หากพูดถึงเมกะบิวตี้สโตร์ที่มีบทบาทในตลาดค้าปลีกความงามของไทย ชื่อของ EVEANDBOY เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ผู้บริโภครู้จักกันดี
ล่าสุด บริษัท อีฟ แอนด์ บอย จำกัด (มหาชน) ยื่นไฟลิ่งต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เตรียมเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก หรือ IPO จำนวนไม่เกิน 170.354 ล้านหุ้น คิดเป็น 25.05% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดหลังการเสนอขาย
EVEANDBOY เตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ใช้ชื่อย่อหลักทรัพย์ “EB” อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมบริการ หมวดธุรกิจพาณิชย์ โดยมีบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน
ขณะนี้บริษัทมีหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้ว 509.70 ล้านหุ้น และจะเพิ่มเป็น 680.054 ล้านหุ้นหลัง IPO โดยมีมูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท ส่วนราคาเสนอขายและมูลค่าการระดมทุนยังไม่ได้กำหนด
เงินที่ได้จากการระดมทุนมีแผนนำไปใช้สำหรับขยายสาขาและเป็นเงินทุนหมุนเวียน เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะต่อไป
🟥EVEANDBOY ธุรกิจค้าปลีกความงาม 71 สาขา
บริษัท อีฟ แอนด์ บอย จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2559 (ต่อยอดจากจุดเริ่มต้นธุรกิจครอบครัวและสาขาแรกในจังหวัดมหาสารคาม โดย หิรัญ ตันมิตร) ดำเนินธุรกิจค้าปลีกสินค้าเพื่อความงามและสุขภาพแบบ Omni-channel ครอบคลุมทั้งหน้าร้าน physical store และช่องทางออนไลน์ ได้แก่ เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน E-Commerce และ Social Commerce
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 EVEANDBOY มีสาขาเปิดให้บริการรวม 71 แห่ง กระจายอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และจังหวัดหัวเมืองยุทธศาสตร์ทั่วประเทศ โดยชูจุดเด่นการเป็น “บิวตี้สโตร์ขนาดใหญ่” ที่สร้างประสบการณ์การเดินเลือกซื้อสินค้าอย่างมีอิสระให้แก่ผู้บริโภครุ่นใหม่
ภายในร้านมีสินค้าจำหน่ายมากกว่า 24,000 SKU (จากพอร์ตหมุนเวียนรวมหลายหมื่นรายการ) ครอบคลุม 4 กลุ่มหลัก ได้แก่
- ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว (Skincare)
- เครื่องสำอาง (Makeup)
- น้ำหอม (Fragrance)
- ผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล (Personal Care)
ความแข็งแกร่งด้านความหลากหลายของสินค้า (Variety) การการันตีสินค้าของแท้ 100% จากแบรนด์พาร์ทเนอร์ และนโยบายราคาที่คุ้มค่า (Value for Money) ส่งผลให้บริษัทฯ ก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดอย่างโดดเด่น
โดยข้อมูลจาก Euromonitor International ระบุว่า EVEANDBOY ครองส่วนแบ่งตลาดค้าปลีกเฉพาะทางด้านผลิตภัณฑ์ความงาม (Beauty Specialist Retailers) เป็นอันดับ 1 ในประเทศไทย ซึ่งมีอัตราการเติบโตของส่วนแบ่งตลาดอย่างก้าวกระโดด จากเพียง 2.3% ในปี 2559 เพิ่มขึ้นเป็น 15.6% ในปี 2568 ตอกย้ำความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านจากร้านค้าปลีกท้องถิ่นสู่เมกะบิวตี้สโตร์ระดับประเทศ

🟥รายได้ปี 2568 แตะ 5,339 ล้านบาท
EVEANDBOY มีรายได้เติบโตต่อเนื่อง
ปี 2567 มีรายได้รวม 4,425.71 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,101.51 ล้านบาท
ปี 2568 รายได้เพิ่มเป็น 5,339.27 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 1,218.75 ล้านบาท
ส่วน 6 เดือนแรกของปี 2569 บริษัทมีรายได้รวม 2,762.52 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 597.98 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.3%
🟥ใครคือผู้ถือหุ้นใหญ่ EVEANDBOY
ก่อน IPO ณ วันที่ 1 กันยายน 2569 ผู้ถือหุ้นรายสำคัญของ EVEANDBOY ได้แก่
บริษัท อัลติม่า บีพี โฮลดิ้ง จำกัด 33.36%
นายหิรัญ ตันมิตร 28.11%
นายปริญญา วะนะศุข 25.94%
Ultimate Bliss Holdings Limited 11.77%
โดยอัลติม่า บีพี โฮลดิ้ง และ Ultimate Bliss Holdings เป็นบริษัทโฮลดิ้งที่นายหิรัญและนายปริญญาถือหุ้นฝ่ายละ 50%
เมื่อรวมการถือหุ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งสองจึงเป็นกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ของ EVEANDBOY

🟥หลัง IPO ผู้ถือหุ้นใหญ่ถือหุ้นเท่าไร
หลัง IPO อัลติม่า บีพี โฮลดิ้ง จะถือหุ้น 25%
นายหิรัญ ตันมิตร 21.07%
นายปริญญา วะนะศุข 19.44%
Ultimate Bliss Holdings 8.82%
ส่วนประชาชนทั่วไปจะถือหุ้นรวม 25.05%
หากรวมการถือหุ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม นายหิรัญจะถือหุ้นประมาณ 38.0% และนายปริญญาประมาณ 36.4%
🟥EVEANDBOY ตั้งเป้า 320 สาขา ใช้เงิน IPO ขยายธุรกิจ
แผนการเติบโตของ EVEANDBOY ในระยะยาว มุ่งเน้นการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และจังหวัดหัวเมืองสำคัญ เพื่อเพิ่มศักยภาพการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าทั่วประเทศ โดยวางเป้าหมายเพิ่มเครือข่ายเป็น 320 สาขาภายในปี 2574 จากปัจจุบันที่มี 71 สาขา (ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569)
สำหรับเงินที่ได้จากการเสนอขายหุ้น IPO ในครั้งนี้ บริษัทระบุในแบบ filing ว่ามีวัตถุประสงค์หลักเพื่อนำไปใช้ลงทุนขยายสาขาใหม่ รวมถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนสำหรับการดำเนินงานและการจัดซื้อสินค้าเพื่อรองรับการเติบโต
ทั้งนี้ รายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับวงเงินลงทุน และสัดส่วนระยะเวลาการใช้เงินทุนขยายสาขา จะมีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการเพิ่มเติมในไฟลิ่งฉบับสมบูรณ์ต่อไป
