หมู่บ้านในย่านมีอา ชานกรุงโซลของเกาหลีใต้เคยคึกคักอย่างมาก เพราะมีคนมาดูดวงกันอย่างไม่ขาดสาย แต่ปัจจุบันกลับเงียบเหงาลงอย่างเห็นได้ชัด 

เพราะบรรดาสายมูยุคนี้ต่างหันไปใช้บริการตรวจดวงเอไอทางออนไลน์ แทนที่การทำนายทายทักจากตำรับโบราณ ตามความเชื่อของเกาหลีใต้ที่มีมานานหลายร้อยปี 

ซง โอซุน วัย 86 ปี คือหนึ่งในหมอดูผู้พิการทางสายตากลุ่มสุดท้ายของชุมชนแห่งนี้ ซึ่งในอดีตเคยเป็นที่พึ่งทางใจให้ชาวเกาหลีใต้หลายรุ่นที่เดินทางมาค้นหาคำตอบของชีวิต ตั้งแต่เรื่องโรคภัยไข้เจ็บ การงาน เงินทอง ความรัก ไปจนถึงโชคชะตา 

ในประเทศที่เอไอแทรกอยู่แทบทุกอณูของชีวิตอย่างเกาหลีใต้ ปัญหาใหญ่ของหมู่บ้านไม่ใช่ความเชื่อเรื่องการดูดวงที่เสื่อมถอยลง แต่เป็นวิธีเข้าถึงการดูดวงที่เปลี่ยนไป หลังการใช้เอไอดูดวงทวีความนิยม 

ขณะที่เทคโนโลยีก้าวหน้าแต่ คุณยายซง และคนในหมู่บ้านนี้ส่วนใหญ่กลับปฏิเสธการเข้าสู่โลกออนไลน์ โดยเลือกพึ่งพาตำราอักษรเบรลล์ตามหลัก “เสาหลักแห่งโชคชะตาทั้งสี่”

ควบคู่กับประสบการณ์กว่า 40 ปีในการเป็นผู้ฟังที่ดีซึ่งเธอเชื่อว่าเป็นทักษะที่เอไอไม่อาจเลียนแบบได้ 

คุณยายซง กล่าวว่า เคยมีคนที่สิ้นหวังจนอยากตายเดินทางมาที่นี่ แต่เธอก็เกลี้ยกล่อมให้พวกเขามีชีวิตต่อไป และตัวฉันเองก็เคยอยากตายเหมือนกัน แต่การได้มาทำอาชีพนี้ช่วยให้รอดชีวิตมาได้ 

หลังการดูดวงจากหมอดูพิการในเกาหลีใต้ลดลงไป ความเงียบสงบก็แทบจะเป็นเพียงสิ่งเดียวที่แวะเวียนมาหาคุณยายซง 

โดยจากเดิมที่ชุมชนแห่งนี้เคยมีหมอดูอาศัยอยู่มากถึง 70–80 คน แต่ปัจจุบันเหลือไม่ถึง 20 คน และหลายคนเสียชีวิตลง

ขณะที่ร้านรวงตามซอกซอยแคบๆ ในหมู่บ้านก็ปิดมืดสนิทอยู่หลังป้ายเก่าซีดจางที่ล่วงเลยไป และยังทำให้ร้านรวงในละแวกนี้ ที่ขายของให้กับผู้มาดูดวงต้องปิดตัวตามไปด้วย 

สื่อเกาหลีใต้รายงานว่า แม้เป็นประเทศเจริญแล้วและทันสมัยอันดับต้นๆ ของโลกแต่เกาหลีใต้ก็ยังเป็นประเทศที่เชื่อเรื่องลี้ลับและโชคชะตา 

ดังนั้นธุรกิจดูดวงในเกาหลีใต้ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าสูงถึง 1.4 ล้านล้านวอน (ราว 33,000 ล้านบาท) 

นี่ทำให้ หมอดูรุ่นใหม่ๆ พากันปรับตัว หันไปใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เพื่อให้ดึงดูดลูกค้า ซึ่งปัจจุบันดูดวงด้วยเอไอ โมเดลต่างๆ เช่น แชตจีพีทีและเจมิไน ที่ใช้ในการทำงานในชีวิตประจำวันอยู่แล้วกันมากขึ้น 

