ในขณะที่โลกกำลังเผชิญวิกฤตพลังงานจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ออสเตรเลียก็เป็นอีกประเทศที่ราคาน้ำมันแพงขึ้นและปริมาณน้ำมันสำรองใกล้หมด จนต้องหามาตรการรับมือ
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี แอนโธนี แอลบาเนซี ของออสเตรเลีย ได้เดินทางไปยังสิงคโปร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการกลั่นและค้าน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค เพื่อเจรจาล็อกปริมาณการจัดส่งน้ำมันเชื้อเพลิงสำเร็จรูปให้มีความต่อเนื่องและมั่นใจได้ว่าจะไม่เกิดการขาดแคลนในออสเตรเลีย
ในขณะเดียวกัน รัฐบาลออสเตรเลียได้ใช้อำนาจตามกฎหมายใหม่เพื่อเข้าช่วยเหลือโรงกลั่นใหญ่ๆ ของประเทศอย่าง Ampol และ Viva Energy โดยการ “ค้ำประกัน” (Underwrite) การสั่งซื้อน้ำมันดิบในตลาดโลก
มาตรการนี้ช่วยให้บริษัทเอกชนสามารถสู้ราคาและประมูลน้ำมันในตลาดเปิดที่กำลังร้อนแรงได้โดยไม่ต้องแบกความเสี่ยงทางการเงินเพียงลำพัง ซึ่งรัฐบาลระบุว่าน้ำมันเหล่านี้จะถูกกระจายไปยังพื้นที่ภูมิภาคและเขตที่กำลังประสบปัญหาการขาดแคลนเป็นอันดับแรก
แม้ว่าออสเตรเลียจะพึ่งพาน้ำมันจากสิงคโปร์ เกาหลีใต้ และมาเลเซียเป็นหลัก แต่ด้วยสถานการณ์ที่ความต้องการน้ำมันพุ่งสูงทั่วโลก คริส โบเวน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่าออสเตรเลียจะไม่จำกัดตัวเองอยู่แค่ในเอเชียอีกต่อไป
นี่หมายความว่ารัฐบาลออสเตรเลียอาจหาทางนำเข้าน้ำมันจากประเทศแถบอเมริกาเหนือ อย่างสหรัฐฯ และเม็กซิโก ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานขนาดใหญ่ในโซนดังกล่าว โดยแม้ระยะทางจะไกลกว่าและใช้เวลาขนส่งนานกว่า แต่ในสภาวะวิกฤต การมีแหล่งซัพพลายที่หลากหลายคือหัวใจสำคัญของความมั่นคง โดยเฉพาะในยามที่เส้นทางเดินเรือหลักอย่างช่องแคบฮอร์มุซมีความเสี่ยงที่จะถูกปิดตัวลงจากความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและอิสราเอล
สถานการณ์ราคาขายปลีกในออสเตรเลียขณะนี้อยู่ในขั้นวิกฤต โดยราคาดีเซลพุ่งสูงในหลายพื้นที่ ซึ่งถือเป็นสถิติใหม่ที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา ข้อมูลจากสถาบันปิโตรเลียมแห่งออสเตรเลียระบุว่า แม้รัฐบาลจะพยายามลดภาษีน้ำมันเพื่อบรรเทาทุกข์ แต่ราคาขายส่งที่พุ่งสูงในช่วงไม่กี่วันได้กลืนกินมาตรการช่วยเหลือเหล่านั้นไปจนหมดสิ้น

ในพื้นที่ที่น้ำมันราคาแพงที่สุดคือตามเมืองใหญ่ๆ อย่างแคนเบอร์รา เมลเบิร์น และบริสเบน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการขนส่งและต้นทุนสินค้าอุปโภคบริโภคที่กำลังถีบตัวสูงขึ้นตามไปด้วย
จิม ชาลเมอร์ส รัฐมนตรีคลังออสเตรเลีย ได้ออกมาย้ำว่าวิกฤตครั้งนี้คือบทเรียนที่เจ็บปวดของการพึ่งพาแหล่งน้ำมันแหล่งใดแหล่งหนึ่งมากเกินไป จนประเทศขาดอำนาจการควบคุมตนเอง และสงครามในตะวันออกกลางคือสัญญาณเตือนว่าออสเตรเลียจำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดและแหล่งพลังงานที่ผลิตได้เองภายในประเทศ เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่นและลดการพึ่งพาความผันผวนจากปัจจัยภายนอก
วิกฤตน้ำมันในออสเตรเลียครั้งนี้ไม่ใช่เพียงปัญหาเฉพาะหน้าเรื่องราคาสินค้าที่แพงขึ้น แต่เป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลในการบริหารจัดการความเสี่ยงท่ามกลางความขัดแย้งระดับโลก โดยการค้ำประกันโรงกลั่นและการขยายแหล่งนำเข้าเป็นเพียงมาตรการระยะสั้นที่ช่วยประคองสถานการณ์ไว้เท่านั้น
ทว่าในระยะยาว ความมั่นคงที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อออสเตรเลียสามารถสร้างระบบพลังงานที่หลากหลายและพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น / theguardian
