงรู้สึกเหนื่อยกว่าทุกเดือนที่ผ่านมา หรือจะเป็นความสัมพันธ์ที่เคยราบรื่น จู่ ๆ ก็เริ่มมีรอยร้าวเล็ก ๆ ลามไปถึงพอร์ตการลงทุนที่เคยสบายใจก็เริ่มทำใจให้นิ่งไม่ได้
ถ้าคุณรู้สึกแบบนี้อยู่ บอกเลยว่าคุณไม่ได้คิดไปเองคนเดียว เพราะมีงานวิจัยทางจิตวิทยายืนยันว่า “ตุลาคม” คือเดือนที่สร้างแรงสั่นสะเทือนทางอารมณ์ให้กับคนที่สุดเดือนหนึ่งของปีจริง ๆ
หากเข้าใจว่าทำไมตุลาคมถึงเป็นเดือนที่หนักหนาทางความรู้สึกขนาดนี้ เราก็จะรู้วิธีรับมือกับมันได้ดีขึ้น ที่สำคัญกว่านั้น เดือนนี้อาจเป็นจังหวะที่ดีที่สุดในรอบปีที่จะปล่อยวางสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิตเสียที
ฤดูใบไม้ร่วงทางอารมณ์
เดือนตุลาคมในต่างประเทศตรงกับช่วงฤดูใบไม้ร่วง การเปลี่ยนแปลงของแสงแดดและอุณหภูมิที่ลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงเดือนนี้ นักจิตวิทยาอธิบายปรากฏการณ์นี้ว่าเป็น “การปรับเทียบอารมณ์ตามฤดูกาล” (seasonal affective recalibration) ซึ่งเป็นช่วงที่สมองของเราปรับตัวต่อแสงและอุณหภูมิที่เปลี่ยนไป ส่งผลโดยตรงต่ออารมณ์ พลังงาน และแม้แต่วิธีที่เรารับรู้ความใกล้ชิดกับคนรอบตัว
เดือนตุลาคมมักกระตุ้นปฏิกิริยาทางอารมณ์ 2 ส่วน ส่วนแรกคือ “การใคร่ครวญ” เมื่อโลกภายนอกเริ่มเคลื่อนไหวช้าลง จิตใจของเราก็หันกลับเข้าไปข้างในมากขึ้น มันจึงเป็นเดือนที่เรามักจะมานั่งประเมินว่า ตอนนี้เรายืนอยู่ตรงไหนของชีวิต ความรัก และเป้าหมาย
พอความทรงจำในสมองถูกกระตุ้น ทำให้ความคิดถึงอดีตพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อความคิดถึงพุ่งสูง การเปรียบเทียบทางอารมณ์ก็ตามมาติด ๆ เราเริ่มถามตัวเองว่า “ตอนนี้ฉันมีความสุขเท่าเมื่อก่อนไหม” คำถามเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบหุนหันพลันแล่น แต่เป็นวิธีตามธรรมชาติที่สมองใช้ประมวลข้อมูลทางอารมณ์เพื่อรักษาสมดุลทางจิตใจของตัวเอง
ส่วนแบบที่สองคือ “การจัดวางใหม่” เมื่อใคร่ครวญจนพบเจอกับความต้องการ เราก็จะเริ่มปรับเปลี่ยนทางเลือกในชีวิต จึงเป็นเหตุผลที่คนจำนวนไม่น้อยตัดสินใจเรื่องสำคัญ ๆ ในชีวิต ช่วงเดือนตุลาคมพอดี
ทำไมความสัมพันธ์ถึงมักสั่นคลอนในเดือนนี้
เริ่มง่าย ๆ ลองสังเกตคนรอบตัวดูว่า ช่วงนี้เรามักจะได้ยินข่าวเลิกรา หรือความสัมพันธ์กำลังเผชิญความตึงเครียดเยอะขึ้นผิดปกติ หรือแม้แต่การลาออก ย้ายงาน นั่นไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลยที่พวกเขาเผชิญเรื่องหนักอึ้งในเดือนตุลาคม
งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยวอชิงตันที่วิเคราะห์ข้อมูลสถานะความสัมพันธ์บน Facebook พบว่า การเลิกราจะพุ่งสูงขึ้นชัดเจนสองช่วงในรอบปี คือ มีนาคม และตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มักเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านของชีวิตและการไตร่ตรองชีวิต
อะไรที่ลังเลมีสิทธิ์จบสูงในเดือนนี้
ไม่ใช่เพียงความรัก แต่ทุกความสัมพันธ์ ทั้งชีวิตรัก ชีวิตทำงาน สำหรับคนที่มีเรื่องให้คิด จะลังเลในความสัมพันธ์ก็ดี จะลังเลในงานก็ดี เดือนตุลาคมอาจส่งผลต่อคนกลุ่มนี้เป็นพิเศษ
