สงครามราคาที่รุนแรงในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า 100 เปอร์เซ็นต์จากการโหมทำตลาดของค่ายยานยนต์จีน ส่งผลให้ค่ายยานยนต์ญี่ปุ่นต้องปรับตัวกันอย่างหนัก แบรนด์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างมาสด้าซึ่งพอร์ตหลักคือรถยนต์นั่ง จึงได้รับผลกระทบโดยตรงจากกระแสดังกล่าว ในขณะที่ค่ายรถญี่ปุ่นรายอื่นยังมีตลาดรถกระบะที่แข็งแรงพอจะช่วยพยุงยอดขายและทดแทนส่วนที่ขาดหายไปได้ แต่มาสด้ากลับไม่มีเกราะป้องกันในส่วนนั้น บริษัทจึงต้องเร่งเครื่องปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่ด้วยการจับมือกับพันธมิตร เพื่อนำพารถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาแข่งขันในสมรภูมิราคา และกอบกู้สถานการณ์ยอดขายที่กำลังเผชิญกับความขรุขระอย่างหนัก

สถิติการจดทะเบียนรถ Mazda
ยอดรถจดทะเบียนใหม่ (ป้ายแดง) รถยนต์แบรนด์ ‘Mazda’ (มาสด้า) / ปี พ.ศ. จำนวน
2564 36,298 คัน
2565 36,777 คัน
2566 22,123 คัน
2567 10,841 คัน
2568 7,769 คัน
2569 (มกราคม – กันยายน) 6,780 คัน
Mazda มียอดรถจดทะเบียนใหม่ (ป้ายแดง) ตั้งแต่ปี 2564 ถึงเดือนกันยายน 2569 รวมทั้งสิ้นอยู่ที่ 120,588 คัน โดยกลุ่มรถยนต์นั่ง Mazda 2 เป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมสูงสุด ครองสัดส่วนมากกว่า 50% ของยอดจดทะเบียนทั้งหมด
ที่มา: สถิติรถจดทะเบียนใหม่ (ป้ายแดง) แบรนด์ Mazda ตั้งแต่ปี 2564 – ถึงเดือนกันยายน 2569 จากกรมการขนส่งทางบก / ตุลาคม 2569  

 

6 อันดับแรก 

รุ่นรถยนต์ที่มียอดจดทะเบียนสูงสุด

อันดับ รุ่นรถ จำนวน
1 Mazda 2 61,313 คัน
2 Mazda CX-30 22,782 คัน
3 Mazda CX-3 14,905 คัน
4 Mazda 3 6,613 คัน
5 Mazda BT-50 5,170 คัน
Mazda 6e คือรถยนต์ไฟฟ้า 100% สำหรับทำตลาดในไทยอย่างเป็นทางการรุ่นแรกของ ‘Mazda’ (มาสด้า) ซึ่งเปิดตัวในงานมอเตอร์โชว์ 2026 เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา และมียอดจดทะเบียน ณ เดือนกันยายน 2569 อยู่ที่ 604 คัน
ที่มา: สถิติรถจดทะเบียนใหม่ (ป้ายแดง) แบรนด์ Mazda ตั้งแต่ปี 2564 – ถึงเดือนกันยายน 2569 จากกรมการขนส่งทางบก / ตุลาคม 2569 

สึนามิอีวีจีนซัดพอร์ตหลัก หันพึ่งพันธมิตรพลิกเกมสู้ 

ความท้าทายหลักของมาสด้าในช่วงที่ผ่านมาคือ ยอดขายที่หดตัวลงอย่างต่อเนื่อง โดยสถิติชี้ให้เห็นว่ายอดจดทะเบียนรถใหม่ร่วงลงจากระดับกว่าสามหมื่นคันในปี 2565 ลงมาเหลือเพียง 7,769 คันในปี 2568 ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงจากการที่ตลาดรถยนต์นั่งถูกชิงส่วนแบ่งไปด้วยรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน มาสด้าจึงเลือกใช้กลยุทธ์ความร่วมมือ โดยจับมือกับพันธมิตรอย่างฉางอาน (Changan) นำแพลตฟอร์มรถยนต์ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพอย่าง Deepal L07 และ Deepal S07 มาต่อยอดและพัฒนาใหม่ เพื่อสานต่อปรัชญาการออกแบบ KODO Design และจิตวิญญาณการขับขี่แบบ Jinba-Ittai อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ การผลิตรถยนต์เหล่านี้เกิดขึ้นที่โรงงาน ChangAn Mazda Automobile (CMA) ในเมืองหนานจิง ประเทศจีน ซึ่งการนำเข้าจากจีนนี้เองที่เป็นกุญแจสำคัญทำให้มาสด้าสามารถทำราคาขายแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังห้ำหั่นกันด้วยสงครามราคาได้อย่างสูสี

ส่งเรือธงซีดานและเอสยูวีไฟฟ้า ทวงคืนพื้นที่รถยนต์นั่ง 

เพื่อทวงคืนพื้นที่ในเซกเมนต์ที่ตนเองคุ้นเคย มาสด้าได้เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า 100 เปอร์เซ็นต์ นำทัพโดย Mazda 6e ซีดานไฟฟ้าที่พกพาแบตเตอรี่ขนาด 77.9 kWh วิ่งได้ระยะทางไกลสูงสุด 654 กิโลเมตรต่อชาร์จ (NEDC) เปิดราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 1,169,000 บาท ตามติดมาด้วยรถเอสยูวีสำหรับครอบครัวยุคใหม่อย่าง Mazda CX-6e ที่ชูจุดเด่นหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ 5K กว้าง 26.45 นิ้ว และกระจกมองข้างแบบดิจิทัล ให้ระยะทางขับขี่สูงสุด 555 กิโลเมตร ในราคาเริ่มต้น 1,259,000 บาท รถทั้งสองรุ่นรองรับการชาร์จเร็ว DC Fast Charge โดยสามารถชาร์จไฟจาก 30 เปอร์เซ็นต์ ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ได้ภายในเวลาเพียง 15 นาที

ชูจุดแข็งบริการสไตล์ญี่ปุ่น เสริมความมั่นใจระยะยาว 

แม้ตัวรถจะถูกนำเข้ามาจากโรงงานในประเทศจีน แต่สิ่งที่ทำให้มาสด้าแตกต่างและได้เปรียบคือจุดแข็งด้านการบริหารหลังการขายที่ได้มาตรฐานสไตล์ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ลูกค้าชาวไทยคุ้นเคยและให้ความไว้วางใจมาอย่างยาวนาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าหน้าใหม่ บริษัทยังได้ออกแคมเปญการรับประกันคุณภาพตัวรถและแบตเตอรี่ High Voltage ยาวนานถึง 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร พร้อมฟรีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง และแถมฟรีโฮมชาร์จเจอร์พร้อมติดตั้ง กลยุทธ์การผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีอีวีระดับโลก การทำราคาที่เข้าถึงได้ และความอุ่นใจในบริการหลังการขายนี้ คือความหวังสำคัญที่จะช่วยให้มาสด้าสามารถรักษาส่วนแบ่งตลาด และฝ่าฟันวิกฤติยอดขายในยุคเปลี่ยนผ่านนี้ไปได้