ด้วยการที่ถูกล้อมด้วยทะเลและเผชิญพายุหลายลูกในแต่ละปี ญี่ปุ่นจึงเป็นประเทศที่เสี่ยงจะได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมอันดับต้น ๆ ของเอเชีย
แต่ความเสียหายดังกล่าวกลับไม่รุนแรงจนกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ และฉุดเศรษฐกิจให้ทรุด เพราะญี่ปุ่นเตรียมพร้อมอยู่เสมอ
โดยญี่ปุ่นได้สั่งสมผู้เชี่ยวชาญและภูมิปัญญาในการปรับตัวรับมือน้ำท่วมมาหลายยุคสมัย โดยมองว่า “การเตรียมความพร้อม” คือพันธกิจที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงแค่การลงทุนก้อนใหญ่ครั้งเดียวจบ

นี่ทำให้ญี่ปุ่นขึ้นมาเป็นประเทศที่มีระบบรับมืออุทกภัยได้ดีที่สุดของเอเชีย ซึ่งมาจาก 3 องค์ประกอบสำคัญ
เริ่มจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่อย่างอุโมงค์ยักษ์และธนาคารน้ำใต้ดิน เพื่อปกป้องกรุงโตเกียวและจังหวัดโดยรอบ
ทางกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และการท่องเที่ยวแห่งญี่ปุ่น ได้ร่วมกับกรุงโตเกียวและจังหวัดไซตามะ สร้างช่องระบายน้ำใต้ดินนอกเมืองหลวงขึ้น ซึ่งประกอบด้วยอุโมงค์ใต้ดินยาว 6.3 กิโลเมตร
ทำหน้าที่ผันน้ำออกจากแม่น้ำที่เสี่ยงน้ำท่วม เข้าสู่ถังปรับแรงดันขนาดยักษ์ที่รองรับน้ำได้ถึง 670,000 ลูกบาศก์เมตร ก่อนจะสูบระบายลงสู่แม่น้ำเอโดงาวะ
หลังสร้างเสร็จ ช่วงยุค 2000 บ้านเรือนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอยู่ที่ไม่ถึง 6,000 หลัง ลดลงจากมากถึงกว่า 84,000 หลังในยุค 80
ขณะเดียวกัน ยังพลิกเมืองคาสึคาเบะ ซึ่งเคยถูกมองว่าเสี่ยงน้ำท่วมให้กลายเป็นเมืองน่าอยู่-น่าลงทุน
ยืนยันได้จากการมีบริษัทถึง 28 แห่งย้ายเข้ามาตั้งฐานการผลิต สร้างงานใหม่ 3,200 ตำแหน่ง และกระตุ้นรายได้ภาษีท้องถิ่นในเมืองครั้งใหญ่
นอกจากนี้ยังลดความเสียหายจากน้ำท่วมไปถึง 148,400 ล้านเยน (ประมาณ 31,700 ล้านบาท) และช่องระบายน้ำใต้ดินนอกเมืองหลวง (G-Cans) ยังกลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกด้วย

องค์ประกอบต่อมาคือ นวัตกรรมชุมชนและธรรมชาติ อย่างเขื่อนนาข้าว โดยนอกเหนือจากโครงการยักษ์ใหญ่ ญี่ปุ่นยังใช้วิธีต้นทุนต่ำแบบกระจายศูนย์ในพื้นที่กึ่งเมืองและชนบท
ผ่านระบบเขื่อนนาข้าวโดยการติดตั้งวาล์วปรับการไหลของน้ำเข้ากับทางระบายน้ำเกษตรที่มีอยู่เดิม ช่วยให้ชุมชนสามารถกักเก็บน้ำฝนไว้ในนาข้าวชั่วคราวในช่วงที่ฝนตกหนัก
วิธีนี้จะช่วยชะลอการไหลทะลักของน้ำลงสู่พื้นที่ลุ่มต่ำด้านล่าง เปลี่ยนแปลงพื้นที่ทำการเกษตรให้กลายเป็นแก้มลิงรับน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

ความสำเร็จของระบบนี้สะท้อนออกมาผ่านฝนตกหนักที่เมืองนีงาตะเมื่อปี 2021 โดยระดับน้ำในช่องระบายน้ำของพื้นที่ที่ใช้ระบบเขื่อนนาข้าวอยู่ที่เพียง 8 เซนติเมตร เมื่อเทียบกับพื้นที่ที่ไม่มีระบบป้องกันซึ่งสูงถึง 15 เซนติเมตร
ส่วนองค์ประกอบสุดท้ายคือ แผนที่ภัยพิบัติและการผนึกกำลังกับภาคเอกชน โดยตั้งแต่ปี 2005 รัฐบาลญี่ปุ่นกำหนดให้เทศบาลทั่วประเทศต้องจัดทำและเปิดเผยแผนที่จุดเสี่ยงภัย
ที่แสดงจุดเสี่ยงน้ำท่วมและดินถล่ม โดยภายในปี 2013 มีเทศบาลถึง 95% จัดทำแผนที่เสี่ยงน้ำท่วม และ 81% จัดทำแผนที่เสี่ยงดินถล่มสำเร็จตามเป้าหมายของกระทรวงฯ
นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่เข้มแข็ง โดยเอกชนระดับได้นำโซลูชันรับมือภัยพิบัติเข้าไปแทรกอยู่ในโครงสร้างพื้นฐานและอาคารพาณิชย์อย่างกลมกลืน
ตัวอย่างของเรื่องนี้คือ บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในกรุงโตเกียวได้ปรับผังเมืองโดยสอดแทรกพื้นที่สีเขียวและเพิ่มศักยภาพการเป็นศูนย์พักพิงฉุกเฉินเข้าไปในโครงการอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์
ที่สามารถรองรับผู้ประสบภัยในกรณีที่เกิดน้ำท่วมและภัยธรรมชาติต่าง ๆ ได้ถึง 5,000 คนที่ รปปงงิ ฮิลส์ และ 5,200 คนที่ โทราโนมง ฮิลส์ โดยที่ตัวอาคารยังคงเปิดดำเนินกิจการได้ตามปกติหากไม่เกิดภัยพิบัติ / weforum
