ผลการสำรวจ มอร์แกน สแตนลี่ย์ เมื่อเร็วๆ นี้ระบุว่า มีกลุ่มตัวอย่างชาวจีนสูงถึง 80% ที่ใช้เอไออย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ไปกับเรื่องต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เช่นนักเรียนที่ใช้เอไอตรวจงานส่งอาจารย์ 

ตรงข้ามกับกลุ่มตัวอย่างในสหรัฐฯ ซึ่งในอัตราเฉลี่ยที่เท่ากัน มีเพียง 54% เท่านั้น

ขณะที่บริษัทสำรวจความคิดเห็นอีกแห่งอย่างอิปซอส เผยว่า กลุ่มตัวอย่างชาวจีนมากถึง 80% รู้สึกตื่นเต้นกับสินค้าและบริการด้านเอไอ ซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับสหรัฐฯ ที่มีกลุ่มตัวอย่างเพียง 33% ที่รู้สึกแบบเดียวกัน 

ฉู จิ่งหยวน นักศึกษาวัย 22 ปีจากปักกิ่ง กล่าวว่า เอไอสร้างขึ้นมาเพื่อรับใช้มนุษย์ เราควรมองว่ามันคือสิ่งที่จะสร้างคามสะดวกสบายให้ชีวิต ดังนั้นจึงไม่ควรมองมันด้วยความกลัว 

ขณะที่ โป เจ้า นักวิเคราะห์และผู้ก่อตั้งสื่อเทคโนโลยีจีนอย่าง เฮลโหล ไชน่าเทค อธิบายว่า คนจีนสัมผัสเอไอในฐานะบริการที่ถูกและดีก่อน แล้วค่อยคุยเรื่องข้อเสียทีหลัง 

โดยเมื่อเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนชีวิตให้ง่ายขึ้น ผู้คนจึงใช้เอไอกันจนคุ้นเคยและประเมินมันจากประโยชน์ที่ได้รับ ไม่ใช่ภัยที่ยังมาไม่ถึง

ซึ่งนี่มาจากการวางนโยบายของรัฐบาล และประชาชนก็เชื่อมั่นในนโยบายนี้อย่างมากด้วย 

จากผลสำรวจของบริษัทสำรวจความคิดเห็นอีเดลแมนระบุว่า กลุ่มตัวอย่างชาวจีนสูงถึง 86% เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะทำในสิ่งที่ถูกต้อง ตรงข้ามกับกลุ่มตัวอย่างชาวอเมริกัน เพียง 39% ที่มองว่า นโยบายด้านเอไอของรัฐบาลนั้นถูกต้อง 

เหลียน เจี๋ย ซู่ นักวิเคราะห์หลักจากโอมิเดีย วิเคราะห์ว่า ในสหรัฐฯ ประชาชนยังกังวลว่าบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่จะหลบเลี่ยงความรับผิดชอบเนื่องจากการกำกับดูแลของรัฐไร้ประสิทธิภาพ 

แต่ในจีน ประชาชนมีความเชื่อมั่นและวางใจว่า หากเกิดปัญหาใดๆ ขึ้น รัฐบาลจะยื่นมือเข้ามาจัดการทันที และเด็ดขาด 

หลังเคยมีตัวอย่างมาแล้วกับการจัดระเบียบธุรกิจกวดวิชาออนไลน์ ต่อเนื่องไปจนถึงโรงเรียนกวดวิชาทั้งหมดเมื่อปี 2020

ดังนั้นชาวจีนจึงมองว่ารัฐบาลเป็นเหมือนผู้ปกครองที่พร้อมจะลงดาบและวางกรอบความปลอดภัยให้เทคโนโลยีใหม่ๆ เสมอ 

แม้จีนจะไม่ได้แสดงความกังวลเรื่องเอไอจะมาเป็นภัยคุกคาม พร้อมใช้คำแรงๆ ถึงขั้นจะมาทำให้มนุษย์สูญพันธุ์ ทว่านั่นไม่ได้หมายความว่าจีนมองข้ามความเสี่ยง แต่จีนใช้มาตรการและท่าทีที่ต่างกัน 

