สิ่งที่ปลุกสถานที่แห่งนี้ให้กลับมาอยู่ในความสนใจของผู้คนอีกครั้งหนึ่ง ไม่ใช่แคมเปญใหญ่หรือการทุ่มเงินโฆษณาใด ๆเลย
แต่เริ่มต้นจากภาพเรียล ๆของ“คนนั่งดูการแสดงเพียง 1 คน”
วันที่ 28 สิงหาคม 2569 ผู้ใช้ TikTok ชื่อ “อะตอม” เจ้าของบัญชี @ATOMISATOM โพสต์คลิปบรรยากาศการแสดงช้างภายในฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ
ในคลิปปรากฏภาพผู้ชมนั่งอยู่บนอัฒจันทร์เพียงคนเดียว ขณะที่เจ้าหน้าที่และช้างยังคงทำการแสดงตามปกติ พร้อมข้อความว่า “ยืนยันที่จะโชว์ต่อไป แม้จะมีคนดูคนเดียวก็ตาม”
ทั้งภาพ และข้อความ ทัชใจคนจำนวนมากและกลายเป็นไวรัลอย่างรวดเร็วทันที
จาก “สงสาร” เป็น “อยากช่วย” จาก “แชร์” เป็น “ชวนกันไปเที่ยว จนภายในเวลาไม่ถึง 10 วัน มีนักท่องเที่ยวเดินทางกลับไปยัง ฟาร์มจระเข้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ในวันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน 2569 ภาพที่เผยแพร่ผ่าน Facebook ของฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ และเพจเมืองสมุทรปราการ ยิ่งตอกย้ำกระแสที่เกิดขึ้น เมื่อบรรยากาศภายในฟาร์มแตกต่างจากคลิปต้นเรื่องอย่างชัดเจน
อัฒจันทร์ที่เคยมีผู้ชมเพียงคนเดียว กลับมีนักท่องเที่ยวนั่งชมการแสดงจำนวนมาก ขณะที่พื้นที่ชมโชว์จระเข้และบริเวณภายในฟาร์มก็คึกคักขึ้น บนอัฒจรรย์ก็แน่นขนัด
นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องของ “คลิปไวรัล”
แต่คือกรณีศึกษาของ Earned Media หรือการที่แบรนด์ได้รับการพูดถึงจากผู้บริโภคและสื่อต่าง ๆ โดยไม่ต้องซื้อพื้นที่ และที่น่าสนใจคือ สามารถเปลี่ยนกระแสให้กลายเป็น Foot Traffic พาคนเดินทางมายังสถานที่จริงได้

แต่ทำไมภาพ “คนดู 1 คน” จึงกระแทกใจคนขนาดนั้น
คำตอบส่วนหนึ่งอาจอยู่ที่ว่า ฟาร์มจระเข้สมุทรปราการไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวที่เพิ่งเกิด แต่เป็นสถานที่ที่อยู่ในความทรงจำของคนไทยมาหลายรุ่น
เรื่องราวเริ่มต้นจาก อุทัย ยังประภากร ผู้บุกเบิกการเพาะเลี้ยงจระเข้ของไทย โดยข้อมูลจากครอบครัวระบุว่า เขาเริ่มเลี้ยงจระเข้ในปี 2498 ที่ถนนสี่พระยา กรุงเทพฯ ก่อนย้ายมาเช่าพื้นที่บริเวณถนนท้ายบ้าน จังหวัดสมุทรปราการ และพัฒนาต่อมาสู่พื้นที่ฟาร์มในปัจจุบัน
จากการเพาะเลี้ยงจระเข้ ธุรกิจค่อย ๆ ขยายเป็นสวนสัตว์และแหล่งท่องเที่ยว พร้อมสร้างจุดขายอย่างการแสดงจับจระเข้ จนกลายเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่คนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติรู้จัก
แต่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่เกิดขึ้นในช่วงโควิด-19
เมื่อการเดินทางหยุดชะงักและนักท่องเที่ยวต่างชาติหายไป ฟาร์มปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2563 เป็นเวลา 4 ปีเต็ม ๆที่ต้องปิดกิจการ ขณะที่ยังมีภาระในการดูแลสัตว์ และพนักงานจำนวนมาก
ก่อนทายาทตระกูลยังประภากรจะกลับมาปรับปรุงพื้นที่ และเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการอีกครั้งในวันที่ 1 เมษายน 2567
แต่การเปิดประตูอีกครั้ง ไม่ได้หมายความว่านักท่องเที่ยวจะกลับมาเหมือนเดิม
หลังหายไปจากตลาดหลายปี พฤติกรรมนักท่องเที่ยวเปลี่ยน คู่แข่งใหม่เกิดขึ้น และฟาร์มที่เคยพึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติต้องหันมาดึงคนไทยมากขึ้น มีการเอาสัตว์ที่เป็นมิตรกับคนเข้ามามากขึ้น
การกลับมาเปิดจึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ส่วนการทำให้คนอยากกลับมา คือโจทย์ที่ยากกว่า

ตัวเลขผลประกอบการช่วยให้เห็นภาพนี้ชัดขึ้น
ปี 2567 ซึ่งเป็นปีที่ฟาร์มกลับมาเปิดให้บริการ บริษัทมีรายได้รวมประมาณ 52.14 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 16.09 ล้านบาท
แต่ปี 2568 รายได้รวมลดลงเหลือประมาณ 42.57 ล้านบาท และกลับมาขาดทุนสุทธิ 2.17 ล้านบาท
สำหรับโมเดลรายได้ในปัจจุบันเช่น บัตรเข้าชมคนไทย ผู้ใหญ่ 100 บาท เด็ก 50 บาท บัตรนักท่องเที่ยวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 400 บาท เด็ก 200 บาท การจำหน่ายอาหารสัตว์และกิจกรรมภายในพื้นที่ฯลฯ
ไวรัลเปิดโอกาสในการพาคนกลับมาแล้ว แล้วฟาร์มจะพาคนกลับมาอีกได้อย่างไร
ตรงนี้ต่างหากคือบทต่อไปที่น่าจับตา ผู้บริหารจึงมีโจทย์สำคัญต่อจากนี้ ทั้งการปรับปรุงสถานที่ ความสะอาด ความปลอดภัย การบริการ รวมถึงการพัฒนาพื้นที่เรียนรู้สำหรับเด็กและครอบครัว
เพราะไวรัลครั้งนี้อาจไม่ได้แค่พาคนกลับมา แต่กำลังมอบโอกาสให้สถานที่ในความทรงจำของคนไทย ได้เริ่มต้นบทใหม่อีกครั้ง
