การถ่ายภาพและการบันทึกวิดีโอ เป็นกิจกรรมที่อยู่คู่กับไลฟ์สไตล์การเดินทางและการสื่อสารของผู้คนมาอย่างยาวนาน
ซึ่งในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2569 นับตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป ถือเป็นการก้าวเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวที่ตลาดกลับมาคึกคักที่สุดของปี
เดิมที ตลาดกล้องดิจิทัลถูกขับเคลื่อนด้วยกล้องเปลี่ยนเลนส์เป็นหลัก ทั้งในรูปแบบ DSLR และ Mirrorless ซึ่งเน้นจุดขายของการเป็นกล้องตัวเดียวที่สามารถใช้งานได้ครอบคลุมทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพนิ่งหรือการผลิตคอนเทนต์ทั่วไป
ตลาด ‘กล้องดิจิทัล’ ในอดีตจึงผูกพันอยู่กับโมเดลยอดนิยมเพียงไม่กี่รุ่นที่สามารถสร้างยอดขายระดับ Mass ได้อย่างมหาศาล อย่างเช่นยุคทองของ Fujifilm ตระกูล X-A2 หรือ X-A3 โดยมีค่ายหลักสัญชาติญี่ปุ่นเป็นผู้นำตลาด
ทว่าเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนผ่าน การพัฒนาของสมาร์ทโฟนและวิถีชีวิตของผู้บริโภคในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ทำให้ยุคของกล้องตัวเดียวครองตลาดสิ้นสุดลง ประกอบกับกระแสกล้องฟิล์มและกล้องใช้แล้วทิ้ง เช่น Fujifilm QuickSnap ที่เคยบูมเมื่อ 2–3 ปีก่อนเริ่มแผ่วลงจากปัญหาหาร้านล้างฟิล์มยากและต้นทุนค่าฟิล์มรวมค่าล้างที่พุ่งสูงถึงม้วนละ 400–500 บาท
ขณะที่กล้องทอย หรือกล้องสุ่มราคาพันกว่าบาทก็เป็นเพียงกระแสแฟชั่นระยะสั้นที่ความนิยมลดลงหลังผ่านไปเพียงครึ่งปี
แต่ถึงกระนั้น ตลาดกล้องดิจิทัลกลับไม่ได้หดตัวหายไปตามกาลเวลา กลับกันได้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Content Creation & Video First Market และการแตกย่อยเป็นเซกเมนต์เฉพาะทาง จนกลายเป็นไลฟ์สไตล์ไอเทมและเครื่องประดับที่สะท้อนตัวตนของผู้ใช้งานอย่างเต็มตัว
ท่ามกลางพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป การเลือกซื้อกล้องดิจิทัลกลายเป็นการสะท้อนรสนิยมความต้องการคุณภาพไฟล์ระดับสูงจากเซนเซอร์ขนาดใหญ่ มิติภาพความตื้นลึกที่แท้จริง การถ่ายในที่แสงน้อย อารมณ์การกดชัตเตอร์ และภาพที่เป็นธรรมชาติไม่หลอกตาจากระบบ AI ของสมาร์ทโฟน โดยไม่ต้องพกพาอุปกรณ์เสริมเลนส์มือถือที่ยุ่งยากและมีราคาสูง
โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ทั้ง Gen Z และ Gen Y ที่หันมาพกพากล้องติดตัวในชีวิตประจำวันเพราะหลงใหลในดีไซน์เรโทรมินิมอล ระบบฟิลเตอร์สีสำเร็จรูปจบหลังกล้อง และโทนภาพสไตล์วินเทจคล้ายกล้องฟิล์มที่แม้จะไม่คมชัดสมบูรณ์แบบแต่มีเสน่ห์แปลกใหม่
อีกทั้งคนรุ่นใหม่กว่า 30–40% ยังก้าวเข้าสู่อาชีพครีเอเตอร์ทั้งอาชีพหลักและอาชีพเสริม ท่ามกลางตลาด Creator Economy ในไทยที่มีครีเอเตอร์หลักล้านคนและมีมูลค่าตลาดสูงถึง 1.25 หมื่นล้านบาท ถึง 4.5 หมื่นล้านบาท