อธิบายในเชิงชีวภาพ เมื่อแสงอาทิตย์ลดลง ระบบวงจรรางวัลในสมองโดยเฉพาะระบบโดพามีนจะเริ่มปรับเทียบใหม่ ทำให้ความรู้สึกตื่นเต้นและความแปลกใหม่ทางอารมณ์ลดลงตามไปด้วย หลายคนตีความการเปลี่ยนแปลงนี้ว่าความรักกำลังจืดจาง ทั้งที่แท้จริงแล้วมันอาจเป็นเพียงการปรับตัวทางระบบประสาทชั่วคราวเท่านั้น หมายความว่าเราไม่ได้หมดแพสชัน แค่กำลังพักหายใจเฉย ๆ จึงควรแยกให้ออกระหว่างความผันผวนทางเคมีในสมองกับการอยากหยุดแล้วจริง ๆ ซึ่งหากเราไม่มั่นคงในความรู้สึก หรือเลือกที่จะยืนหยัดผ่านมันไป ส่วนใหญ่ก็มักจบลงด้วยการเลิกรา
ไม่ใช่แค่หัวใจ สมองก็ล้าไม่แพ้กัน
นอกจากเรื่องความสัมพันธ์ เดือนตุลาคมยังเป็นช่วงที่ภาระงานสะสมมาเต็มพิกัดพอดี สำหรับนักศึกษา นี่คือช่วงที่สอบกลางภาคถาโถมเข้ามาไม่หยุด โปรเจกต์กลุ่มซ้ำอีก สำหรับคนทำงานก็ไม่ต่างกัน ความตื่นเต้นของการเริ่มต้นปีงบประมาณหรือไตรมาสใหม่เริ่มจางหายไปตั้งแต่ช่วงกลางปี เวลานี้ทุกคนจะพยายามประคองพลังงานให้อยู่รอดไปได้ถึงปลายปี
สภาพอากาศที่แปรปรวนก็เป็นอีกปัจจัยที่กัดกร่อนพลังงานทางจิตใจแบบเงียบ ๆ ด้วยตุลาคมเป็นช่วงของปลายฝนต้นหนาว พริบตาเดียวฝนตกจนน้ำท่วม กระพริบตาอีกทีลมหนาวพัดมา อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยจนตั้งรับไม่ทัน
ตลาดหุ้นนี่คือเดือนแห่งความหวาดหวั่น
ในวงการการเงินตุลาคมก็ถือเป็นเดือนปราบเซียนที่เขย่าหัวใจนักลงทุนได้เช่นกัน ย้อนดูประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นช่วงเดือนนี้ เต็มไปด้วยเหตุการณ์สะเทือนขวัญใหญ่ ๆ ทั้งเหตุการณ์ Black Monday เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 1987 ที่ดัชนี Dow Jones ร่วงลงเกือบ 22% ภายในวันเดียว ย้อนไปไกลกว่านั้น เดือนตุลาคม 1929 ก็โหดร้ายไม่แพ้กัน ดัชนี Dow Jones ร่วงลงเกือบ 13% ในวันจันทร์ และร่วงต่ออีกเกือบ 12% ในวันถัดมา จนนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ของโลก ไม่นับรวมเดือนตุลาคม 2008 ที่ตลาดร่วงลง 9% และ 7.6% ในช่วงวิกฤตการเงินโลก และเดือนตุลาคม 1997 ที่ร่วงลงอีก 6.8%
ดัชนีวัดความผันผวนของตลาดหรือที่เรียกกันว่า “ดัชนีความกลัว” (Fear Index) ก็มักพุ่งสูงขึ้นในเดือนตุลาคมเป็นประจำทุกปี จนทำให้เดือนนี้มีชื่อเสียงไม่ค่อยดีนักในหมู่นักลงทุน
ทั้งนี้ โดยเฉลี่ยแล้วนับตั้งแต่ปี 1928 เป็นต้นมา ราคาหุ้นกลับปรับตัวสูงขึ้นเฉลี่ย 0.6% ในเดือนตุลาคม และเดือนที่แย่ที่สุดของตลาดหุ้นในทางสถิติจริง ๆ กลับเป็นเดือนกันยายนมากกว่า
อย่างเดือนตุลาคม 2022 ที่กลายเป็นหนึ่งในเดือนที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้น ดัชนี Dow Jones พุ่งขึ้นถึง 12% ส่วนดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้น 6% ท่ามกลาง Bear Market ที่ทุกคนเคยกลัวกันมาก่อนหน้านั้น
ให้เดือนนี้เป็นเดือนแห่งการปล่อยวาง
เมื่อเข้าใจภาพรวมทั้งหมดแล้ว จะเห็นว่าเดือนตุลาคมไม่ได้โหดร้ายกับใครคนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษ แต่เป็นช่วงเวลาที่ธรรมชาติ ร่างกาย และระบบเศรษฐกิจพร้อมใจกันบีบให้เราต้องหยุดคิดทบทวน นี่จึงเป็นจังหวะที่เหมาะที่สุดในรอบปีที่จะตั้งใจ “ปล่อยวาง” สิ่งที่ไม่เวิร์กออกไปจากชีวิต แทนที่จะฝืนลากมันต่อไปอย่างไม่มีจุดจบ
สุดท้ายแล้ว เดือนตุลาคมไม่ได้ใจร้ายขนาดนั้น เพียงแต่เป็นเวลาที่ได้มานั่งตกตะกอนว่า อะไรต้องอยู่ต่อ อะไรถึงเวลาต้องปล่อยไป เหมือนต้นไม้ที่ต้องทิ้งใบในฤดูใบไม้ร่วงเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเติบโตรอบใหม่
บางอย่างก็ต้องทิ้งไว้ข้างหลัง เพื่อให้เราก้าวสู่ช่วงเวลาปลายปีด้วยพลังงานที่ดีขึ้น เตรียมรับปีใหม่
