วันนี้ (15 ตุลาคม 2026) ดัชนี KOSPI ในตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ปิดที่ 5,554.22 จุด ร่วงลงไปถึง 7.57% โดยถือเป็นการลดลงมากที่สุดในรอบ 6 เดือน
และทำให้มูลค่าตามราคาตลาด (Market Cap) หายไปมากถึง 400 ล้านล้านวอน (ประมาณเกือบ 10 ล้านล้านบาท)
บรรยากาศในตลาดหุ้นเกาหลีใต้ตลอดวันถูกจับตามองอย่างมาก เพราะเกิดการเทขายอย่างหนักจากนักลงทุนต่างชาติต่อเนื่องมาแล้ว 8 วัน
จนทางคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ของประเทศต้องใช้มาตรการ “เซอร์กิตเบรกเกอร์” เพื่อพักการซื้อ-ขายไปเมื่อช่วงเที่ยงวันตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นครั้งที่ 10 ของปีนี้
ตามหลังจากมาตรการ “เซลล์ไซด์ ไซด์คาร์” เพื่อควบคุมและบรรเทาความผันผวนของตลาดหุ้นชั่วคราว เมื่อช่วงสายของวันเดียวกัน

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้หุ้นเทคโนโลยีสำคัญๆ ของประเทศ อย่าง แอลจี เอนเนอร์ยี่ โซลูชัน, ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ และเอสเค ไฮนิกซ์ ต่างพากันร่วง 4.62%, 9.48% และ 11.06% ตามลำดับ
สื่อเกาหลีใต้เรียกเหตุการณ์ในวันนี้ว่า แบล็กเทิร์สเดย์ หรือวันพฤหัสบดีทมิฬ สะท้อนว่าเป็นวิกฤตแบบเดียวกับวิกฤตใหญ่ๆ ก่อนหน้านี้ เช่น วิกฤตเศรษฐกิจเอเชียปี 1997 วิกฤตหุ้นบริษัทออนไลน์ในสหรัฐฯ (วิกฤตดอตคอม) ปี 2000
และวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่เริ่มจากสหรัฐฯ (หรือแฮมเบอร์เกอร์ปี 2008) ซึ่งต่างก็ส่งผลอย่างรุนแรงต่อตลาดหุ้นเกาหลีใต้
เหตุการณ์แบล็กเทิร์สเดย์ ของเกาหลีใต้ เกิดจากความกังวลเรื่องความคุ้มค่าในการลงทุนในธุรกิจเอไอ และแนวโน้มชะลอตัวของอุตสาหกรรมชิปที่เกี่ยวเนื่องกัน ซึ่งเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ต่างก็เชื่อมโยงและพึ่งพาอุตสาหกรรมเหล่านี้อย่างมาก
ปัจจัยที่ทำให้ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ร่วงลงอย่างรุนแรง ไม่ได้หมดแค่นั้น โดยยังมาจาก การเปิดเผยตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (ซีพีไอ) ในสหรัฐฯ เมื่อเดือนกันยายนที่สูงเกินคาด
จนเพิ่มความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจต้องเดินหน้าเข้มงวดนโยบายการเงินต่อ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ทะยานเหนือระดับ 5.3%
อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นนี้ถือเป็นต้นทุนการกู้ยืมที่หนักหน่วงสำหรับบริษัทเทคโนโลยีที่ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเอไอซึ่งต้องใช้เงินมหาศาลในการซื้อชิป ระบบพลังงาน และฮาร์ดแวร์ต่างๆ
ส่งผลให้หุ้นกลุ่มเอไอในสหรัฐฯ อย่าง คอร์แวร์, เนบิอุส, ออราเคิล และเดลล์ ร่วงลงไปแล้วก่อนหน้านี้
ฮัน จียอง นักวิเคราะห์หุ้นจากคิวูม เซคเคียวริตีส์ ชี้ว่า ผลประกอบการไตรมาส 3 ที่กำลังจะประกาศนี้ จะเป็นบททดสอบสำคัญอีกครั้ง
ที่จะพิสูจน์ว่าบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำจะสามารถคลายความกังวลเรื่องเอไอได้เหมือนที่ทำได้ในไตรมาส 2 หรือไม่
แต่ก่อนที่ผลประกอบการยังไม่ได้ประกาศออกมา ความกังวลก็ยังจะมีอยู่และตลาดหุ้นจะยังคงมีความผันผวนสูงต่อไป
ขณะที่ยุน จองอิน ซีอีโอชาวเกาหลีใต้แห่งบริษัทจัดการสินทรัพย์ในสิงคโปร์มองว่า แม้นักลงทุนต่างชาติจะยังคงขายหุ้นเกาหลีในระยะสั้น แต่ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าจะถอนทุนออกในระยะยาว
โดยหากอัตราดอกเบี้ยเริ่มนิ่งและแรงซื้อต่างชาติขยับกลับมา หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีหรือบลูชิปที่ราคาปรับลงมาแรงก่อนหน้านี้จะเป็นตัวนำการฟื้นตัว
ฝ่ายที่กำกับดูแลด้านการเงินของเกาหลีใต้ ได้จัดประชุมด่วนในวันเดียวกันเพื่อสยบความตระหนกจากเหตุการณ์ แบล็กเทิร์สเดย์ โดยแถลงยืนยันว่า
แรงเทขายที่เกิดขึ้นนั้นแม้จะรุนแรง แต่ภาคอุตสาหกรรมหลักของประเทศยังคงมีขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับโลก และเศรษฐกิจโดยรวมยังมีเสถียรภาพที่แข็งแกร่ง
ทั้งนี้ความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ชิปและเอไอของเกาหลีใต้ท่ามกลางความกังวลเรื่องภัยคุกคามจากเอไอ ได้ทำให้คนจำนวนไม่น้อยในประเทศ โดยเฉพาะวัยทำงานที่ไปลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีต้องสูญเงินก้อนใหญ่
จนกระทบต่อรายได้ เงินเก็บ และโครงการในอนาคตที่วางไว้ เช่น คิม ยงจุน นายธนาคารหนุ่ม ที่เสียเงินไป 20 ล้านวอน (ประมาณ 500,000 บาท) จากวิกฤตครั้งนี้
จนเขาต้องจับมือกับเพื่อนสาวทำงานเก็บเงินกันใหม่ และเลื่อนการแต่งงานออกไป
ขณะที่ พัค ซานยอง ฝ่ายการตลาดของบริษัทแห่งหนึ่งต้องเลื่อนการลาออกไปเปิดธุรกิจตัวเองออกไป เพราะสูญเงินไปก้อนใหญ่จากขาลงของตลาดหุ้นในประเทศเพราะความกังวลเรื่องเอไอ / koreatimes, reuters