ขณะที่ในกลุ่มลูกค้ามืออาชีพและองค์กร ยังคงมองว่ากล้องระดับโปรและอุปกรณ์ถ่ายภาพเชิงพาณิชย์คือเครื่องมือสำคัญในการทำงานโปรดักชัน รวมถึงการจัดเซ็ตอุปกรณ์ไลฟ์สตรีมสำหรับโรงเรียนและหน่วยงานต่าง ๆ
ส่งผลให้ตลาดกล้องดิจิทัลกลายเป็นสมรภูมิที่อิงกับฤดูกาลท่องเที่ยวอย่างชัดเจน โดยจะพุ่งสู่จุดสูงสุดในไตรมาสที่ 4 ก่อนที่ยอดขายจะลดลงราว 30% ในไตรมาสที่ 1 แล้วฟื้นตัวสั้น ๆ ในเดือนเมษายนช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ และเข้าสู่ช่วงโลว์ซีซั่นที่ซบเซาที่สุดในฤดูฝนและช่วงเปิดเทอม
ทั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าสภาวะเศรษฐกิจและวิกฤตการณ์ต่าง ๆ มีผลกระทบต่อตลาดกล้องดิจิทัลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งจากปัญหาราคาน้ำมันแพงที่กดดันกำลังซื้อ เหตุการณ์แผ่นดินไหว ไปจนถึงเหตุการณ์อุทกภัยที่กระทบต่อการเดินห้างของผู้บริโภค
หากมองภาพรวมมูลค่าตลาดกล้องดิจิทัลในประเทศไทยในปัจจุบัน ภาพรวมตลาดไม่ได้ขยายตัวแบบก้าวกระโดด แต่เกิดจากการสลับสัดส่วนการซื้อข้ามเซกเมนต์ ซึ่งในช่วงครึ่งปีแรกผลประกอบการของร้านค้าปลีกยังคงทรงตัวตามสภาวะเศรษฐกิจ
ก่อนที่ตลาดจะเผชิญบททดสอบอย่างหนักตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคมจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งส่งผลให้มีการคุมเข้มการนำเข้า การตรวจซีเรียลนัมเบอร์ และบังคับให้ผู้ซื้อโดรน ต้องลงทะเบียนครอบครองผ่านระบบ กสทช. และรออนุมัติ 1-3 วันก่อนรับสินค้า
ทำให้กลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติและผู้ซื้อใช้งานทันทีหายไป จนฉุดให้ยอดขายโดรนทั้งอุตสาหกรรมร่วงลงไปถึงครึ่งหนึ่ง หรือราว 50% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม ตลาดเริ่มส่งสัญญาณความคึกคักในช่วงครึ่งปีหลัง จากอานิสงส์ของการฟื้นตัวในภาคการท่องเที่ยวและการทยอยเปิดตัวสินค้าใหม่ตั้งแต่เดือนสิงหาคมและกันยายน
โดยผู้เล่นหลักอย่าง บิ๊ก คาเมร่า ตั้งเป้าหมายการเติบโตของยอดขายในไตรมาสที่ 4 ไว้ที่ 10% เพื่อผลักดันให้ภาพรวมทั้งปีเติบโตได้ตามเป้าหมาย 10% ที่วางไว้
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย ต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้น และปัญหาการขาดแคลนชิปที่ถูกดึงไปใช้ในระบบ AI และ Data Center เริ่มส่งสัญญาณให้ต่างประเทศปรับราคากล้องขึ้น
ซึ่งแม้ในปีนี้แบรนด์ในไทยจะยังช่วยพยุงราคาไว้ แต่ในปีหน้ามีแนวโน้มที่แบรนด์ใหญ่อย่าง Sony และ Canon อาจปรับราคาขึ้นในบางโมเดล หรือเปิดตัวรุ่นใหม่ด้วยฐานราคาที่สูงขึ้นตามต้นทุน
แต่หลายคนเลือกที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายด้วยการใช้โปรโมชันผ่อนชำระผ่านบัตรเครดิตเป็นหลัก รวมถึงเริ่มหันมาใช้บัตรกดเงินสดผ่อนชำระยาวสูงสุดถึง 36 เดือน และใช้วงเงิน SPayLater ของ Shopee บ้างบางส่วน เนื่องจากกล้องไม่มีระบบล็อกเครื่องระยะไกลจึงไม่สามารถปล่อยสินเชื่อแบบไม่ใช้บัตรได้เหมือนสมาร์ทโฟน
