ในปัจจุบันที่ AI กำลังถูกยกย่องว่าเป็นนวัตกรรมเปลี่ยนโลก และหลายคนอาจจินตนาการถึงความฉลาดที่เกิดจากอัลกอริทึมซับซ้อนและข้อมูลมหาศาล 

ทว่าในความเป็นจริง เบื้องหลังคำตอบที่แม่นยำและดูมีความคิดสร้างสรรค์เหล่านั้น กลับเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อและการดิ้นรนของมนุษย์กลุ่มหนึ่งที่ถูกเรียกว่า “ครูฝึก AI” (AI Trainers)

เรื่องนี้ยังมาพร้อมความเจ็บปวด เพราะครูฝึก AI เหล่านี้ส่วนใหญ่คือกลุ่มที่มีอายุราว 60 ปีขึ้นไป (Baby Boomer) ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นฟันเฟืองสำคัญในอุตสาหกรรมระดับโลก แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นผู้ที่ถูกทอดทิ้งจากตลาดแรงงาน จนต้องหันมาใช้ความรู้และประสบการณ์นับสิบปีเพื่อขัดเกลาเทคโนโลยีที่อาจเข้ามาแทนที่พวกเขาเองในอนาคต ซ้ำร้ายงานครูฝึก AI ยังเป็นงานที่ค่าจ้างไม่มากและถูกเลิกจ้างได้ทุกเมื่อ

แพทริก ซิริเอลโล ชายวัย 60 ปี ผู้ถือปริญญาโทด้านการจัดการข้อมูลและมีประวัติการทำงานอันโชกโชนในการออกแบบระบบซอฟต์แวร์ให้กับธนาคารและบริษัทยาชั้นนำ คือตัวแทนที่ชัดเจนของวิกฤตนี้ 

หลังจากเผชิญกับมรสุมเศรษฐกิจหลายระลอกตั้งแต่ยุคดอทคอมจนถึงโควิด-19 เขากลับพบว่าการหางานในวัย 60 นั้นยากเย็นแสนสาหัส แม้จะส่งใบสมัครนับพันฉบับ รวมถึงงานพื้นฐานอย่างพนักงานแล่เนื้อในซูเปอร์มาร์เก็ต แต่เขาก็ยังถูกปฏิเสธ

สถานการณ์นี้พาชีวิตของเขาดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดจนต้องพาสมาชิกในครอบครัวและแม่อาศัยหลับนอนในรถยนต์นานถึง 4 เดือน โดยใช้ Wi-Fi ฟรีจากร้านฟาสต์ฟู้ดเพื่อประคองความหวังในการหางาน จนกระทั่งได้พบกับงาน “Data Annotation” หรือการสอน AI ซึ่งเปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ช่วยให้ครอบครัวของเขามีที่พักพิงอีกครั้ง

งานสอน AI ไม่ใช่แค่งานป้อนข้อมูลธรรมดา แต่มันคือการใช้ “ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง” มาตรวจสอบและปรับปรุงคำตอบของ AI เช่น แพทย์ที่ต้องมานั่งแก้คำวินิจฉัยของหุ่นยนต์ หรือนักกฎหมายที่ต้องตรวจสอบความถูกต้องของข้อสัญญา 

สำหรับบางคน นี่คืองานเสริมที่ทำรายได้สูงถึง 180 ดอลลาร์ (ประมาณ 5,800 บาท) ต่อชั่วโมง แต่สำหรับคนส่วนใหญ่ที่ติดอยู่ในกับดักของอายุ มันคือ “งานสะพาน” (Bridge Job) ที่ให้ค่าตอบแทนเพียงเศษเสี้ยวของเงินเดือนเดิม

ดร. รีเบกกา คิมเบิล อดีตแพทย์ห้องฉุกเฉินผู้เคยทำรายได้ปีละหลายแสนดอลลาร์ (ประมาณ 6.3 ล้านบาทขึ้นไป) และแอน อดีตศาสตราจารย์ระดับด็อกเตอร์ ต่างก็ตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน

โดยจากที่เคยเป็นเจ้าของงานและผู้กำหนดนโยบาย ทั้งคู่กลับต้องกลายเป็นแรงงานใน “โรงงานนรกไฮเทค” ที่ต้องแข่งขันกับเวลาและความไม่แน่นอนของระบบงานแบบชั่วคราว (Gig Economy) ที่ไม่มีสวัสดิการใดๆ รองรับ

ข้อมูลจากสถาบันนโยบายสาธารณะ AARP ของสหรัฐฯ ระบุว่าแรงงานที่อายุเกิน 60 ปี ต้องใช้เวลานานกว่าคนหนุ่มสาวถึง 50% ในการหางานใหม่ เนื่องจากนายจ้างมักมองว่าคนกลุ่มนี้มีค่าจ้างแพงและเรียนรู้เทคโนโลยีช้า

แต่นี่เป็นความเชื่อที่ผิด เพราะความจริงแล้วผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้กลับเป็นผู้ที่กำลัง “สอน” เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุดในโลกอยู่ โดยวิกฤตนี้ไม่ได้กระทบแค่รายได้ แต่มันยังทำลายความภาคภูมิใจในตนเอง

แอนยอมรับว่าเธอรู้สึกหดหู่เมื่อมองย้อนไปถึงความทุ่มเทในการเรียนจนจบปริญญาเอก แต่ปัจจุบันกลับต้องทำงานแลกค่าจ้างรายชั่วโมงที่เพียงแค่พอจ่ายค่าบ้านและหนี้สินทางการศึกษาเท่านั้น โดยไม่มีโอกาสที่จะเกษียณอายุได้อย่างที่เคยฝันไว้

เรื่องราวของเหล่าครูฝึก AI กลุ่ม Baby Boomer แม้ทั้งหมดจะเกิดขึ้นในสหรัฐฯ แต่มันก็ได้เผยให้เห็นถึงรอยร้าวในโครงสร้างตลาดแรงงานทั่วโลกที่มุ่งเน้นแต่คนรุ่นใหม่จนหลงลืมคุณค่าของประสบการณ์จากคนทำงานรุ่นใหญ่

นี่เป็นการสะท้อนว่าในขณะที่ AI กำลังถูกขัดเกลาให้มีความเป็นมนุษย์มากขึ้นผ่านการเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ มนุษย์ที่เป็นคนสอนกลับถูกลดทอนคุณค่าให้เป็นเพียงฟันเฟืองชั่วคราวในระบบเศรษฐกิจแบบรับจ้างรายวัน ความมั่นคงในชีวิตของพวกเขาเป็นเพียงสิ่งเปราะบางที่ขึ้นอยู่กับว่า AI จะเก่งขึ้นจนไม่ต้องพึ่งพาคนสอนเมื่อใด

ที่สุดแล้ว วิกฤตน้ำมันหรือวิกฤตเศรษฐกิจใดๆ อาจเทียบไม่ได้กับวิกฤตของ “คน” ที่ต้องสูญเสียตัวตนและอนาคตในวันที่โลกเทคโนโลยีเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว แต่กลับทิ้งมนุษย์ผู้สร้างมันไว้ข้างหลังอย่างโดดเดี่ยวและไร้ซึ่งหลักประกันความมั่นคงใดๆ ในชีวิต / theguardian