ดีลใหญ่ของ 2 แบรนด์ยักษ์ปิโตรเคมี GC–SCGC ที่อาจใกล้ตัวกว่าที่คิด แล้วคนทั่วไปจะได้อะไร
ในโลกธุรกิจ คู่แข่งไม่จำเป็นต้องแข่งขันกันตลอดไป โดยเฉพาะเมื่อการแข่งขันรุนแรงขึ้น การจับมือกันอาจเป็นอีกทางเลือกเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่ง
ล่าสุด 2 ยักษ์ใหญ่ปิโตรเคมีไทย GC หรือ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) และ SCGC หรือ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) กำลังศึกษาจัดตั้งบริษัทร่วมทุน หรือ Joint Venture (JV) เพื่อนำธุรกิจปิโตรเคมีบางส่วนในประเทศไทยของทั้งสองฝ่ายมาอยู่ด้วยกัน
สิ่งที่ต้องเข้าใจก่อนคือ นี่ไม่ใช่การควบรวม GC และ SCGC ทั้งบริษัท
แต่เป็นการนำธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทย ซึ่งเป็นธุรกิจสำคัญของทั้งสองฝ่าย มารวมไว้ภายใต้บริษัทร่วมทุนแห่งใหม่
ถ้าชื่อเหล่านี้ฟังดูไกลตัว ลองมองของรอบตัวเรา
ขวดแชมพู ขวดน้ำยาซักผ้า ถุงและกล่องใส่อาหาร ฟิล์มห่อสินค้า ของใช้ในบ้าน ไปจนถึงชิ้นส่วนรถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า หลายอย่างมีวัตถุดิบจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมีอยู่เบื้องหลัง
โอเลฟินส์คือวัตถุดิบตั้งต้นที่นำไปผลิตต่อเป็นผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีหลายชนิด ส่วนพอลิโอเลฟินส์ ได้แก่ พลาสติกอย่าง PE (Polyethylene) และ PP (Polypropylene) ซึ่งถูกนำไปผลิตเป็นสินค้าเหล่านี้
พูดง่าย ๆ คือ แม้คนทั่วไปจะไม่ได้เดินเข้าไปซื้อสินค้าจาก GC หรือ SCGC โดยตรง แต่ทั้งสองบริษัทอยู่ใกล้กับ “ต้นทาง” ของของใช้จำนวนมากในชีวิตประจำวัน
ทำไมคู่แข่งถึงหันมาจับมือกัน
คำตอบสำคัญคือ ทำให้ธุรกิจมีขนาดใหญ่ขึ้น และบริหารทรัพยากรร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เมื่อกำลังการผลิต สินทรัพย์ การจัดหาวัตถุดิบ และซัปพลายเชนบางส่วนของทั้งสองฝ่ายมาอยู่ด้วยกัน บริษัทคาดว่าจะสามารถใช้ประโยชน์จากขนาดธุรกิจที่ใหญ่ขึ้น บริหารวัตถุดิบได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น และเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม
มองอีกแบบคือ แทนที่ GC และ SCGC จะต่างคนต่างบริหารธุรกิจส่วนนี้ ทั้งสองฝ่ายกำลังศึกษาว่า ถ้านำจุดแข็งและสินทรัพย์บางส่วนมารวมกัน จะช่วยให้แข่งขันกับผู้ผลิตปิโตรเคมีในภูมิภาคและตลาดโลกได้ดีขึ้นหรือไม่
ภายใต้โครงสร้างที่กำลังพิจารณา GC จะเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทร่วมทุน ขณะที่ SCGC จะถือหุ้นในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ
ขอบเขตจะครอบคลุมธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทยของทั้งสองฝ่าย รวมถึงหุ้นในกิจการที่เกี่ยวข้อง เช่น HMC Polymers, Siam Polyethylene, Siam Synthetic Latex, Thai MMA และ Bangkok Synthetics
ทั้งสองบริษัทตั้งเป้าสรุปรายละเอียดสำคัญ ทั้งโครงสร้างการถือหุ้น ขั้นตอนดำเนินธุรกรรม และประโยชน์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการร่วมทุน ภายในเดือนตุลาคม 2569
แล้วเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับเรา ลองมองภาพเส้นทางนี้
GC–SCGC ผลิตวัตถุดิบ → โรงงานนำไปผลิตบรรจุภัณฑ์หรือชิ้นส่วนต่าง ๆ → แบรนด์นำไปใช้ผลิตสินค้า → ผู้บริโภคซื้อสินค้านั้น
ดังนั้น หากการรวมธุรกิจช่วยให้ต้นทางผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น บริหารวัตถุดิบได้ดีขึ้น หรือพัฒนาพลาสติกที่มีคุณสมบัติและมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ผลก็มีโอกาสส่งต่อไปถึงผู้ผลิตสินค้าอีกหลายอุตสาหกรรม
ตั้งแต่อาหารและเครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องใช้ไฟฟ้า ไปจนถึงรถยนต์
แต่สิ่งที่ยังไม่ควรสรุปคือ เมื่อ GC และ SCGC จับมือกันแล้ว ของที่เราซื้อจะถูกลง เพราะราคาสินค้าหน้าร้านไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาเม็ดพลาสติกเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีทั้งต้นทุนพลังงาน ค่าแรง ขนส่ง ค่าเงิน และการแข่งขันของสินค้าแต่ละตลาด
อีกเรื่องที่ต้องจับตาคือ การแข่งขันในตลาด
เพราะเมื่อผู้ผลิตปิโตรเคมีรายใหญ่ของประเทศนำธุรกิจสำคัญบางส่วนมาอยู่ด้วยกัน ดีลนี้จึงยังต้องยื่นขออนุมัติจากคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) รวมถึงผ่านการอนุมัติภายในของทั้งสองบริษัทและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนจะเกิดขึ้นจริง
ดังนั้น ความน่าสนใจของดีลนี้จึงไม่ได้อยู่เพียงภาพ “สองคู่แข่งหันมาจับมือกัน”
แต่อยู่ที่ว่า เมื่อสองผู้เล่นรายใหญ่เลือกนำธุรกิจต้นทางสำคัญมาอยู่ใต้หลังคาเดียวกัน จะทำให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยแข่งขันได้ดีขึ้นแค่ไหน และผลจะส่งต่อไปถึงผู้ผลิตสินค้าและของใช้รอบตัวเราอย่างไร
คำตอบน่าจะชัดขึ้นในเดือนตุลาคม 2569 เมื่อ GC และ SCGC ตั้งเป้าสรุปโครงสร้างและรายละเอียดสำคัญของดีลนี้