โดยคำเตือนเรื่องเอไอของจีนเน้นไปที่ การสูญเสียการควบคุมระบบ การถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด การโจมตีทางไซเบอร์ และความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางสังคมและการเมือง มากกว่าเรื่องโลกแตก หรือทำให้มนุษย์สูญพันธุ์แบบสหรัฐฯ

นอกจากนี้ จีนยังเน้นไปที่การนำเอไอไปใช้เพิ่มผลผลิต ทำราคาให้ถูก ใช้งานได้จริงในวงกว้าง และสร้างธุรกิจใหม่ๆ ต่างจากสหรัฐฯ ที่เน้นพัฒนาเรื่องความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเป็นหลัก 

อย่างไรก็ตาม จีนก็ยังมีข้อจำกัด เพราะสหรัฐฯ จับมือกับประเทศพันธมิตร เพื่อสกัดการเข้าถึงชิปประมวลผลขั้นสูงของจีน แต่จีนก็ฉีกไปอีกทาง

นั่นคือการสร้างกำไรเชิงพาณิชย์มากกว่าการทดลองเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งกลับส่งผลดีในทางธุรกิจ 

ยังมีอีกสาเหตุที่ทำให้กังวลเรื่องเอไอน้อยกว่าสหรัฐฯ อันนำมาสู่การใช้ในชีวิตประจำวันจนเป็นเรื่องปกติ นั่นคือ ความภาคภูมิใจของชาติเพราะชาวจีนมองว่า เทคโนโลยีต่างๆ ช่วงราว 10 ปีมานี้ 

อย่างรถอีวี หุ่นยนต์ สมาร์ตโฟนและเอไอ มาจากภูมิปัญญาในประเทศและยังมีส่วนทำให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโต พัฒนาขึ้นในประเทศ 

สือ หงเฉา ชาวจีนจากมณฑลเหลียวหนิงที่ใช้เอไอบ่อย แม้เป็นคน Gen X ที่อายุ 51 ปีกล่าวทิ้งท้ายเรื่องเอไอว่า ประโยชน์ของเอไอยังมีมากกว่าความกังวล เราไม่ควรมองว่าต้องชะลอการพัฒนาเพียงเพราะมันมีความเสี่ยง 

เพราะถึงอย่างไรเทคโนโลยีนี้มันก็ไม่หยุดพัฒนาตัวเองอยู่ดี ดังนั้นในฐานะประเทศมหาอำนาจ จีนยิ่งมีเหตุผลที่จะต้องให้ความสำคัญกับเอไอเป็นอันดับต้นๆ 

ผลสำรวจความขึ้นเห็นดังกล่าว ถูกเผยแพร่ออกมา ท่ามกลางการเรียกร้องของบริษัทเอไอ ให้ชะลอการพัฒนาเอไอ เพราะกลัวว่าเอไอจะฉลาดเกินไปจนเป็นภัยคุกคามต่อมนุษย์ แต่เป็นที่สังเกตว่า ล้วนมาจากบริษัทเอไอในสหรัฐฯ

ทั้งนี้ เอไอ อยู่ในแผนพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ในภายภาคหน้า (Next New Three) ของจีน ร่วมกับ หุ่นยนต์ และนวัตกรรมยา 

โดยปัจจุบัน แม้จีนยังเป็นเบอร์สองของโลกด้านเอไอ แต่ก็ทิ้งห่างสหรัฐฯ เบอร์หนึ่งของโลกไม่มาก และพร้อมแซงได้ทุกเมื่อ 

ซึ่งนอกจากบุคลากรด้านเอไอของจีนจะมีมากมาย ทั้งจากสถาบันในประเทศและเซียนเอไอจีนกลุ่มใหญ่ที่อยู่สหรัฐฯ ต่างพากันเดินทางกลับบ้านเกิด มาเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเอไอแล้ว 

ประชาชนชาวจีนทั่วไปก็มีส่วนสำคัญต่อพัฒนาการด้านเอไอของประเทศ เพราะคุ้นเคยกับเอไอ หลังใช้ในชีวิตประจำวันจนเป็นปกติ และยังเล็งเห็นถึงการใช้เป็นช่องทางทำเงินหรือสร้างธุรกิจอีกด้วย / cnn