ขณะที่ตลาดกล้องมือสองยังคงเป็นเพียงกลุ่มเฉพาะที่มีปริมาณสินค้าไม่มากและไม่กระทบต่อยอดขายกล้องมือหนึ่งเมื่อมีรุ่นใหม่ราคาประหยัดออกมาทดแทน
พฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ส่งผลให้ทิศทางการปรับตัวของผู้เล่นในตลาดกล้องดิจิทัล จากเดิมที่ถูกขับเคลื่อนด้วยกล้องเปลี่ยนเลนส์ระดับเริ่มต้นเป็นหลัก
ซึ่งปัจจุบันค่ายใหญ่อย่าง Canon และ Sony หันไปเน้นเพิ่มเทคโนโลยีในระดับ High-End ราคาตั้งแต่ 60,000-70,000 บาท ไปจนถึงเกือบแสนและแสนกว่าบาทเพื่อเจาะกลุ่มมืออาชีพ รวมถึงการเปิดตัวรุ่นใหม่อย่าง Canon EOS R8 Mark II
หรือแบรนด์ OM System ในระดับราคา 30,000 กว่าบาท ก็หันมาสร้างนวัตกรรมสินค้าที่ตอบโจทย์สายคอนเทนต์และพกพาสะดวกมากขึ้น อย่างเช่น การรุกตลาดด้วยกล้อง Gimbal Camera และ Action Camera รวมถึงกล้อง 360 องศาที่ปรับเลนส์เป็น Action Cam ปกติได้ ในระดับราคาต่ำกว่า 20,000-25,000 บาท
ทั้งแบรนด์ Insta360 อย่างรุ่น Ace Pro ซึ่งเข้ามาครองใจกลุ่ม Vlogger และแย่งส่วนแบ่งกล้อง Vlog ราคาต่ำกว่า 20,000–30,000 บาทของค่ายญี่ปุ่นดั้งเดิม
การดึงเอกลักษณ์ความวินเทจมาเจาะตลาดกล้องคอมแพคราคาประหยัด อย่างแบรนด์ Kodak ที่มีราคาตั้งแต่ 2,900, 3,900, 4,900, 5,900 ไปจนถึง 7,900 บาท โดยมีรุ่นราคา 3,900 บาท ที่พลิกจอเซลฟี่ได้และให้โทนภาพฟิล์มเป็นรุ่นขายดีที่สุด ซึ่งไม่เพียงได้รับความนิยมในไทยแต่ยังสามารถตีตลาดในประเทศญี่ปุ่นควบคู่ไปกับกล้องซีรีส์ Pocket จากจีนได้เป็นอย่างดี
ไปจนถึงการผสานความพรีเมียมในกลุ่มกล้องคอมแพคเซนเซอร์ APS-C ระดับราคา 40,000–50,000 กว่าบาท อย่าง Ricoh GR และ Fujifilm X100VI ที่ได้รับความนิยมสูงพร้อมโหมด Film Simulation จนสินค้าอยู่ในภาวะขาดตลาด
รวมถึงการปรับตัวของกล้องโพลารอยด์ผู้นำตลาดอย่าง Fujifilm Instax จากระบบแอนะล็อกราคา 2,000 กว่าบาท ถึง 5,000-6,000 บาท สู่ระบบไฮบริดที่ถ่ายเป็นไฟล์ดิจิทัลแล้วเลือกพิมพ์ภาพได้
ตลอดจนการขยับตัวของแบรนด์ใหญ่อย่าง Canon และ Sony ที่เล็งเห็นช่องว่างตลาดคอมแพคราคาต่ำกว่า 20,000 บาท โดย Canon เตรียมเปิดตัวไลน์อัปกล้องคอมแพคระดับราคาหมื่นต้น ๆ ในปีหน้าเพื่อกลับมาชิงส่วนแบ่งตลาดระดับ กลุ่มผู้ใช้งานเริ่มต้นคืน ควบคู่ไปกับโจทย์การผสานซอฟต์แวร์และ AI เข้ากับฮาร์ดแวร์เซนเซอร์ขนาดใหญ่เพื่อให้ถ่ายภาพได้ง่ายขึ้น
ซึ่งการแข่งขันด้านนวัตกรรมและเซกเมนต์สินค้า ไม่เพียงแต่ช่วยเติมเต็มช่องว่างตลาดแมสที่เคยขาดหายไป แต่ยังเป็นการดึงดูดให้ผู้ใช้สมาร์ทโฟนและอดีตคนเล่นกล้องฟิล์มตัดสินใจหันมาซื้อกล้องดิจิทัลพกพาได้ง่ายขึ้น
ส่วนโครงสร้างผู้เล่นในตลาดค้าปลีกกล้องปัจจุบันเหลือผู้เล่นหลักอยู่ไม่กี่ราย
