ในมุมมองของคนทั่วไป การไถฟีดสมาร์ตโฟนบน ไอโฟน, โยนคำถามใส่ แชตจีพีที หรือดูหนังสตรีมมิงด้วยความละเอียดระดับโฟร์เคบนเน็ตฟลิกซ์ คือเทคโนโลยีที่ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น
แต่ในมุมมองของเกาหลีใต้และไต้หวัน นี่คือสมรภูมิการแข่งขันที่สำคัญตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา
เกาหลีใต้และไต้หวัน เปิดศึกเพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่ในเทคโนโลยีขั้นพื้นฐานแห่งยุคดิจิทัล ตั้งแต่โทรทัศน์ สมาร์ตโฟน ไปจนถึงชิปหน่วยความจำ มาอย่างยาวนาน
แต่ในวันนี้ ความขัดแย้งดังกล่าวหักมุมไปอีกทางหนึ่ง ซึ่งบีบให้ทั้งสองประเทศต้องมาจับมือกัน
โดยที่มาของสถานการณ์นี้คือ “ตัวเร่งความเร็ว เอไอ” (เอไอ แอคเซเลอเรเตอร์) ฮาร์ดแวร์ประมวลผลประสิทธิภาพสูงที่สามารถคำนวณข้อมูลนับล้านล้านชุดได้ในเสี้ยววินาทีเพื่อฝึกฝนเอไอ
ซู เอริก คิม ศาสตราจารย์พิเศษชาวเกาหลีใต้ในมหาวิทยาลัยเคโอ ในญี่ปุ่น กล่าวว่า เกาหลีใต้กับไต้หวัน ไม่มีเวลามานั่งทะเลาะกันแบบเดิมๆ อีกแล้ว เพราะดีมานด์ตลาดล้นทะลัก ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือต้องร่วมมือกันผลิตและส่งสินค้าให้ทัน
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเอไอ ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดทั่วโลก ส่งผลให้ซัพพลายเชนของผู้นำตลาดชิปอย่าง เอ็นวิเดีย และ เอเอ็มดี ตึงตัวอย่างหนักจนเกินกว่าที่ประเทศใดประเทศหนึ่งจะรับมือไหว
วิกฤตนี้สะท้อนออกมาในงานแสดงเทคโนโลยีที่ไต้หวันเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดย ซีอีโอของ เอ็นวิเดีย ซึ่งเป็นชาวไต้หวันที่ไปใช้ชีวิตในสหรัฐฯ ถึงกับเขียนข้อความลงบนเวเฟอร์หน่วยความจำของ เอสเค ไฮนิกซ์ ยักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้ด้วยตัวเองว่า “โปรดผลิตให้มากกว่านี้”
ความเป็นยักษ์ใหญ่และคู่ปรับแต่ต้องมาพึ่งพากันของเกาหลีใต้และไต้หวันใต้ยังสะท้อนออกมาผ่านเซิร์ฟเวอร์ของดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลก ที่ระบบประมวลผลใช้ชิปของ ทีเอสเอ็มซี ซึ่งเป็นบริษัทไต้หวัน

ส่วนหน่วยความจำใช้แบบประสิทธิภาพสูง (เอชบีเอ็ม) เป็นของเอสเค ไฮนิกซ์ หรือ ซัมซุง จากเกาหลีใต้
ขณะที่เมื่อนำมารวมกัน ทำขึ้นที่โรงงานในไต้หวันซึ่งประกอบเป็นตู้เซิร์ฟเวอร์พร้อมระบบระบายความร้อนสุดล้ำ ส่งออกไปขับเคลื่อนโลกในยุค เอไอ ซึ่งสำคัญต่อกิจการในด้านต่างๆ
ตัวแทนของ เอสเค ไฮนิกซ์ กล่าวว่า ในยุคเอไอแค่ความสามารถทางเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ แต่เป็นการผลิตและส่งมอบสินค้าได้ตามจำนวนพร้อมในเวลาที่ลูกค้าต้องการต่างหากคือความได้เปรียบในการแข่งขันที่แท้จริง
ก่อนที่สถานการณ์จะบีบให้ต้องมาร่วมมือกัน เกาหลีใต้กับไต้หวัน เหมือนกันในหลายๆ ด้าน โดยในอดีตต่างก็เคยเป็นดินแดนในปกครองของญี่ปุ่น
พอหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งสองประเทศต่างเปลี่ยนผ่านจากระบอบเผด็จการสู่ประชาธิปไตย และใช้ยุทธศาสตร์การส่งออกขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอุตสาหกรรมเดียวกัน
ตั้งแต่อุตสาหกรรมสิ่งทอในยุค 60 ต่อด้วยเครื่องใช้ไฟฟ้าในยุค 70 และ 80 จนกระทั่งก้าวเข้าสู่ยุคชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ การแข่งขันก็ยิ่งทวีความรุนแรง
ซึ่งแบรนด์โน้ตบุ๊กไต้หวันอย่าง เอเซอร์ และ เอซุส ต้องขับเคี่ยวกับ ซัมซุง และ แอลจี ส่วน ในตลาดสมาร์ตโฟน เอชทีซี ของไต้หวันก็ต้องชนกับ ซัมซุง ของเกาหลีใต้
แต่ไต้หวันมักเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ เมื่อกลุ่มทุนขนาดใหญ่ของเกาหลีใต้ (แชโบล) รวมซัพพลายเชนไว้ในมือได้แบบครบวงจร
เรื่องนี้สะท้อนออกมาผ่านบทความในปี 2013 ของนิตยสารธุรกิจในไต้หวันที่เปิดเผยว่า ย้อนไปในปี 2008 ผู้บริหาร ซัมซุง ถึงสั่งใช้แผน “จัดการไต้หวัน” เพื่อทำลายไต้หวันในทุกอุตสาหกรรม
การขับเคี่ยวกันของสองประเทศยังไม่จบแค่นั้น โดยในอุตสาหกรรมรับจ้างผลิตชิป ที่ ทีเอสเอ็มซี ครองโลกอยู่ในปัจจุบัน
โดยแม้ช่วงแรก ซัมซุง ก็นำหน้าไปก่อนจากการได้สัญญาผลิตชิปประมวลผลให้ ไอโฟน ของ แอปเปิล
แต่ท้ายที่สุด ทีเอสเอ็มซี ก็แย่งเค้กชิ้นโตนี้มาได้สำเร็จ เนื่องจาก แอปเปิล ต้องการลดการพึ่งพาซัมซุง ซึ่งเป็นคู่แข่งในตลาดสมาร์ตโฟนโดยตรง
จุดแข็งที่ทำให้ไต้หวันพลิกกลับมาชนะ คือการสร้าง ระบบนิเวศในเทคโนโลยีเฉพาะทาง ต่างจากเกาหลีใต้ที่ทำทุกอย่างในบริษัทเดียว
อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไต้หวันประกอบด้วยซัพพลายเออร์รายย่อยนับร้อยรายที่เชี่ยวชาญในแต่ละขั้นตอน มีความยืดหยุ่นสูง และปรับตัวได้รวดเร็ว
พอมาในยุค เอไอ ไต้หวันยิ่งแรงขึ้นไปอีก โดยบริษัทไต้หวันครองตลาดส่วนใหญ่ตั้งแต่วงจรจ่ายไฟ บรรจุภัณฑ์ชิป ไปจนถึงระบบระบายความร้อน
ส่งผลให้เศรษฐกิจไต้หวันเติบโตสูงสุดในรอบ 15 ปี ที่ 8.7% เมื่อปี 2025 และคาดว่าจะพุ่งสูงถึง 11.05% ในปี 2026 ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดในรอบ 39 ปี
นี่ส่งผลต่อเนื่องให้ จีดีพี ต่อหัวของไต้หวันแซงหน้าเกาหลีใต้ได้เป็นครั้งแรกในรอบกว่าสองทศวรรษ และล่าสุดรัฐบาลไต้หวันได้แจ้งข่าวดีให้ประชาชนได้ทราบ
นั่นคือ ในต้นปี 2027 จะแจกเงินให้ประชาชนเฉลี่ยคนละ 10,000 บาท เพราะรายได้จากอุตสาหกรรมชิปของประเทศที่สืบเนื่องมาจากการพัฒนาเอไอ เพิ่มขึ้นอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะแข่งกันดุเดือด แต่ที่สุดความต้องการเอไอ ก็บีบให้ทั้งคู่ต้องพึ่งพากันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ซัมซุง และ เอสเค ไฮนิกซ์ของเกาหลีใต้ ครองตลาดหน่วยความจำแบนด์วิธสูง (เอชบีเอ็ม) สำหรับ เอไอ ถึง 80% ของโลก
แต่ ทีเอสเอ็มซีของไต้หวัน ก็เป็นบริษัทเดียวที่สามารถนำ เอชบีเอ็ม เหล่านั้นมาประกอบเข้ากับชิปประมวลผลผ่านเทคโนโลยีขั้นสูง
สื่อในไต้หวัน นิยามความสัมพันธ์นี้ว่าเป็น Frenemy หรือ ศัตรูที่รัก โดยทั้งสองประเทศเป็นมิตรที่ถูกขับเคลื่อนด้วยดีมานด์ของ เอไอ แต่เบื้องหลังยังคงเต็มไปด้วยความระแวงและความเป็นคู่แข่งกัน
และในโลกยุคใหม่ ไม่มีประเทศใดสามารถสร้างอุตสาหกรรม เอไอ ได้ด้วยตัวเองเพียงผู้เดียว
แต่ประเทศที่สามารถผลิตชิ้นส่วนและรวบรวมเทคโนโลยีชิปให้มีประสิทธิภาพสูงสุดได้เท่านั้น จึงจะเป็นผู้รอดและครองความเป็นใหญ่ในซัพพลายเชนโลกต่อไป
ซึ่งที่สุดก็บีบให้สองประเทศชั้นนำในตลาดต้องหันมาพึ่งพากัน เช่นในกรณีของ ไต้หวันและเกาหลีใต้นั่นเอง / cnn
