เพราะในฟุตบอลโลก 22 ครั้งที่ผ่านมา บราซิลสามารถคว้าแชมป์ได้แล้ว 5 สมัย ดังนั้นเมื่อฟุตบอลโลกเวียนมาถึง บราซิลจึงเป็น “เต็งแชมป์”
ทว่านับจากฟุตบอลโลก 2002 เป็นต้นมา บราซิลก็ยังคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกอีกไม่ได้ แม้เป็นประเทศที่ดังเรื่องฟุตบอลและเงินเข้าประเทศปีละ 350 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 11,600 ล้านบาท) จากการไปเตะในสโมสรต่างชาติก็ทำให้นักฟุตบอลมีฐานะไม่ต่างจากสินค้าส่งออกที่สำคัญก็ตาม
ปี 2006 ฟุตบอลชายทีมชาติบราซิลในยุคของโค้ช คาร์ลอส อัลเบร์โต้ ปาร์เรร่า เข้าร่วมทัวร์นาเมนต์ด้วยความมั่นใจ เพราะเป็นแชมป์เก่า
บราซิลเริ่มรอบแบ่งกลุ่มของทัวร์นาเมนต์นี้ด้วยผลงานสุดยอด ชนะรวดทั้ง 3 นัด และพอผ่านไปเจอกับกานาในรอบ 16 ทีมสุดท้ายก็ชนะได้แบบขาดลอย

แต่นี่จะเป็นแมตช์สุดท้ายในทัวร์นาเมนต์ของบราซิลชุดนี้ และเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาที่ต่อมาจะกลายเป็นกำแพงที่บราซิลก้าวข้ามไม่ได้เสียที
แมตช์ในรอบ 8 ทีม บราซิล โคจร มาพบกับ ฝรั่งเศส ซึ่ง ณ เวลานั้นมีดีกรีเป็นแชมป์ 1 สมัย และอยู่ภายใต้การคุมทีมของ เรมงต์ โดเมเน็ค โดยผลปรากฏว่า บราซิลแพ้ไป 0-1 ส่วนฝรั่งเศสได้ไปต่อและคว้ารองแชมป์มาได้
ฟุตบอลโลก 2010 บราซิลเปลี่ยนโค้ชมาเป็น ดุงก้า กัปตันบราซิลชุดคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 1994 ทำให้ชาวบราซิลและแฟนบอลที่เชียร์ทีมบราซิลอุ่นใจได้ว่า แชมป์สมัยที่ 6 น่าจะไม่ไกลเกินเอื้อม
ในทัวร์นาเมนต์นั้น บราซิล ผ่านรอบแบ่งกลุ่มได้ในฐานะแชมป์กลุ่ม ชนะ 2 แมตช์ เสมอ 1 แมตช์ ทำให้ผ่านไปเจอกับชิลีในรอบ 16 ทีม ซึ่งก็ไม่ใช่งานยาก ยืนยันด้วยการชนะไปแบบขาดลอย
ทว่าปัญหาก็เกิดขึ้นในแมตช์ต่อมา โดยในรอบ 8 ทีม บราซิลโคจรมาพบกับ เนเธอร์แลนด์ อีกหนึ่งทีมยุโรปที่เป็นขวัญใจแฟนบอลแม้ไม่เคยคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกก็ตาม
การพบกับเนเธอร์แลนด์ในครั้งนั้น บราซิล แพ้ไป 2-1 ทำให้เส้นทางคว้าแชมป์สมัย 6 ต้องจบลงอีกครั้ง และเป็นอีกครั้งที่ผ่านทีมจากโซนยุโรปไม่ได้

ฟุตบอลโลก 2014 เป็นฟุตบอลโลกที่ชาวบราซิลทั้งประเทศรอคอย เพราะรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ และแน่นอนเป้าหมายหนึ่งเดียวคือการคว้าแชมป์
หากทำได้ บราซิล จะเป็นประเทศที่ 6 ต่อจาก อุรุกวัย อิตาลี อังกฤษ เยอรมนีตะวันตก อาร์เจนตินา และฝรั่งเศส ที่คว้าแชมป์ได้พร้อมเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันด้วย
บราซิล ภายใต้การคุมทีมของโค้ช หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ ทำให้กองเชียร์ชาวบราซิลในรอบแบ่งกลุ่มเกือบทุกแมตช์ได้ดีใจ ด้วยผลงานชนะ 2 แมตช์ เสมอ 1 แมตช์ และยังยิ้มได้ต่อด้วยการชนะโคลอมเบียในรอบ 16 ทีม
อย่างไรก็ตามในแมตช์ต่อมาผลการแข่งขันต่างอย่างสิ้นเชิงกับ 4 แมตช์ก่อนหน้า และจะเป็นความผิดหวังครั้งใหญ่ที่ชาวบราซิลทั้งประเทศไม่พอใจ

