โมโน เน็กซ์ ทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่การเป็นบริษัท ‘Streaming First’ มุ่งเจาะตลาดสปอร์ตคอนเทนต์ระดับพรีเมียม นำโดย ‘พรีเมียร์ลีก-วอลเลย์’ และออริจินัลคอนเทนต์ หวังดันฐานสมาชิกแพลตฟอร์ม Monomax ราว 3.5 ล้านรายให้เติบโตอย่างยั่งยืน

คุณนวมินทร์ ประสพเนตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการ บริษัท โมโน เน็กซ์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทิศทางหลักของบริษัทต่อจากนี้ คือการมุ่งเน้นให้บริการผ่านระบบสตรีมมิ่งเป็นหลักภายใต้แอปพลิเคชัน ‘Monomax’ ที่มียอดผู้ใช้งานรวมในระบบราว 3.5 ล้านราย
“จากจุดเริ่มต้นในยุคเอสเอ็มเอส คอนเทนต์ (SMS Content) ก้าวสู่ยุคดิจิทัลทีวี และในปัจจุบันนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีดิจิทัลได้ก้าวไปสู่ยุคการสตรีมมิ่งอย่างเต็มรูปแบบแล้ว การพึ่งพารายได้โฆษณาเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแบกรับค่าลิขสิทธิ์คอนเทนต์คุณภาพสูงได้อีกต่อไป”
“โจทย์ใหญ่ของบริษัทคือการสร้างความแตกต่างด้วยคอนเทนต์คุณภาพเพื่อผลักดันยอดสมาชิกให้เติบโต โดยพร้อมประกาศตัวอย่างเป็นทางการในการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่การเป็นบริษัท Streaming First อย่างสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์”
กลุ่มสปอร์ตคอนเทนต์ ซึ่งถือเป็นทัพหน้าในการบุกตลาด ได้เน้นการคัดเลือกกีฬาที่ได้รับความนิยมในระดับแมสและเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณความหลากหลาย
นำทัพโดยลิขสิทธิ์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ, เอฟเอคัพ, ฟุตบอลยูโร 2028 และการคว้าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกต่อเนื่องไปจนถึงปี 2030 ควบคู่ไปกับการจับมือแบบเอ็กซ์คลูซีฟกับ “Volleyball World” เพื่อถ่ายทอดสดวอลเลย์บอลรายการระดับโลก
ซึ่งการเข้ามาของสปอร์ตคอนเทนต์อย่างวอลเลย์บอลยังสร้างปรากฏการณ์เปลี่ยนผ่านโครงสร้างประชากรผู้ใช้งาน Monomax อย่างมีนัยสำคัญ
จากเดิมที่มีสัดส่วนผู้ชายสูงถึง 70% และผู้หญิง 30% กลับพบว่ามีกลุ่มผู้ใช้งานเพศหญิงหลั่งไหลเข้ามาสมัครแพ็กเกจ Volleyball World จนกลายเป็นกลุ่มนำ ส่งผลให้ฐานผู้ชมมีความหลากหลายและสมดุลมากขึ้น
บริษัทยังมีเป้าหมายสำคัญในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการสมัครของลูกค้า Monomax จากเดิมที่นิยมสมัครแบบรายเดือนซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 70% ให้หันมาสมัครแพ็กเกจแบบรายปีทั้งหมด ผ่านการจัดทำแคมเปญราคาพิเศษเพื่อมอบความคุ้มค่าแบบไร้รอยต่อตลอดทั้งปี
กลุ่มออริจินัลคอนเทนต์ ถือเป็นทัพหลังที่เข้ามาเติมเต็มระบบนิเวศ โดยมุ่งผลิตซีรีส์และละครเพื่อตอบโจทย์ผู้ชมสามกลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มผู้ชายสายกีฬาที่นิยมแนวแอ็กชันและทริลเลอร์ กลุ่มผู้หญิงสายวอลเลย์บอลที่ชื่นชอบแนวโรแมนติกคอมเมดี้ และกลุ่มผู้ชมที่ชื่นชอบซีรีส์ยูริ หรือ Girl’s Love (GL) ซึ่งเรื่องแรกอย่าง ‘Heart Code: สืบลับจับใจ’ ก็ได้รับกระแสตอบรับถล่มทลาย
ขณะเดียวกัน บริษัทได้งัด ‘กลยุทธ์ 72 ชั่วโมง’ เข้ามาสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้า เพื่อดึงดูดให้คอกีฬากลับเข้ามาใช้งาน Monomax อย่างต่อเนื่องภายในสองถึงสามวันหลังจบการแข่งขันสด
