Getty Images หนึ่งในบริษัทใหญ่วงการสื่อของสหรัฐฯ ซึ่งดังในเรื่องคลังภาพถ่าย ได้ยื่นขอพิทักษ์ทรัพย์จากการล้มละลายตามกฎหมายมาตรา 11 ของสหรัฐฯ เพื่อเดินหน้าสู่การปรับโครงสร้าง 

มี 5 สาเหตุที่ทำให้บริษัทใหญ่อายุกว่าสามทศวรรษต้องมาถึงจุดนี้ โดยสาเหตุแรกคือ การเข้ามาของแพลตฟอร์มเอไอสร้างภาพยอดฮิต

อย่าง Midjourney, DALL-E และ Stable Diffusion ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการจ่ายเงินเพื่อใช้ภาพในคลัง ซึ่งเป็นรายได้หลักของเก็ตตี้อิมเมจส์ 

เพราะเมื่อผู้ใช้งานสามารถสร้างรูปภาพจากเอไอเองได้ฟรีหรือในราคาถูกมาก ความต้องการซื้อภาพจากคลังของเก็ตตี้อิมเมจส์จึงลดลงอย่างมาก ซึ่งส่งผลต่อเนื่องไปถึงบริษัทลูกอย่าง ไอสต็อก อีกด้วย 

สาเหตุต่อมาที่ทำให้ล้มละลายก็ยังเป็นเอไอ เพราะนอกจากถูกเอไอแย่งตลาดภาพแล้ว เก็ตตี้อิมเมจส์ ยังต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายทางกฎหมายก้อนโตเพื่อปกป้องลิขสิทธิ์ภาพถ่ายของตนเอง 

โดยบริษัททุ่มเงินไปราว 17 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 570 ล้านบาท) ในการฟ้องร้องบริษัทเอไอ (โดยเฉพาะกรณีฟ้องร้องสตาบิลิตี้เอไอ) ทั้งในสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร 

เอไอยังเป็นเหตุผลที่ 3 ในการล้มละลายของ เก็ตตี้อิมเมจส์ โดยบริษัทต้องสูญเงิน 108 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3,600 ล้านบาท) ไปเปล่าๆ 

หลังดีลควบรวมกับชัตเตอร์สต็อก บริษัทคลังภาพคู่แข่งเพื่อสู้กับเอไอ ซึ่งเป็นข่าวใหญ่เมื่อต้นปี 2025 ต้องล่มไป เพราะรัฐบาลสหราชอาณาจักรเห็นว่าขัดต่อกฎหมายต่อต้านการผูกขาด 

ส่วนสาเหตุที่ 4 เป็นเรื่องของมูลค่าหุ้น โดยแม้ทำไอพีโอในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เมื่อปี 2022 ด้วยมูลค่าบริษัทสูงถึง 4,800 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 160,000 ล้านบาท) 

ทว่าจากนั้นราคาหุ้นของเก็ตตี้อิมเมจส์ก็ร่วงไม่หยุด ถึงขนาดที่เคยลงไปอยู่ที่ต่ำกว่า 1 ดอลลาร์ต่อหุ้น (ประมาณ 33 บาท) มาแล้ว ทำให้เสี่ยงที่จะถูกถอนออกจากตลาดหุ้น 

โดยมีปัญหาหนี้สินสะสมก้อนโตราว 2,100 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 70,000 ล้านบาท) จนบริษัทขาดสภาพคล่องและไม่สามารถลงทุนพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ได้อย่างที่ควรจะเป็น เป็นสาเหตุสุดท้ายของการล้มละลาย 

มีการวิเคราะห์กันว่าจากนี้สถานการณ์ของเก็ตตี้อิมเมจส์ น่าจะดีขึ้น จากเงินทุน 533 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ ล้านบาท)

ที่กลุ่มทุนในการบริหารของ ชาร์ลส์ โคช มหาเศรษฐีชาวอเมริกันอัดฉีดเข้ามา ซึ่งคงจะสามารถแก้ไขปัญหาสภาพคล่องและลดหนี้ต่างๆ ลงไปบ้าง 

ส่วนจากนี้ เก็ตตี้อิมเมจส์ จะเดินหน้าปรับโครงสร้าง เริ่มจากถอนตัวจากตลาดหุ้นแล้วเปลี่ยนเป็นบริษัทเอกชน ให้บริหารงานได้ยืดหยุ่นและคล่องตัวโดยไม่ต้องกดดันจากราคาหุ้นรายวัน 

ขณะที่แนวทางในการดำเนินธุรกิจก็จะหันมาเข้าสู่ตลาดเอไอ หรือเปลี่ยนจาก “ต่อต้านมาเป็นเข้าร่วม” มากขึ้น

โดยจะขายสิทธิ์ใช้งานภาพให้แก่บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำเพื่อนำไปใช้ฝึกฝนโมเดลเอไอ เพราะเห็นว่าเป็นแหล่งรายได้ใหม่ที่มีกำไรสูง 

ตามด้วยพัฒนา Generative AI ของตัวเองอย่างปลอดภัย ต่อยอดระบบจากการจับมือกับเอ็นวิเดีย ซึ่งชูจุดเด่นเรื่องความปลอดภัยทางกฎหมายสำหรับลูกค้าองค์กรที่ไม่ต้องกลัวโดนฟ้องเรื่องลิขสิทธิ์ 

ขณะเดียวกันก็จะหันไปให้ความสำคัญกับตลาดระดับบนและภาพข่าวเหตุการณ์สำคัญๆ อย่าง กีฬา ความบันเทิง และภาพเอ็กซ์คลูซีฟที่ใช้เอไอสร้างขึ้นไม่ได้ 

ทั้งนี้ เก็ตตี้อิมเมจส์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อกลางยุค 90 โดย โจนาธาน ไคลน์ กับ  มาร์ก เก็ตตี้ หลานของ เจ. พอล เก็ตตี้ มหาเศรษฐีน้ำมันชาวอเมริกัน ซึ่งในยุคหนึ่งเคยได้ชื่อว่ารวยที่สุดในโลก

แม้ทั้งคู่ไม่ได้อยู่วงการภาพและสื่อเลย เพราะอยู่ในแวดวงกฏหมายกับธนาคารแต่ก็เห็นช่องทางทำเงินจากธุรกิจคลังภาพถ่าย 

โดยหลังจากก่อตั้งบริษัทไม่นาน เก็ตตี้อิมเมจส์ ก็เดินหน้าซื้อกิจการบริษัทในธุรกิจภาพนับร้อยแห่ง รวมถึงไอสต็อกเมื่อปีจนขึ้นมาเป็นยักษ์ใหญ่ของวงการ 

แต่การเข้ามาของเอไอก็ส่งผลกระทบครั้งใหญ่ต่อเก็ตตี้อิมเมจจนต้องล้มละลายและถึงคราวปรับโครงสร้างในที่สุด / hollywoodreporter, petapixel, gettyimages, wikipedia