แมตช์รอบ 4 ทีม บราซิล โคจรไปพบกับ เยอรมนี โดยท้ายที่สุดแมตช์นั้นจบลงแบบช็อกโลก หลังบราซิลฟอร์มหลุด แพ้ยับเยินถึง 1-7 และด้วยความที่นักเตะหมดใจส่งผลให้แพ้เนเธอร์แลนด์อีกในแมตช์ชิงที่ 3
ตรงข้ามกับ เยอรมนี ที่ขวัญกำลังใจดีสุดๆ ไปชนะ อาร์เจนตินา ในแมตช์ชิง คว้าแชมป์สมัยที่ 4 มาครองได้สำเร็จ

ฟุตบอลโลกครั้งต่อมาในปี 2018 บราซิลยังผ่านรอบแบ่งกลุ่มได้แบบไม่ยากเย็นเช่นเคย และได้ผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมไปเจอกับเม็กซิโกซึ่งจบลงด้วยชัยชนะ
นี่ทำให้แมตช์รอบ 8 ทีมบราซิลได้โคจรไปพบกับเบลเยียม ในยุคทองซึ่งฟอร์มกำลังร้อนแรง โดยผลปรากฏว่าบราซิลภายใต้การคุมทีมของติเต้ แพ้ไป 1-2
หลังชนะบราซิลได้ เบลเยียม ก็ฮึกเหิม โดยแม้แพ้ฝรั่งเศสในรอบ 4 ทีม แต่ก็เรียกฟอร์มเก่งคืนมาได้ และจบทัวร์นาเมนต์ด้วยอันดับ 3 ถือเป็นความสำเร็จสูงสุดในทางฟุตบอลของประเทศ
ฟุตบอลโลก 2022 ย้ายมาจัดที่กาตาร์ ถือเป็นครั้งแรกในแถบตะวันออกกลาง โดยแน่นอนว่าหนึ่งในทีมเต็งแชมป์ยังคงเป็นบราซิล
บราซิลภายใต้การคุมทีมของโค้ช ติเต้ เหมือนฟุตบอลโลก 2018 ผ่านรอบแบ่งกลุ่มฟุตบอลโลก 2022 ได้ได้อย่างไม่ยากเย็น แบบเดียวกับฟุตบอลโลกครั้งก่อนๆ โดยผ่านสู่รอบ 16 ทีมในฐานะแชมป์กลุ่ม จี และต้องไปเจอกับเกาหลีใต้
บราซิล ถล่ม ทีมแกร่งจากเอเชียอย่างเกาหลีใต้จนย่อยยับ ด้วยสกอร์ 4-1 ทำให้ต้องไปเจอกับโครเอเชีย ทีมโซนยุโรป ที่ขึ้นชื่อความแกร่งและการเป็นเซียนดวลจุดโทษ
แมตช์ดังกล่าวต้องไปตัดสินกันด้วยการดวลจุดโทษ โดยปรากฏว่าบราซิลแพ้ไป เปิดทางให้โครเอเชียได้ไปต่อ จนจบทัวร์นาเมนต์ด้วยอันดับ 3
หลังจบฟุตบอลโลกครั้งนั้น บราซิล เริ่มมีกระแสเรียกร้องจากแฟนฟุตบอลในประเทศให้เปลี่ยนโค้ชเป็นชาวต่างชาติ แต่สมาคมฟุตบอลบราซิลยังยืนกรานให้ชาวบราซิลเป็นโค้ชต่อไป ซึ่งก็สะท้อนผ่านโค้ชบราซิลอีก 3 คนต่อมาหลัง ติเต้ ลาออก
ที่สุดสมาคมฟุตบอลบราซิลก็ฝืนกระแสต่อไปไม่ไหว โดยปลายพฤษภาคม 2025 สมาคมฟุตบอลบราซิลประกาศแต่งตั้ง คาร์โล อันเชล็อตติ โค้ชชาวอิตาลีเป็นโค้ชทีมชาติคนใหม่ ทำให้เขาเป็นโค้ชชาวต่างชาติคนแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลบราซิล
ด้วยการพาสโมสรทั่วยุโรปคว้าแชมป์ลีกและแชมป์ทวีปมาแล้วมากมาย รวมไปถึงเป็นผู้ช่วยโค้ชทีมชาติอิตาลี ชุดรองแชมป์ฟุตบอลโลก 1994 คาร์โล อันเชล็อตติ จึงถือเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมและทีมคู่แข่งต้องอิจฉา
บราซิล ภายใต้การคุมทีมของ คาร์โล อันเชล็อตติ ประเดิมฟุตบอลโลก 2026 แมตช์แรกด้วยการเสมอ โมร็อกโก 1-1 แต่อีก 2 แมตช์ในรอบแบ่งกลุ่ม ชนะได้แบบขาดลอย จนผ่านสู่รอบ 32 ทีมในฐานะแชมป์กลุ่ม ซี
คู่แข่งของบราซิลในแมตช์ต่อมาคือ ญี่ปุ่น ทีมแกร่งจากเอเชีย ที่คนแทบทั้งเอเชียร่วมเชียร์ และเคยชนะบราซิลมาแล้ว
จากประสบการณ์มากมายของโค้ช การปรับรูปเกมและทักษะทางฟุตบอลที่สูงของนักเตะ บราซิลจึงเฉือนชนะญี่ปุ่นไปได้ และผ่านไปเจอนอร์เวย์ ในรอบ 16 ทีม
แมตช์รอบ 16 ทีมระหว่างบราซิลกับนอร์เวย์ถูกจับตามองอย่างมาก เพราะเป็นการพบกันระหว่าง บราซิล ทีมที่เต็มไปด้วยนักเตะทักษะสูงภายใต้การคุมของโค้ชชาวยุโรปมากฝีมือ กับ นอร์เวย์ ทีมม้ามืดฟอร์มแรงสุดของทัวร์นาเมนต์
ซึ่งนอกจากมีเออร์ลิ่ง ฮาร์แลนด์ ศูนย์หน้าเบอร์ต้นๆ ยุคนี้เป็นกำลังสำคัญแล้ว นอร์เวย์ ยังไม่เคยแพ้บราซิลเลยอีกด้วย
หลังเสียงนกหวีดสุดท้ายของกรรมการจบลง ปราฏว่า บราซิล แพ้ นอร์เวย์ ไป 1-2 ซึ่งทั้ง 2 ประตูของ นอร์เวย์ ก็มาจาก เออร์ลิ่ง ฮาร์แลนด์

