“Pink Economy” หรือเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับกลุ่ม LGBTQ+ หลายคนอาจนึกถึง Pride Month แคมเปญสีรุ้ง หรือธุรกิจท่องเที่ยวที่ออกมาทำตลาดกับคนกลุ่มนี้เป็นช่วง ๆ

แต่วันนี้ภาพเริ่มเปลี่ยนไป เพราะ LGBTQ+ ไม่ได้เป็นเพียงกลุ่มผู้บริโภคที่ธุรกิจต้องทำความเข้าใจมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นทั้งนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ คนทำงาน ครีเอเตอร์ และผู้สร้างมูลค่าให้กับเศรษฐกิจในหลายด้าน

เรื่องนี้ทำให้ Pink Economy เริ่มถูกมองในฐานะตลาดที่มีโอกาสเติบโตในระยะยาว มากกว่าจะเป็นเพียงกระแสที่เกิดขึ้น

Pink Economy ไทย 3.56 แสนล้านบาท

ข้อมูลจาก Thailand Pink Economy Report 2025: From Movement to Market โดย Canvas Ventures International ระบุว่า Pink Economy ของไทยมีมูลค่าประมาณ 356,320 ล้านบาท

ภาคที่เห็นภาพชัดที่สุดคือการท่องเที่ยว โดยรายงานประเมินว่ากลุ่มนักท่องเที่ยว LGBTQ+ สร้างรายได้ประมาณ 516,000 ล้านบาทต่อปี และมีการใช้จ่ายเฉลี่ยสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปประมาณ 40%

ตัวเลขนี้ทำให้เห็นว่าเงินจากตลาด LGBTQ+ ไม่ได้อยู่แค่ในร้านค้าหรือแบรนด์สินค้า แต่กระจายไปยังโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง อีเวนต์ และธุรกิจบริการต่าง ๆ

ขณะเดียวกัน ตลาดยังขยายไปถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันและการวางแผนอนาคต ทั้งสุขภาพ ความงาม อสังหาริมทรัพย์ การเงิน และประกันภัย

สมรสเท่าเทียม เปิดตลาดมากกว่างานแต่งงาน

อีกจุดที่ทำให้ตลาดนี้น่าสนใจขึ้นคือ พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2568

เมื่อคู่รักเพศเดียวกันได้รับสิทธิทางกฎหมายในฐานะคู่สมรส ความต้องการสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับชีวิตคู่จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ธุรกิจงานแต่งงาน

แต่รวมถึงการวางแผนครอบครัว การจัดการทรัพย์สิน ประกันภัย บริการทางการเงิน สุขภาพ และ Wellness

Thailand Pink Economy Report 2025 ประเมินว่า การยอมรับความหลากหลายทางเพศมีศักยภาพสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจประมาณ 0.3% ของ GDP หรือราว 110,000 ล้านบาท และประเมินโอกาสของตลาดผลิตภัณฑ์ทางการเงินและประกันภัยไว้ที่ประมาณ 636.4–2,541 ล้านบาท

ส่วนข้อมูลจาก 101 PUB ซึ่งสำรวจเยาวชนอายุ 15–25 ปี จำนวน 13,201 คนทั่วประเทศ ในเดือนมีนาคม 2025 พบว่า 32.9% นิยามตนเองว่าเป็น LGBTQ+

ตัวเลขนี้เป็นผลสำรวจเฉพาะกลุ่มตัวอย่างเยาวชนอายุ 15–25 ปี ไม่ใช่สัดส่วนของ Gen Z ไทยทั้งหมด แต่ก็ช่วยให้เห็นว่าความหลากหลายทางเพศกำลังเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างผู้บริโภครุ่นใหม่อย่างชัดเจน

Miss International Queen กับโมเดลธุรกิจที่มากกว่าการประกวด

หนึ่งในกรณีศึกษาที่เห็นภาพ Pink Economy ได้ชัด คือ Miss International Queen

อลิสา พันธุศักดิ์ คุนผลิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทิฟฟานี่โชว์ พัทยา จำกัด และประธานคณะกรรมการจัดการกองประกวด Miss International Queen เล่าให้ฟังว่า อยู่กับเวทีนี้มานานกว่า 20 ปี