ตรงข้ามกับกลุ่มหมอดูรุ่นเก่า ที่ยังเชื่อในตำราโบราณและปฏิเสธเทคโนโลยี อย่าง คุณยายซง ที่ต้องขาดรายได้จนกล่าวได้ว่าตกงาน

นอกจากนี้แม้มีผู้ที่เชื่อเรื่องโชคชะตาบางส่วนยังมาถามกับหมอดูรุ่นเก่า เพราะอยากคุยกับคนมากกว่าเอไอ แต่ส่วนใหญ่ต่างยอมรับว่า ถามจากเอไอมากกว่า

เพราะความสะดวกกว่า จะถามกี่ครั้ง เมื่อไหร่ และเรื่องอะไรก็ได้ พร้อมกันนี้ก็ไม่ต้องเสียเงินเลย 

นี่จึงกล่าวได้ว่า หมอดูกลายเป็นอีกหนึ่งวงการในเกาหลีใต้ ที่เผชิญความเปลี่ยนแปลงอย่างมาก (Disrupt) ดังนั้นหมอดูรุ่นใหม่ที่ปรับตัวและนำเทคโนโลยี หรือศาสตร์สมัยใหม่มาช่วยจึงจะอยู่รอด

ส่วนหมอดูรุ่นเก่าที่ไม่อัปเดตหรือปฏิเสธเทคโนโลยี ก็ทยอยตกงานและล้มหายตายจากไป 

สำหรับ หมู่บ้านมีอาเริ่มก่อตั้งขึ้นในปี 1966 หลังจากหมอดูตาบอดคนแรกเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ในช่วงที่กรุงโซลกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในยุค 70 และ 80 จากการที่มีค่าเช่าถูกและมีผู้คนเดินผ่านไปมาจำนวนมาก 

คุณยาย ซง ซึ่งสูญเสียการมองเห็นจากโรคภัยในวัยเด็กก่อนสงครามเกาหลี เริ่มศึกษาการดูดวงตั้งแต่อายุ 11 ขวบ และก้าวเข้าสู่อาชีพนี้เต็มตัวในวัย 16 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่อาชีพที่ผู้พิการ โดยเฉพาะผู้หญิงในยุคนั้น สามารถทำได้เนื่องจากการกีดกันทางสังคม 

เธอกล่าวว่า ทุกวันนี้ ถ้าผู้พิการทางสายตามีพรสวรรค์ด้านดนตรี พวกเขาก็ไปเป็นนักดนตรีได้ แต่ในยุคที่ตนเสียดวงตาไป มันไม่มีตัวเลือกอื่นเลยนอกจากอาชีพหมอดู 

เธอเล่าต่อว่า ตลอดช่วงชีวิตของเธอ เกาหลีใต้ผ่านพ้นทั้งความสูญเสียจากสงครามเกาหลี การปกครองแบบเผด็จการทหาร และวิกฤตการเงินในยุค 90 จนกระทั่งก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจระดับโลกด้วยอุตสาหกรรมชิป และเอไอ 

ซึ่งความมั่งคั่งจากธุรกิจเหล่านี้ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต ทำให้ผู้คนที่เคยมาหาหมอดูเพื่อรักษาโรคภัยก็เปลี่ยนไปหาหมอที่โรงพยาบาลแทน 

ขณะเดียวกัน เอไอก็แย่งลูกค้าดูดวงไปจากเธอ เพราะในเมื่อดูดวงจากเอไอได้ฟรี แล้วจะมาจ่าย 50,000 วอน (ประมาณ 1,200 บาท) ให้เธอดูดวงทำไม 

คุณยายซง กล่าวทิ้งท้ายแบบยอมรับสภาพว่า เมื่อไปใช้เอไอดูดวงหรือดูดวงออนไลน์กันหมดแล้ว อาชีพหมอดูก็คงไม่จำเป็น 

แต่ก็ยังเชื่อว่า ดวงของแต่ละคนเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดมาแล้ว โดยหากตัดสินใจอย่างฉลาดและรอบคอบโชคดีก็มาหาทุกคนอย่างแน่นอน / teipeitimes-afp