“LocknLock” เป็นแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าจากเกาหลีใต้ มีจุดเริ่มต้นมาจากชายคนหนึ่งที่เรียนไม่จบมหาวิทยาลัย และออกมาทำธุรกิจด้วยตัวเอง
แต่ทุกวันนี้ LocknLock กลายเป็นอาณาจักรเครืองครัวที่ขยายธุรกิจออกไปทั่วโลก มีของใช้มากมายที่ตอบโจทย์ตั้งแต่คนชอบเข้าครัว ไปจนถึงคนทั่วไปที่ไม่เคยทำอาหารก็ใช้ได้
เรื่องที่น่าสนใจคือ LocknLock ไม่ได้เริ่มต้นจากการมีเทคโนโลยีล้ำสมัย หรือมีผู้ก่อตั้งที่เป็นวิศวกร แต่เกิดจากคนที่เห็น Pain Point ของผู้ใช้งานจริงเท่านั้น
ย้อนกลับไปในปีค.ศ. 1978 ชายหนุ่มชื่อ Kim Joon-Il ซึ่งไม่ได้มีฐานะร่ำรวยและเรียนไม่จบมหาวิทยาลัย ตัดสินใจออกมาทำงานหาเลี้ยงตัวเอง
ธุรกิจเริ่มแรกคือ การนำเข้าและขายเครื่องครัว รวมถึงสินค้าของใช้ในบ้าน ภายใต้ชื่อบริษัท Kukjin Retail
ต่อมา Kim ก็เริ่มผันตัวมาเป็นผู้ผลิตสินค้าเอง
ในยุคนั้น ตลาดกล่องเก็บอาหารมีเจ้าตลาดที่แข็งแกร่งอย่าง Tupperware แบรนด์ดังจากสหรัฐฯ เป็นผู้นำอยู่แล้ว และคนในเกาหลีใต้ก็นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย
แต่ด้วยการคลุกคลีอยู่กับของใช้แบบนี้อยู่แล้ว Kim จึงมองเห็น Pain Point หรือปัญหาที่กวนใจคนใช้งานจริงซ่อนอยู่
ปัญหาแรกคือ “เปิดปิดยาก” เพราะกล่องแบบเดิมต้องใช้สองมือ มือหนึ่งจับกล่อง และอีกมือแงะฝา ทำให้คนใช้งานเปิดลำบาก
ปัญหาที่สองคือ “ไม่กันน้ำรั่ว” เพราะฝากล่องในยุคนั้นไม่ได้เป็นแบบล็อคสนิท ทำให้มีช่องว่างหรือที่น้ำแกงสามารถไหลซึมออกมาได้
ปัญหานี้เป็นเรื่องใหญ่กวนใจแม่บ้าน เพราะเกาหลีใต้มีวัฒนธรรมอาหารที่ชอบกิมจิและน้ำซุปต่างๆ เป็นส่วนประกอบหลักในมื้ออาหาร
Kim จึงลองพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อแก้ปัญหาสองข้อนี้โดยเฉพาะ
ในที่สุดก็เกิดเป็นนวัตกรรม “ฝาล็อคบานพับ 4 ด้าน” ที่สามารถใช้มือข้างเดียวเปิดปิดได้ ทำให้แม่บ้านใช้งานสะดวกขึ้น สามารถเปิดกล่องพร้อมกับทำอย่างอื่นไปด้วยได้
นอกจากนี้ยังเพิ่ม “ยางซิลิโคน” มาช่วยบริเวณฝา เพื่อไม่ให้มีรูรั่วซึม จนกลายเป็นสุญญากาศแบบเต็มตัว
Kim เคลมว่า กล่องที่ทำขึ้นมาคือแบรนด์แรกของโลกที่ทำกล่องสุญญากาศได้แบบ 100% และได้จดสิทธิบัตรนวัตกรรมนี้ในปี 1998
ต่อมาในปี 2003 ก็เปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น LocknLock ที่ทุกคนรู้จักในวันนี้
ในช่วงแรก การทำตลาดไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องใช้เวลาอธิบายให้คนเข้าใจว่าแตกต่างจากกล่องทั่วไปอย่างไร และทำไมถึงต้องซื้อกล่องนี้
LocknLock จึงแก้เกมด้วยการทำโฆษณาสาธิตให้เห็นภาพ เช่น ปิดฝากล่องแล้วนำลงไปแช่ในน้ำ เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าไม่มีทางที่น้ำจะเข้าหรือออกได้
