5 อันดับตลาดหุ้นมูลค่าสูงสุดของโลกกำลังจะเปลี่ยนไป หลังมีแนวโน้มว่าไต้หวันจะแซงอินเดียขึ้นมา 

เมื่อ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมา มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) รวมของหุ้นในตลาดไต้หวัน ทะยานขึ้นมาอยู่ที่ 4.89 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 159 ล้านล้านบาท) ตามอินเดีย ซึ่งมูลค่าตลาดหุ้นอินเดียที่ปัจจุบันอยู่ที่ 4.92 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 160 ล้านล้านบาท) มาติดๆ 

จากตัวเลขดังกล่าวทำให้มีการคาดกันว่า อีกไม่นานไต้หวันคงแซงอินเดียขึ้นไปเป็นตลาดหุ้นที่มูลค่ารวมสูงเป็นอันดับ 5 ของโลก ถัดจาก 4 อันดับสูงสุด สหรัฐฯ, จีน, ญี่ปุ่น และฮ่องกง 

บริษัทวิเคราะห์หลักทรัพย์โคพเลย์ฟันด์ วิเคราะห์ว่า ไต้หวันกำลังจะกลายมาเป็น “ลูกรัก” ของกลุ่มตลาดเกิดใหม่แทนอินเดีย เพราะไต้หวันทุ่มลงทุนด้านชิปซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของเอไอ โดยมีทีเอสเอ็มซี บริษัทชิปใหญ่สุดในโลกเป็นกำลังหลัก 

ในปี 2026 หุ้นของทีเอสเอ็มซีพุ่งทะยานไปแล้ว 44% ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไต้หวัน โดยรวมดีดตัวสูงขึ้นถึง 50.3% และปัจจุบันมูลค่าตลาดของหุ้นทีเอสเอ็มซีเพียงตัวเดียว คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 42% ของตลาดหุ้นไต้หวันทั้งหมด 

ตรงกันข้ามกับอินเดียที่นอกจากทิศทางลงทุนกระจัดกระจาย ยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เร่งให้เงินทุนต่างชาติไหลออก ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของราคน้ำมัน (ซึ่งอินเดียต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง) และความตึงเครียดระหว่างอินเดีย-ปากีสถาน 

รวมไปถึงความไม่แน่นอนเรื่องนโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ตลอดจนความเสี่ยงจากวิกฤตภัยแล้งและมรสุมที่ไม่ตกตามฤดูกาล ขณะเดียวกันยังไม่มีหุ้นหลักหรือบริษัทใหญ่ที่เน้นเรื่องเอไอแบบไต้หวันที่มีทีเอสเอ็มซี

ความแรงของตลาดหุ้นไต้หวันและขาลงของตลาดหุ้นอินเดียยังสะท้อนออกมาผ่าน เม็ดเงินลงทุนของต่างชาติซึ่งไหลเข้าไต้หวัน ที่ในปีนี้มีตัวเลขสะสมสูงถึง 25,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 814,000 ล้านบาท)

ตรงข้ามกับอินเดียที่ในปีนี้ นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นอินเดียออกไปแล้วรวมมูลค่าสูงถึง 24,180 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 787,000 ล้านบาท) ทุบสถิติยอดขายสูงสุดเดิมเมื่อปี 2025 เป็นที่เรียบร้อย 

การลดลงของมูลค่าตลาดหุ้นอินเดีย ยังส่งผลให้สัดส่วนคำนวณในดัชนีสากลอย่าง MSCI Global Standard ร่วงลงมาเหลือเพียง 12.3% จากที่เคยขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ 21% ในเดือนกันยายน 2024 

ซึ่งจุดนี้ยิ่งซ้ำเติมให้เงินทุนไหลเข้าน้อยลงไปอีก เนื่องจากกองทุนประเภท Passive Fund ที่ลงทุนเลียนแบบดัชนี จำเป็นต้องลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นอินเดียลงตามไปด้วย 

ด้าน ทูฮิน คันตา ปานเดย์ ประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของอินเดีย ได้ออกมาแสดงความเห็นต่อสถานการณ์นี้ว่า อินเดียเป็นระบบเศรษฐกิจที่มีความหลากหลายทางธุรกิจมากเกินไป 

แต่ไต้หวันจะกระจุกตัวอยู่กับอุตสาหกรรมเฉพาะทาง ซึ่งในเวลานี้ บริษัทกลุ่มเฉพาะทางโดยเฉพาะชิป เทคโนโลยีและเอไอกำลังเป็นแม่เหล็กดึงดูดเงินทุนจากทั่วโลกอย่างเห็นได้ชัด

ทั้งนี้อุตสาหกรรมชิปไต้หวันเริ่มต้นขึ้นเมื่อปลายยุค 80 หลัง มอริส ชาง ที่ไปเป็นผู้บริหารโรงงานชิปในสหรัฐฯ อยู่ 25 ปี กลับบ้านเกิด และก่อตั้งทีเอสเอ็มซีขึ้น โดยที่รัฐบาลและนักธุรกิจร่วมชาติรายใหญ่ๆให้การสนับสนุน  

แม้ช่วงแรก ทีเอสเอ็มซี เริ่มจากเป็นบริษัทรับจ้างผลิต แต่จากนั้นก็พัฒนาขึ้นจนเป็นบริษัทชิปยักษ์ใหญ่ของโลก 

พอช่วงไม่กี่ปีมานี้ ชิปทวีความสำคัญและเป็นที่ต้องการอย่างมาก จากเทรนด์การใช้เอไอทั่วโลก จึงส่งผลให้เศรษฐกิจ ตลาดหุ้น และเงินลงทุนที่ไหลเข้าไต้หวันเพิ่มขึ้นตามไปด้วย / japantoday