ท่ามกลางการเดินหน้าทำเงินทั่วโลกและขึ้นแท่นเป็นหนังชีวประวัติคนดังในวงการดนตรีที่กวาดรายได้มากสุดของหนัง Michael แต่ก็มีประเด็นใหญ่ที่ผุดขึ้นมาและกำลังถูกพูดถึงในวงกว้าง 

นั่นคือความสำเร็จด้านรายได้ซึ่งมองข้ามเรื่องจริงที่เกิดขึ้น และทัศนะจากนักวิจารณ์หนังส่วนใหญ่ที่ออกมาในเชิงลบ 

ประเด็นที่ถูกกล่าวถึงอย่างมากของหนังเรื่องนี้คือช่องว่างมหาศาลระหว่างความจริงในชีวิตของ Michael Jackson กับสิ่งที่กองมรดกของเขาที่ตระกูล Jackson ดูแลอยู่อนุญาตให้ปรากฏบนหน้าจอ 

การเป็นหนังชีวประวัติที่ได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการย่อมมาพร้อมกับเงื่อนไขทางกฎหมายและการรักษาภาพลักษณ์ที่เข้มงวด ซึ่งในกรณีนี้ดูเหมือนจะเกินปกติไปมาก 

เดิมทีทีมผู้สร้างตั้งใจจะเล่าเรื่องราวครอบคลุมตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงวาระสุดท้ายของ Michael Jackson แต่เวอร์ชันที่เข้าฉายกลับถูกตัดจบลงในปี 1988 อย่างกะทันหัน โดยอ้างถึงปัญหาทางเทคนิคและข้อจำกัดทางกฎหมายที่ทีมสร้างเพิ่งตระหนัก 

นี่เป็นการสะท้อนว่าทีมผู้สร้างหนังเรื่องนี้ไม่มีสิทธิ์ตามกฎหมายในการเล่าถึงผู้ที่เคยกล่าวหา Michael Jackson ในคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กปี 1993 ส่งผลให้เนื้อหาในช่วงเวลาที่มีความขัดแย้งรุนแรงที่สุดในชีวิตของ Michael Jackson ถูกโยนออกไปให้เป็นเรื่องของภาคต่อในอนาคต 

แม้ด้านหนึ่งเป็นการหลีกเลี่ยงความวุ่นวายที่ชาญฉลาดแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่ได้สะท้อนความเป็นจริง และมีความเป็นไปได้สูงว่าภาคต่อที่อาจจะตามมาก ก็คงไม่ได้เล่าประเด็นนี้อีกเช่นกัน 

ในด้านของการแสดง แม้ทั้งผู้ชมและนักวิจารณ์ต่างเห็นตรงกันว่า Jaafar Jackson หลานชายแท้ๆ ของ Michael Jackson สวมบทบาทได้อย่างไร้ที่ติ โดยเฉพาะการที่เขาสามารถเลียนแบบท่าทางและการเต้นจนเหมือนทำให้ Michael Jackson คืนชีพขึ้นมา 

ทว่าบทหนังกลับเลือกที่จะนำเสนอเขาในฐานะนักบุญผู้เปราะบางหรือชายหนุ่มผู้อ่อนโยนที่ถูกโลกรังแก 

นอกจากนี้หนังยังจงใจฉายภาพคฤหาสน์ Neverland ให้เป็นเพียงสรวงสวรรค์ของเด็กน้อยผู้โหยหาวัยเยาว์ที่หายไป โดยละเลยความซับซ้อนและแง่มุมที่น่าสงสัยซึ่งถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ 

การออกแบบตัวละครเช่นนี้ แม้ช่วยเรียกคะแนนสงสารจากผู้ชมทั่วไปได้เป็นอย่างดี แต่อาจดูเบาบางเกินไปสำหรับผู้ที่ต้องการทำความเข้าใจมนุษย์คนหนึ่งที่มีทั้งจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดอย่างที่ Michael Jackson เคยเผชิญ 

ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือการที่หนังเรื่องนี้เอาใจแฟนตัวจริงที่เชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของเขาแบบร้อยเปอร์เซ็นต์

โดยหนังไม่ได้พยายามอธิบายคดีความที่เกิดขึ้นในปี 2005 หรือข้อกล่าวหาในสารคดี Leaving Neverland เมื่อปี 2019 แต่เลือกที่จะทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าทุกคำติเตียนคือการกลั่นแกล้ง 

การเลือกใช้ผู้เขียนบทและทีมงานชุดเดียวกับหนัง Bohemian Rhapsody ยิ่งตอกย้ำว่าเป้าหมายของหนังคือการสร้างความประทับใจผ่านทัพเพลงดังและภาพลักษณ์ที่ดูดี เพื่อเอาใจแฟนๆ มากกว่าการเจาะลึกถึงตัวตนและความผิดพลาดอันเป็นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ 

ชัยชนะของหนัง Michael บนตาราง Box Office คือเครื่องยืนยันว่า สำหรับแฟนคลับตัวจริงกลุ่มใหญ่และผู้ชมทั่วไปแล้ว เพลงดังและตำนานนั้นมีค่าเกินกว่าจะถูกทำลายด้วยความจริงที่ยุ่งเหยิง 

ดังนั้นหนังเรื่องนี้จึงไม่ใช่หนังชีวประวัติที่เล่าเรื่องตามความเป็นจริง แต่มันถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความโหยหาของคนทั่วโลกที่อยากรำลึกถึง Michael Jackson ที่ถูกคัดกรองอย่างมากจากกองมรดก ซึ่งก็พิสูจน์แล้วถูกใจบรรดาแฟนตัวจริงของ “๋King of Pop”  

ทว่าในความสำเร็จนี้ก็แฝงไว้ด้วยความน่าเสียดาย เพราะหนังแทบไม่ได้ตีแผ่ความเป็น “มนุษย์” ที่มีเลือดเนื้อและเคยผ่านช่วงเวลาที่ผิดพลาด ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว แง่มุมที่ซับซ้อนเหล่านั้นต่างหากที่จะทำให้หนังมีความสมบูรณ์ / theguardian