ตั้งแต่ร้านค้าปลีกกล้องอย่าง Foto File หรือ World Camera ที่ปรับทิศทางไปเน้นการจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก
ไปจนถึงผู้นำตลาดศูนย์รวมกล้องดิจิทัลครบวงจรอย่าง บริษัท บิ๊ก คาเมร่า คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BIG Camera ที่ชูแนวคิด “Photographer & Content Creator Community” เป็นพื้นที่ให้คนรักการถ่ายภาพและครีเอเตอร์ได้เข้ามาค้นหา ทดลอง และพัฒนาศักยภาพตนเองอย่างครบวงจร
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการยังกระตุ้นตลาดส่งท้ายปีด้วยการอัดแคมเปญใหญ่ “BIG Camera Big Bonus 2026” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 19 ภายใต้คอนเซปต์ ‘ซื้อกล้องที่ใช่ แล้วออกไปถ่ายโลกให้ไกลกว่าเดิม’ ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม ถึง 15 มกราคม
ขณะที่ช่องทางการจัดจำหน่ายของ บิ๊ก คาเมร่า ยังคงยึดหน้าร้านออฟไลน์เป็นหัวใจหลัก ด้วยเครือข่ายกว่า 150 สาขาทั่วประเทศ พ่วงด้วยการบริหารสาขาแฟรนไชส์ของ AIS อีก 20 สาขา โดยใช้วิธีทยอยปิดสาขาในไฮเปอร์มาร์เก็ตที่ไม่ทำกำไร แล้วปรับโฉมย้ายไปเปิดร้านขนาดใหญ่ในศูนย์การค้าหลักประจำจังหวัดอย่างเซ็นทรัลหรือโรบินสันเพิ่มขึ้นปีละ 3-4 แห่ง เพื่อให้สอดคล้องกับระดับราคาสินค้าที่สูงขึ้น
พื้นที่ศูนย์การค้าและหน้าร้านออฟไลน์ กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญเนื่องจากสัดส่วนยอดขายออนไลน์ของบริษัทอยู่ที่เพียงไม่เกิน 8% เพราะกล้องเป็นสินค้าราคาสูงที่มีฟังก์ชันซับซ้อน ลูกค้าจึงต้องการเข้ามาสัมผัสเครื่องจริง รับคำแนะนำจากสเปเชียลิสต์
รวมถึงรับบริการช่วยลงทะเบียนโดรนกับ กสทช. ประกอบกับค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่พุ่งสูงถึง 15% ทำให้หลายแบรนด์ปรับราคาขายออนไลน์สูงกว่าหน้าร้านราว 10% ซึ่งเมื่อหักลบโค้ดส่วนลดแล้วราคาแทบไม่ต่างกัน ผู้บริโภคจึงเลือกกลับมาซื้อที่หน้าร้านตามปกติ
รวมไปถึงการจัดกิจกรรมเวิร์กชอป หมุนเวียนสลับแบรนด์เป็นประจำทุกสัปดาห์เพื่อสอนการใช้งานกล้องอย่างเต็มประสิทธิภาพ ควบคู่กับการใช้งบการตลาดร่วมกับแบรนด์พันธมิตรดึงอินฟลูเอนเซอร์มารีวิวเจาะกลุ่มเป้าหมายสายไลฟ์สไตล์
ตลาดกล้องดิจิทัลในประเทศไทยในปัจจุบัน จึงไม่ได้เป็นเพียงการขายอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์สำหรับถ่ายภาพแบบดั้งเดิมอีกต่อไป
แต่ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนไลฟ์สไตล์ของเหล่าครีเอเตอร์ ด้วยกลยุทธ์การแยกเซกเมนต์สินค้าที่ตอบโจทย์เฉพาะตัวและการสร้างประสบการณ์ระดับลักชัวรีผ่านคอมมูนิตี้
สิ่งเหล่านี้ช่วยสร้างความแตกต่างและยกระดับมูลค่าเพิ่ม ทำให้วงการกล้องดิจิทัลสามารถปลุกบรรยากาศการจับจ่ายในช่วงไฮซีซั่น สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ และต่อยอดรายได้ให้กับผู้ประกอบการเติบโตได้ตามเป้าหมายท่ามกลางยุคสมัยที่เปลี่ยนไป