ตลอดช่วงที่ผ่านมา Miss International Queen ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงจัดการประกวด แต่เชื่อมโยงเข้ากับการท่องเที่ยวและ MICE ผ่านผู้เข้าประกวด นักท่องเที่ยว และสื่อจากต่างประเทศที่เดินทางเข้ามาประเทศไทย

เมื่อคนเหล่านี้เดินทางเข้ามา เงินจึงไม่ได้จบอยู่ที่เวทีประกวด แต่ไหลต่อไปยังโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง การท่องเที่ยว และธุรกิจบริการในพื้นที่

อลิสา มองว่า จุดสำคัญของการทำธุรกิจกับตลาด LGBTQ+ ไม่ใช่การมองคนกลุ่มนี้เป็นเพียงลูกค้า แต่ต้องมองถึงบทบาทของพวกเขาในฐานะผู้สร้างมูลค่าด้วย

“เราไม่ได้แค่มองเรื่องการประกวดนางงาม แต่มันคือการผลักดันให้ประเทศไทยเป็น Pride Destination และสร้างแพลตฟอร์ม MICE ที่ดึงดูดเม็ดเงินคุณภาพ การขับเคลื่อน Pink Economy ไม่ใช่การขายของแบบลดราคาแข่งกัน แต่คือการส่งมอบความคุ้มค่า และการสร้างระบบที่เปิดรับความหลากหลาย เพื่อเปลี่ยนผู้มาเยือนให้กลายเป็นนักการตลาดที่ช่วยบอกต่อเรื่องราวของประเทศไทยไปสู่ระดับสากล”

มุมนี้ทำให้ Miss International Queen กลายเป็นตัวอย่างของการใช้ “ความหลากหลาย” เชื่อมเข้ากับธุรกิจจริง เพราะเมื่อผู้คนเดินทางเข้ามา ย่อมเกิดการใช้จ่ายและสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อเนื่องในหลายธุรกิจ

โอกาสไม่ได้จบที่ Pride Month

สิ่งที่น่าสนใจต่อจากนี้คือ Pink Economy อาจขยับจากธุรกิจท่องเที่ยวและอีเวนต์ไปสู่บริการที่เกี่ยวข้องกับชีวิตระยะยาวมากขึ้น

อลิสา มองว่า ไทยมีโอกาสต่อยอดไปยัง Medical & Wellness Tourism รวมถึงบริการวางแผนครอบครัว การเงิน และบริการสุขภาพที่ออกแบบมาให้รองรับคู่รักและครอบครัว LGBTQ+ มากขึ้น

สำหรับธุรกิจ นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการออกแคมเปญช่วง Pride Month หรือเปลี่ยนแพ็กเกจจิ้งเป็นสีรุ้ง แต่คือการกลับมาดูว่าสินค้าและบริการที่มีอยู่ รองรับลูกค้าที่มีความหลากหลายจริงหรือไม่

ไทยเองมีจุดแข็งอยู่แล้วทั้งด้านการท่องเที่ยว บริการ วัฒนธรรม และ MICE ขณะที่กฎหมายสมรสเท่าเทียมช่วยเปิดทางให้เกิดความต้องการใหม่ในตลาด

ดังนั้น Pink Economy อาจไม่ใช่ “ตลาดใหม่” ที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่เป็นตลาดที่มีอยู่แล้วและกำลังถูกมองเห็นชัดขึ้น

โจทย์ของธุรกิจจึงไม่ใช่แค่ “จะขายอะไรให้ LGBTQ+” แต่คือ “จะทำอย่างไรให้ความหลากหลายกลายเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจได้จริง”

เพราะเมื่อคนกลุ่มหนึ่งมีทั้งกำลังซื้อ เดินทาง สร้างครอบครัว ทำธุรกิจ และสร้างงาน การมองพวกเขาเป็นเพียง “กลุ่มลูกค้าเฉพาะ” อาจทำให้ธุรกิจมองเห็นโอกาสไม่ครบทั้งตลาด