“Milky Touch” (มิลค์กี้ ทัช) เป็นน้ำยาปรับผ้านุ่มของแบรนด์ “ไฮยีน” มีจุดเด่นที่คนจำได้คือซองสีขาว และกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
บางทีแค่มีคนเดินผ่าน ก็รู้ได้แล้วว่าซักผ้าด้วยน้ำยาปรับผ้านุ่มกลิ่นนี้
ความน่าสนใจในมุมธุรกิจคือ Milky Touch เปิดตัวยังไม่ถึง 10 ปี แต่ปัจจุบันกลายเป็นกลิ่นขายดีอันดับ 1 ของไฮยีนไปแล้ว
Milky Touch เป็นผลิตภัณฑ์ภายใต้บริษัท ไอ.พี. วัน (I.P. One) ทำธุรกิจ FMCG สัญชาติไทย
บริษัทนี้ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2515 สินค้าตัวแรกคือน้ำยาทำความสะอาดสุขภัณฑ์ “วิกซอล”
ก่อนจะขยายอาณาจักร เพิ่มสินค้าไปอีกหลายหมวดหมู่ เช่น กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลเสื้อผ้าอย่าง “ไฮยีน” สินค้าสำหรับดูแลตัวเองผู้ชายอย่าง “โฟกัส” ไปจนถึงเครื่องดื่มนมเปรี้ยว “ไอวี่”
Milky Touch เปิดตัวครั้งแรกในปี 2561 เป็นน้ำยาปรับผ้านุ่มสูตรเข้มข้นพิเศษ
จุดขายคือส่วนผสมเซรั่มน้ำนมจากอัลมอนด์ ซึ่งนำเข้าจากสหรัฐฯ ให้กลิ่นที่หลายคนบอกตรงกันว่า เป็นกลิ่นเด็กผสมนม หอมนวลๆ ไม่ฉุนและไม่หวานเกินไป
กลิ่นนี้เองทำให้เกิดการบอกต่อกันในกลุ่มพ่อบ้านแม่บ้าน เป็นรีวิวจากคนที่ใช้จริง จนทำให้ยอดขายดีขึ้นเรื่อยๆ
หากนับจากตอนเปิดตัว เท่ากับว่า ใช้เวลาแค่ไม่ถึง 8 ปี ก็สามารถขึ้นเป็นกลิ่นขายดีที่สุดของน้ำยาปรับผ้านุ่มแบรนด์ไฮยีนไปแล้ว
คำถามคือ ทำไมกลิ่นแบบนี้ถึงขายได้ขนาดนั้น?
คำตอบสำคัญอยู่ที่พฤติกรรมของคนไทยที่ใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มเป็นส่วนสำคัญในการซักผ้า
ข้อมูลจากดาวน์นี่ ประเทศไทย ในปี 2566 ระบุว่า 91% ของครัวเรือนไทยใช้น้ำยาปรับผ้านุ่ม เป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในโลก
ขณะที่หลายประเทศมีสัดส่วนการใช้ปรับผ้านุ่มอยู่ที่ราว 70-80% และบางประเทศอยู่ที่ราว 50% เท่านั้น
และเมื่อเลือกซื้อ คนไทยมักตัดสินใจจาก “กลิ่น” เป็นหลัก
ส่วนใหญ่ชอบกลิ่นละมุน อ่อนโยน มากกว่ากลิ่นแรง อีกทั้งมีบางกลุ่มอยากได้กลิ่นที่เหมาะกับครอบครัวที่มีเด็กเล็ก
กลิ่นเด็กผสมนมของ Milky Touch จึงมาตรงจังหวะพอดี
หลังจากนั้น บริษัทเจ้าของแบรนด์ก็นำกลิ่นเดิมที่ประสบความสำเร็จไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์อื่น
เริ่มจากน้ำยาซักผ้า ที่ออกมาในปี 2567 ใช้ซองสีขาวเหมือนกัน
ต่อด้วยสเปรย์หอมฉีดผ้า สำหรับกลิ่นเดียวกัน
จะเห็นว่าได้ว่า Milky Touch มีผลิตภัณฑ์รองรับได้ครบทุกขั้นตอนของเสื้อผ้า ตั้งแต่ซักผ้าน้ำแรก ปรับผ้านุ่มน้ำสุดท้าย ไปจนถึงตอนเก็บเข้าตู้เสื้อผ้าไปแล้ว
กรณีของ Milky Touch สะท้อนให้เห็นว่า บางครั้งสิ่งที่คนจำได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นชื่อหรือโลโก้ แต่เป็นกลิ่นที่ทำให้นึกถึงแบรนด์ได้ ทันทีที่ได้สัมผัส
เมื่อมีกลิ่นเดียวที่คนจดจำได้แล้ว ก็สามารถขยายไปหมวดหมู่อื่น ทั้งการซักผ้า และสเปรย์ฉีดผ้า โดยใช้จุดขายคือ กลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
