หลังคว้าแชมป์ America’s Got Talent 2026 เส้นทางของ Nene Royal กำลังเปิดบทใหม่ทั้งในโลกดนตรีและโลกการตลาด
โดยเฉพาะในฝั่งการตลาดที่ “Nene Effect” ยังเดินหน้าต่อ เมื่อชื่อของเธอปรากฏในแคมเปญของแบรนด์ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ Beauty ไปจนถึง Snack
ก่อนหน้านี้ Pantene เปิดตัว Nene เป็นพรีเซ็นเตอร์คนใหม่ ตามด้วย MizuMi ที่คว้าตัวมาเป็น “1st MizuMi Muse”
ล่าสุดมีอีก 3 แบรนด์เข้ามาร่วมวง ตั้งแต่ Smooth E, Baby Bright ไปจนถึงเถ้าแก่น้อย

เริ่มจาก Smooth E ที่ประกาศต้อนรับ Nene Royal เข้าสู่ครอบครัวอย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด “BABYFACE. READY TO FACE THE WORLD.”
Smooth E อยู่ภายใต้ Siam Health Group กลุ่มเดียวกับ DENTISTE’ ยาสีฟันไทยที่เคยสร้างกระแสด้วยการดึง “LISA–ลลิษา มโนบาล” มาเป็นพรีเซ็นเตอร์
ครั้งนี้ Smooth E เลือกหยิบภาพของ Nene เรื่องความมั่นใจ กล้าเป็นตัวเอง และพร้อมออกไปเจอกับโลก มาเชื่อมกับคำว่า BABYFACE ที่ไม่ได้หมายถึงเพียงใบหน้าที่ดูเด็ก

อีกรายคือ Baby Bright แบรนด์ Beauty ในเครือ Karmarts ที่มีสินค้าตั้งแต่เครื่องสำอาง สกินแคร์ บอดี้แคร์ ไปจนถึงน้ำหอม และมีจุดเด่นเรื่องการใช้พรีเซ็นเตอร์แยกตามกลุ่มผลิตภัณฑ์
ปัจจุบันมีตั้งแต่ใบเฟิร์น–พิมพ์ชนก ในกลุ่มลิป, โบว์–เมลดา ในกลุ่มผลิตภัณฑ์บำรุงริมฝีปาก, Zee ในกลุ่มรองพื้นและแป้ง, NuNew ในกลุ่มคิ้วและตา รวมถึงแต้ว–ณฐพร ในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าบางรายการ
สำหรับ Nene ข้อมูลที่ออกมาตอนนี้เชื่อมโยงกับผลิตภัณฑ์ Rejulight Hydrogel Mask แต่ยังไม่ควรรีบเรียกเธอว่า “พรีเซ็นเตอร์ Baby Bright” จนกว่าแบรนด์จะประกาศสถานะและขอบเขตการร่วมงานอย่างชัดเจน
ตรงนี้น่าสนใจ เพราะก่อนหน้านี้ Nene เพิ่งเป็น Muse คนแรกของ MizuMi ซึ่งอยู่ในตลาดสกินแคร์เช่นกัน
ถามว่า “ชนกันไหม” คำตอบในตอนนี้คือ ยังสรุปไม่ได้
เพราะ MizuMi วาง Nene ในระดับ Muse ของแบรนด์ ขณะที่ Baby Bright มีโมเดลใช้คนดังแยกตามหมวดและผลิตภัณฑ์อยู่แล้ว หาก Nene ถูกใช้เฉพาะ Rejulight Hydrogel Mask หรือผลิตภัณฑ์บางกลุ่ม ก็อาจเป็นการแบ่งขอบเขตสินค้าอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้น

ส่วนเถ้าแก่น้อยเป็นแบรนด์ที่ใช้กลยุทธ์ Idol Marketing มานาน โดยเลือกพรีเซ็นเตอร์ให้สอดคล้องกับตลาดที่ต้องการเข้าไปหา ตั้งแต่ GOT7, F4, BNK48 ไปจนถึง Sehun วง EXO เพื่อเข้าถึงคนรุ่นใหม่และฐานแฟนคลับในต่างประเทศ
ล่าสุดในปี 2568 แบรนด์ขยับไปเจาะกลุ่ม Family ด้วยการดึงชมพู่–อารยา และน้องแอบิเกล มาเป็นพรีเซ็นเตอร์คู่แม่ลูก สื่อภาพว่าสาหร่ายเป็น Snack ที่กินได้ทั้งครอบครัว
มาถึง Nene Royal เถ้าแก่น้อยเปลี่ยนมุมอีกครั้ง โดยหยิบ Character ที่คนจดจำเธอได้ชัดที่สุด ทั้งกีตาร์ ความร็อก และพลังบนเวที มาเชื่อมกับความกรอบของสาหร่าย ผ่าน “CRISP IT. ROCK IT.”
จาก Pantene–MizuMi มาถึง Smooth E–Baby Bright–เถ้าแก่น้อย
สิ่งที่เห็นชัดคือ Nene มี Character ที่แข็งแรงพอให้แบรนด์ต่างหมวดสามารถหยิบตัวตนของเธอไปเล่าได้หลายด้าน ตั้งแต่ความมั่นใจ ความสดใส ไปจนถึงกีตาร์และความร็อก โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในกรอบเดียว
ขณะเดียวกัน เมื่อ Nene ได้รับความสนใจจากแบรนด์หลากหลายหมวดมากขึ้น โจทย์จึงกลับไปอยู่ที่ “แบรนด์” ว่าจะหยิบตัวตนของเธอมาเล่าอย่างไรให้แตกต่าง
เพราะ Nene อาจเป็นคนเดียวกัน แต่ละแบรนด์ต้องทำให้คนจำได้ว่า “Nene ในแบบของตัวเอง” ต่างจาก Nene ของแบรนด์อื่นอย่างไร
นี่อาจเป็นบททดสอบต่อไปของ “Nene Effect” ในโลกการตลาด เมื่อความท้าทายไม่ได้อยู่ที่ว่าเธอจะมีแบรนด์เข้ามาร่วมงานอีกหรือไม่ แต่อยู่ที่แต่ละแบรนด์จะสร้างเรื่องราวร่วมกับเธอให้น่าจดจำได้แค่ไหน