กลยุทธ์ดังกล่าวขับเคลื่อนผ่านการนำเสนอไฮไลท์ฉบับย่อ รายการรีแคป และการวิเคราะห์เจาะลึก รวมถึงการสร้างแฟนคอมมูนิตี้ผ่านกิจกรรมวอทช์ปาร์ตี้และการพาสมาชิกบินลัดฟ้าไปชมฟุตบอลที่อังกฤษ
นอกจากการให้บริการสตรีมมิ่งแล้ว สำหรับการถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษและทัวร์นาเมนต์สำคัญ บริษัทยังคงใช้ยุทธศาสตร์การทำงานคู่ขนานระหว่างทีวีดิจิทัลและระบบสตรีมมิ่งออนไลน์
ปรับบทบาทของฟรีทีวีช่อง ‘MONO29’ ให้เป็นช่องทางทำการตลาดเพื่อส่งผ่านผู้เข้าชมและสร้างฐานสมาชิกให้ไหลเข้าสู่ระบบออนไลน์ของ Monomax เป็นหลัก
ซึ่งการถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกบางคู่ผ่านช่องฟรีทีวี MONO29 จะถูกพิจารณาคัดเลือกตามความเหมาะสมของช่วงเวลา ความนิยม และกระแสตอบรับ เพื่อดึงดูดผู้ชมข้ามแพลตฟอร์มให้เข้ามาอยู่ในระบบนิเวศของบริษัท
ด้านตลาดต่างประเทศและการสร้างรายได้ ถือเป็นพื้นที่แห่งการเติบโตใหม่ โดยบริษัทได้ขยายขอบเขตการสตรีมมิ่งฟุตบอลพรีเมียร์ลีกไปยังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านการขายลิขสิทธิ์ช่วงร่วมกับพันธมิตรในประเทศเวียดนามที่จะเริ่มให้บริการเต็มรูปแบบในเดือนสิงหาคมนี้
พร้อมกันนี้ บริษัทยังเตรียมเปิดตัวโมเดลธุรกิจสตรีมมิ่งฟรีแบบมีโฆษณาคั่น เพื่อแปลงฐานคนดูฟรีที่มีอยู่หลายล้านรายให้กลายมาเป็นพื้นที่โฆษณาออนไลน์ โดยใช้ข้อมูลพฤติกรรมการรับชมมาช่วยให้แบรนด์สื่อสารได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย
ขณะเดียวกัน บริษัทยังได้รับการชี้แนะแนวทางจากทางพรีเมียร์ลีกอังกฤษโดยตรงในการศึกษาและประเมินความพร้อมเพื่อจัดทำระบบลีก ‘พรีเมียร์ลีกเยาวชน’ (Premier League Youth League) พร้อมทั้งเดินหน้าพัฒนาสนามฟุตบอล 7 คนและส่งเสริมกิจกรรมกีฬาในระดับท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากบริษัทวางบทบาทให้เยาวชนเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก และเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญที่จะเติบโตขึ้นมาเป็นฐานสมาชิกของ Monomax ในอนาคต
Marketeer FYI
ช่วงปลายปี 2024 บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS ประกาศคว้าสิทธิ์ในการถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีก และ เอฟเอคัพ ฤดูกาล 2025-2026 และต่อเนื่อง 6 ฤดูกาล แต่เพียงผู้เดียวใน 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย กัมพูชา และลาว โดยมูลค่าของดีลนี้สูงถึง 19,167 ล้านบาท
การได้รับลิขสิทธิ์ในครั้งนั้น ถือเป็นก้าวสำคัญของ JAS และ MONO ในการร่วมกันขยายธุรกิจด้านคอนเทนต์ เนื่องจากมีความพร้อมจากเงินทุนภายหลังการขายธุรกิจ 3BB ให้ บมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส (AIS) รวมถึงการกระจายพอร์ตการลงทุนครอบคลุมทั้งธุรกิจด้านเทคโนโลยี ภายใต้การนำของ JTS และธุรกิจด้านโทรคมนาคม ภายใต้การนำของ JASTEL
ซึ่งต่อมา JAS ได้ประกาศนำแอปพลิเคชั่นสตรีมมิ่ง Monomax เป็นช่องทางหลักสำหรับการเผยแพร่การแข่งขันพรีเมียร์ลีก และเอฟเอ คัพ ด้วยเหตุผลที่ บริษัท โมโน เน็กซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ Mono เจ้าของแพลตฟอร์ม Monomax ผ่านบริษัท โมโน สตรีมมิ่ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ Mono และ JAS มีผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นคนเดียวกัน คือ ‘พิชญ์ โพธารามิก’ ที่ถือหุ้นใน JAS 52.07% และ Mono 57.73%