การตกรอบ 16 ทีม ถือเป็นความล้มเหลวอีกครั้งในฟุตบอลโลกของบราซิล และเป็นการย้ำว่าทีมโซนยุโรป ยังเป็นกำแพงที่ต้องข้ามให้ได้ก่อน หากบราซิลอยากคว้าแชมป์สมัยที่ 6 มาครอง
ความล้มเหลวในฟุตบอลโลก 6 ครั้งต่อเนื่อง ด้วยการแพ้ให้กับทีมยุโรป ยังเป็นการสะท้อนอีกเรื่องในด้านที่ตรงข้าม นั่นคือ บราซิล ไม่ใช่ทีมที่น่ากลัวในสายตาทีมยุโรปอีกต่อไป
เพราะทีมที่เขี่ยบราซิลตกรอบ ไม่ได้มีทีมแชมป์หลายสมัยอย่างเยอรมนีและทีมที่ฝีเท้าพัฒนาขึ้นจนต่อมาจะไปคว้าแชมป์ได้เพิ่มอีกอย่างฝรั่งเศส เท่านั้น
แต่ยังมีทีมฟอร์มแรงขึ้นมาจนขึ้นประมาทไม่อีกต่อไป อย่าง โครเอเชีย และนอร์เวย์ รวมอยู่ด้วย / theguardian, wikipedia