วิธีการนี้ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจจุดเด่นของสินค้าทันที นำไปสู่ยอดขายที่เพิ่มขึ้น และเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้าง
ช่วงทศวรรษ 2000 แบรนด์เริ่มขยายตัวอย่างก้าวกระโดดผ่านช่องทางโทรทัศน์ และห้างสรรพสินค้า และเป็นช่วงที่เริ่มขยายออกสู่ตลาดต่างประเทศ
มีจุดที่น่าสนใจในการบุกตลาดภูมิภาคอเมริกา เกิดขึ้นเมื่อมีนักธุรกิจจากแคนาดาติดต่อเข้ามา หลังประทับใจผลิตภัณฑ์ที่เคยเห็นจากงานแสดงสินค้า
Kim จึงส่งสินค้าไปขาย โดยใช้ช่องทางขายผ่านโทรทัศน์เหมือนเดิม
แล้วก็ได้ผลดี เพราะออกอากาศไปแล้วมียอดสั่งซื้อเข้ามาทันที
กลุ่มลูกค้าที่ถูกใจผลิตภัณฑ์นี้อย่างมากเป็นผู้สูงวัย และผู้พิการ เพราะตอบโจทย์ความสะดวกสบาย สามารถใช้มือเพียงข้างเดียวเปิดปิดกล่องได้
เป็นการบ่งบอกว่า จาก Pain Point ที่เห็นในตอนแรก แบรนด์สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ออกมาให้แก้ปัญหาของผู้ใช้งานได้จริง
สำหรับประเทศไทย LocknLock เริ่มเข้ามาทำตลาดในปี 2008
เมื่อเวลาผ่านไป แบรนด์ก็แตกไลน์เป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น แก้วและกระบอกน้ำเก็บอุณหภูมิ และต่อยอดไปจนถึงกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัว
ในปี 2020 บริษัทได้เข้าซื้อกิจการ Jenniferoom แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวขนาดเล็กสไตล์มินิมอลจากเกาหลีใต้
จุดนี้ที่ทำให้ LocknLock สามารถปรับตัวเข้าสู่ตลาดเครื่องครัวและเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างเต็มตัว
ปัจจุบันมีสินค้า 3 หมวดหลัก ได้แก่ กระบอกน้ำและแก้วเก็บอุณหภูมิ เครื่องครัวและอุปกรณ์ทำอาหาร และ เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก
นอกจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์แล้ว แบรนด์ยังให้ความสำคัญกับการออกแบบ เห็นได้จากมีสินค้าหลายอย่างที่เป็นโทนสีพาสเทล เข้ากับรสนิยมคนรุ่นใหม่ และเปลี่ยนภาพลักษณ์เครื่องครัวไม่ให้ดูน่าเบื่อ
ความสำเร็จทั้งหมดนี้ช่วยส่งให้ Kim Joon-Il ก้าวขึ้นมาเป็นมหาเศรษฐีระดับแนวหน้าของเกาหลีใต้ในที่สุด
กรณีศึกษาของ LocknLock สะท้อนให้เห็นว่า จุดเริ่มต้นของบริษัทไม่ได้เกิดจากการพยายามสร้าง “สินค้าที่แปลกที่สุดในตลาด”
แต่เกิดจากชายคนหนึ่งที่ทำธุรกิจค้าขาย และคลุกคลีจนเข้าใจ Pain Point ของผู้ใช้งานจริง
นำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งาน ต่อยอดเป็นอาณาจักรข้าวของเครืองใช้ในครัวอย่างที่ทุกคนรู้จักในทุกวันนี้
