Alphabet บริษัทแม่ของกูเกิลประสบความสำเร็จในการส่งชิปประมวลผลเอไอที่พัฒนาขึ้นเองขึ้นสู่วงโคจร ด้วยจรวดฟัลคอนไนน์ของสเปซเอ็กซ์ในภารกิจทรานสพอร์ตเตอร์-18 

จากฐานทัพอากาศแวนเดนเบิร์กในรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา 

ชิปดังกล่าว เป็นชิปประมวลผลเฉพาะทาง มีประสิทธิภาพสูงและประหยัดพลังงาน (ทีพียู) ซึ่งติดตั้งอยู่ในดาวเทียมพลังงานแสงอาทิตย์ 

โดยถือเป็นการทดสอบกลางอวกาศครั้งแรกของโปรเจกต์ ซันแคตเชอร์ ที่เปิดตัวเมื่อปี 2025 

ที่มีเป้าหมายในอนาคตคือการส่งดาต้าเซ็นเตอร์ไปลอยอยู่ในอวกาศ เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของระบบเอไอขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์และสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องในอวกาศ 

ทราวิส บีลส์ ผู้อำนวยการของโปรเจกต์นี้ กล่าวว่าโปรเจกต์เป็นไปตามเป้า หลังทีมงานสามารถติดต่อกับดาวเทียมได้แล้ว และระบบก็ทำงานได้ตามปกติ 

พร้อมระบุว่านี่คือจุดเริ่มต้นของการศึกษาวิจัยระยะยาว เพื่อดูว่าอวกาศจะสามารถรองรับโครงสร้างพื้นฐานด้านแมชชีนเลิร์นนิงขนาดใหญ่ในอนาคตได้หรือไม่ 

แม้ยังต้องทดสอบต่อไปอีกพักใหญ่ เพื่อพิสูจน์ว่าจะทนทานสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายในอวกาศจริงได้มากน้อยแค่ไหนก็ตาม 

มี 3 สาเหตุที่ทำให้อัลฟาเบตเดินหน้าโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ในอวกาศ โดยสาเหตุแรกคือ พลังงานแสงอาทิตย์ไร้ขีดจำกัด 

เพราะในวงโคจรระดับต่ำ ดาวเทียมจะได้รับแสงอาทิตย์เกือบตลอดเวลา ซึ่งสามารถผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ได้มากกว่าบนพื้นโลกถึง 8 เท่า ส่วนสาเหตุที่ 2 คือ การลดปัญหาและผลกระทบบนพื้นดิน 

โดยมีการเชื่อมต่อเครือข่ายดาวเทียมของอัลฟาเบตราว 80 ดวงเข้าด้วยกันในอนาคต เพื่อรองรับการประมวลผลเอไอขนาดใหญ่ได้โดยตรงขณะลอยอยู่ในอวกาศ เป็นสาเหตุสุดท้าย 

อัลฟาเบตได้คาดการณ์ว่า เมื่อถึงปี 2035 ต้นทุนการดำเนินงานของดาต้าเซ็นเตอร์ในอวกาศคงลดลงจนอาจจะใกล้เคียงกับที่อยู่บนพื้นโลก 

อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ก็มีความท้าทายที่รออยู่ เริ่มจากการจัดการความร้อนของอุปกรณ์ในอวกาศ และการสื่อสารข้อมูลปริมาณมหาศาลกลับมายังภาคพื้นดิน และความเสถียรของระบบขณะอยู่ในวงโคจร 

นอกจากนี้ยังอาจเผชิญการคัดค้านจากกลุ่มนักดาราศาสตร์ ซึ่งกังวลว่าจำนวนดาวเทียมในวงโคจรต่ำที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จะไปบดบังทัศนวิสัยขณะที่พวกเขาพยายามศึกษาเอกภพ ไม่ต่างจากแมลงที่ติดอยู่บนกระจกหน้ารถ 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางดาต้าเซ็นเตอร์ที่ผุดขึ้นทั่วโลก และมูลค่าการลงทุนสร้างดาต้าเซนเตอร์เฉพาะปี 2026 ก็สูงถึง 497,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 16.7 ล้านล้านบาท) 

แต่ก็มาพร้อมแรงต้านด้านสิ่งแวดล้อม เพราะต้องใช้น้ำมหาศาลเพื่อระบายความร้อนตลอดเวลา และเสียงการเดินเครื่องที่ดังอยู่ตลอด 

นอกจากนี้ยังมีความกังวลด้านพลังงาน เพราะดาต้าเซ็นเตอร์ใช้พลังงานไฟฟ้ามหาศาล นี่ทำให้เกิดแนวคิดใหม่ๆ เพื่อเลี่ยงปัญหาบนพื้นดิน เช่น ดาต้าเซนเตอร์ใต้น้ำของจีน 

ปัญหาและแรงต้านดาต้าเซนเตอร์บนพื้นโลกจนเริ่มมีการเดินหน้าโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ในอวกาศ ไม่ได้มีแต่เรื่อง “กินน้ำ-กินไฟ” มหาศาลเท่านั้น 

โดยยังมีเรื่องการไปสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในต่างประเทศของประเทศใหญ่และเป็นประเทศชั้นนำทางเทคโนโลยีอีกด้วย 

เช่นกรณีของจีนที่ช่วงไม่กี่ปีมานี้ได้มีการไปสร้างดาต้าเซนเตอร์ในต่างประเทศ โดยหนึ่งในฐานใหญ่ของดาต้าเซ็นเตอร์จีนในต่างประเทศคือ 6 ประเทศหลักอาเซียน 

คือ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม และไทย โดยแม้เงินลงทุนที่จีนทุ่มลงมาจะสูงถึง 120,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 4 ล้านล้านบาท) ส่งผลดีต่อจีดีพี 

และการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศแถบนี้ แต่ก็ย่อมส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานด้วย

ทั้งนี้นอกจาก อัลฟาเบตแล้ว ก็มีรายงานว่า สเปซเอ็กซ์ และ เอ็นวิเดีย ก็มีแผนเดินหน้าโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ในอวกาศเช่นกัน / cnbc