ดาริโอ อะโมเดอี ซีอีโอของ Anthropic บริษัทเอไอใหญ่ของสหรัฐฯ ได้เสนอแนวคิดให้ค่ายเทคโนโลยีทั่วโลกรวมถึงจีน ร่วมมือกันชะลอความเร็วในการพัฒนาเอไอรุ่นใหม่ๆ
แต่ยอมรับตามตรงว่าความท้าทายที่ยากที่สุดคือจะทำอย่างไรหากประเทศคู่แข่งอย่างจีนปฏิเสธที่จะชะลอตาม
เพราะผลประโยชน์ทางทหารและการแข่งขันที่สูงเกินกว่าจะยอมเสียเปรียบ อย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่าทุกฝ่ายควรพยายามผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจัง

ความกังวลและข้อเรียกร้องของ ดาริโอ อะโมเดอี มาจากการที่ ปัจจุบันจีนถือเป็นประเทศชั้นนำด้านเอไออันดับต้นๆ ของโลก และเปลี่ยนจากผู้ตามแบบถูกทิ้งห่าง มาเป็นคู่แข่งที่ไล่บี้สหรัฐฯ แบบหายใจรดต้นคอเต็มตัวแล้ว
ทั้งจำนวนบุคลากร และความสำเร็จทางธุรกิจกับการลงทุนของบริษัทเอไอ ดังกรณีของแชตบอตเอไอจีน ดีพซีก ที่เมื่อต้นปี 2025 ถูกดาวน์โหลดไปใช้เป็นจำนวนมากในแอปสโตร์ ทั้งที่ใช้ต้นทุนและพลังงานการคำนวณที่ต่ำกว่ามาก
นี่สร้างความตกใจให้นักลงทุน จนฉุดมูลค่าหุ้นเทคโนโลยีชั้นนำของสหรัฐฯ หลายบริษัทวูบหายไปถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 33 ล้านล้านบาท)
นอกจากนี้ จีนยังใช้กลยุทธ์แจกจ่ายโมเดลแบบ open-weight ให้ใช้งานฟรีทั่วโลก และแอบใช้วิธีนำผลลัพธ์จากโมเดลฝั่งอเมริกาไปย่อส่วนฝึกฝนต่อ เพื่อย่นระยะเวลาพัฒนา
ความก้าวหน้าด้านเอไอของจันมีสาเหตุสำคัญมาจากเอไอเป็น 1 ใน 3 อุตสาหกรรมในภายภาคหน้าที่จีนกำลังมุ่งพัฒนา เพราะเห็นว่าสำคัญต่ออนาคตประเทศ ร่วมกับหุ่นยนต์และนวัตกรรมด้านยา
นี่จึงส่งผลให้ช่องว่างทางเทคโนโลยีแคบลงเรื่อยๆ จนส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและสร้างความกดดันให้สหรัฐฯ
ดาริโอ อะโมเดอี กล่าวถึงว่า ปัจจุบันวงการเอไอกำลังเจอปัญหาเรื่องกับดักความปลอดภัย โดยหากสหรัฐฯ ยอมชะลอการพัฒนาเอไอ เพื่อเปิดทางให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความเสี่ยงด้านจริยธรรมและภัยไซเบอร์
แต่จีนกลับปฏิเสธที่จะชะลอตามและมุ่งกดคันเร่งต่อ สหรัฐฯ ก็จะสูญเสียความได้เปรียบทางการทหารและการค้าอย่างมหาศาล
อย่างไรก็ตาม หากทุกฝ่ายต่างเร่งพัฒนาเอไอโดยไม่สร้างเกณฑ์ควบคุมความปลอดภัยด้านเอไอร่วมกันทั่วโลก สุดท้ายเทคโนโลยีนี้ก็อาจฉลาดเกินไปและหลุดรอดจากการควบคุมของมนุษย์ ซึ่งถือเป็นอันตรายร้ายแรงต่อมนุษยชาติเหมือนกันหมด
ในขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ กำลังถกเถียงเรื่องการชะลอความเร็ว แต่ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน ได้ชิงความได้เปรียบ ด้วยกล่าวถึงเรื่องนี้ระหว่างการประชุมกลุ่ม BRICS เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า
จีนขอเรียกร้องให้จัดทำ กรอบการกำกับดูแลเอไอระดับโลกที่เกิดจากฉันทามติร่วมกัน โดยที่จีนขอเป็นผู้นำในการจัดตั้ง ชุมชนเอไอแบบโอเพ่นซอร์สของกลุ่มบริกส์ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาและประยุกต์ใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ร่วมกันในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา
ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแม้จีนยังคงเดินหน้าขยายอิทธิพลทางเทคโนโลยีเอไอแบบโอเพ่นซอร์ส และก็พร้อมร่วมมือหาทางควบคุม
ดังนั้นจึงต้องจับตาดูการเยือนสหรัฐฯ ของผู้นำจีนช่วงปลายเดือนกันยายนนี้ว่า จะมีการหารือเรื่องนี้กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หรือไม่
ทั้งนี้เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ดาริโอ อะโมเดอี ได้เรียกร้องให้บริษัทเอไอทั้งหมดชะลอการพัฒนาเอไอ เพราะหวั่นว่าจะฉลาดเกินไปจนเป็นอันตราย
ซึ่งคนดังๆ ในวงการเดียวกัน อย่าง แซม อัลต์แมน ซีอีโอโอเพ่นเอไอ, เดมิส ฮัสซาบิส ผู้บริหารของกูเกิล ดีพไมนด์ และ อเล็กซานเดอร์ หวัง ผู้บริหารปีกเอไอของเมตา รวมไปถึง อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีเทคโนโลยีระดับโลก ก็เห็นด้วย
ดาริโอ อะโมเดอี เสนอให้ชะลอและตีกรอบพัฒนาเอไอตาม 3 แนวทางนี้ เริ่มจากอนุญาตให้หน่วยงานภายนอกเข้าตรวจสอบ ต่อด้วยสร้างมาตรฐานร่วมในกลุ่มประเทศประชาธิปไตย
และปิดท้ายด้วยการร่วมมือระหว่างรัฐบาลไม่ว่าจะปกครองด้วยระบอบใด ซึ่งจีนก็อยู่ในข้อสุดท้าย เพราะแม้ปกครองด้วยระบบสังคมนิยมพรรคเดียว

ต่างจากสหรัฐฯ อย่างสิ้นเชิง แต่จีนก็ถือเป็นประเทศมหาอำนาจทั้งทางเศรษฐกิจ การผลิตและเทคโนโลยี รวมถึงด้านเอไอด้วย
โดยสื่อตะวันตกบางสำนักและคนในวงการเทคโนโลยีบางส่วนถึงขั้น เปรียบเทียบแล้วว่า การชะลอพัฒนาและตีกรอบเอไอ จะเป็นประโยชน์ทั้งโลก ไม่ต่างจากสนธิสัญญาลดการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ ระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซียในอดีต / cnbc, time
