หุ้นในตลาดหลักทรัพย์เกาหลีใต้ที่ร่วงอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงการร่วงอย่างแรงในวันเดียวของดัชนี Kospi เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคมที่ผ่านมา ที่เรียกกันว่า Black Thursday
ได้ทำให้มูลค่าหุ้นที่กองทุนบำนาญแห่งชาติ (เอ็นพีเอส) ถือครองอยู่ในบริษัทจดทะเบียน 287 แห่ง ร่วงลงเหลือ 333.53 ล้านล้านวอน (ประมาณ 8.4 ล้านล้านบาท) จากสิ้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งเคยสูงถึง 515.93 ล้านล้านวอน (ประมาณ 13 ล้านล้านบาท)

โดยคิดเป็นมูลค่าที่สูญหายไปถึง 182.4 ล้านล้านวอน (ประมาณ 4.6 ล้านล้านบาท) ซึ่งถือเป็นการลดลงในไตรมาสเดียวที่รุนแรงที่สุด
ความสูญเสียในครั้งนี้กว่า 70% กระจุกตัวอยู่ในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ ได้แก่ หุ้น 2 บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของประเทศอย่าง เอสเค ไฮนิกซ์ และซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์
แม้ย้อนไปช่วงเดือนมีนาคมถึงกุมภาพันธ์ หุ้นชิปทั้งสองตัวเคยมียอดถือครองสูงถึง 55.7% ของพอร์ตหุ้นในประเทศ (เพิ่มขึ้นจาก 40.4% ณ สิ้นเดือนมีนาคม) ซึ่งเป็นช่วงตลาดขาขึ้นที่ช่วยดันผลตอบแทนให้สูงลิ่ว
แต่เมื่อตลาดเปลี่ยนเป็นขาลง การกระจุกตัวและพึ่งพาหุ้นสองตัวนี้มากเกินไปจึงกลายเป็นดาบสองคมที่ขยายความสูญเสียให้รุนแรงยิ่งขึ้น
ความเสียหายดังกล่าวทำให้เอ็นพีเอสถูกวิจารณ์อย่างหนัก โดยประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักที่สุดคือ กลยุทธ์การจัดสรรสินทรัพย์
ย้อนไปในเดือนมกราคม กองทุนได้สั่งระงับการปรับสมดุลพอร์ตชั่วคราว พร้อมปรับเพิ่มเป้าหมายการถือครองหุ้นในประเทศจาก 14.4% เป็น 14.9% และขยับขึ้นสูงถึง 20.8% ในเดือนพฤษภาคม
ส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นจริงพุ่งสูงถึง 29.1% ณ สิ้นเดือนมิถุนายน แม้จะกลับมาปรับสมดุลพอร์ตในเดือนกรกฎาคม แต่ก็สายเกินไปเมื่อเจอตลาดหุ้นดิ่งลงในเวลาต่อมา
ด้านพรรคพีเพิลพาวเวอร์ พรรคฝ่ายค้านในเกาหลีใต้ระบุว่าจะตรวจสอบให้แน่ชัดว่า การตัดสินใจของเอ็นพีเอสในครั้งนี้ ทำไปเพื่อความมั่นคงในวัยเกษียณของประชาชน หรือทำไปเพื่อตอบสนองความต้องการทางการเมืองของรัฐบาล
ฝ่ายคิม ซองจู ประธานเอ็นพีเอส ได้ออกมาปกป้องการตัดสินใจดังกล่าวว่า หากคณะกรรมการดำเนินงานตามกฎเดิมในเดือนมกราคม
โดยไม่ระงับการปรับสมดุลพอร์ต จะต้องเทขายหุ้นมากกว่า 8 แสนล้านวอนต่อวัน (ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท)
ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 10% ของมูลค่าการซื้อขายในตลาด ซึ่งจะสร้างความผันผวนและส่งผลกระทบต่อตลาดอย่างมหาศาล
ทั้งนี้ เศรษฐกิจของเกาหลีใต้เชื่อมโยงกับหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะชิปและเอไออย่างมาก
ดังนั้น เมื่อความกังวลต่อเรื่องนี้ในตลาดโลกจากทั้งการกลัวว่าเอไอจะเป็นภัยคุกคาม และความกังวลวิกฤตสิ่งแวดล้อมจากการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้น จึงทำให้นักลงทุนต่างชาติพากันเทขาย
นำมาสู่เหตุการณ์แบล็กเทิร์สเดย์ ซึ่งดัชนีคอสปีดิ่งลงอย่างมากตลอดวัน จนคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์เกาหลีใต้ต้องผ่อนคลายวิกฤตด้วย 2 มาตรการในวันเดียว คือ เซลล์ไซด์ไซด์คาร์ และเซอร์กิตเบรกเกอร์
แม้ใช้มาตรการเหล่านี้ต่อเนื่องกันแล้วก็ตาม แต่ในวันนั้นดัชนีคอสปิก็ยังไปปิดที่ 5,554.22 จุด ร่วงลงไปถึง 7.57% โดยถือเป็นการลดลงมากที่สุดในรอบ 6 เดือน
ทำให้มูลค่าตามราคาตลาดหายไปมากถึง 400 ล้านล้านวอน (ประมาณเกือบ 10 ล้านล้านบาท)

ส่วนกองทุนบำนาญแห่งชาติของเกาหลีใต้ ก่อตั้งเมื่อปี 1988 โดยเป็นกองทุนบำนาญใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ของโลก รองจากของนอร์เวย์และญี่ปุ่น จึงสำคัญต่อทั้งการออมของคนวัยเกษียณที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก และเศรษฐกิจของประเทศ / koreanjoonganddaily
