ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลไทย ไม่มีนักเตะคนไหนจะประสบความสำเร็จและได้ถ้วยแชมป์ไปมากกว่า “ธีราทร บุญมาทัน” อีกแล้ว
ในวัย 36 ปี “โก๋อุ้ม” กวาดถ้วยแชมป์ไปแล้วทั้งหมด 38 รายการ เป็นนักฟุตบอลไทยที่ได้แชมป์มากสุดตลอดกาล
และยังติดอันดับ 4 ในลิสต์นักเตะที่คว้าแชมป์มากที่สุดของโลก จากการจัดอันดับของ Transfermarkt เว็บไซต์ฐานข้อมูลฟุตบอลที่ใช้อ้างอิงได้ของเยอรมนี
ข้อมูลนี้นับทุกรายการที่เป็นทางการทั้งในระดับสโมสรอย่างลีกในประเทศ บอลถ้วยในประเทศ บอลถ้วยระดับทวีป และถ้วยในระดับทีมชาติ
มีเพียง ลิโอเนล เมสซี (45 ถ้วย), มาร์กินญอส (43 ถ้วย) และดานี อัลเวส (41 ถ้วย) ที่เคยได้แชมป์มากกว่าธีราทร
แม้ว่าถ้วยแชมป์ของธีราทรอาจไม่ได้เป็นการเล่นในลีกระดับสูงสุดของโลกอย่างสามดาวดังในข้างต้น แต่ก็นับว่าเป็นถ้วยแชมป์ในรายการทางการเหมือนกัน และบันทึกเป็นสถิติได้เหมือนกัน
แต่กว่าจะมาถึงทุกวันนี้ เส้นทางของธีราทรไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ต้องมุ่งมั่นและต่อสู้อย่างหนักเพื่อผ่านอุปสรรคและบททดสอบทางจิตใจหลายต่อหลายครั้ง
.
🔴 วัยเด็กที่ต้องสู้
พื้นเพทางบ้านของธีราทรเป็นชาวจังหวัดนนทบุรี ไม่ได้ร่ำรวย แค่พอมีพอกิน ตอนเด็กไม่ได้เตะฟุตบอลเก่ง แต่ชื่นชอบกีฬา ที่บ้านเลยส่งไเข้าโรงเรียนกีฬาเพื่อช่วยประหยัดค่าเทอม
แต่ก็ต้องต่อสู้ ดิ้นรน และตั้งใจ เพื่อให้ได้เรียนต่อในโรงเรียนกีฬา
ต่อมาก็ได้ย้ายไปโรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี ภายใต้โครงการนักกีฬาช้างเผือก และเส้นทางฟุตบอลก็เริ่มต่อเนื่องมาตั้งแต่ตรงนั้น
จากโรงเรียนกีฬา ก็เริ่มติดทีมชาติรุ่นเยาวชน จนถึงเล่นฟุตบอลสโมสรระดับอาชีพ และติดทีมชาติชุดใหญ่ในเวลาต่อมา
.
🔴 2 นัด 2 ใบแดง
ย้อนกลับไปปี ค.ศ. 2011 ธีราทร ในวัย 21 ปี เผชิญบททดสอบครั้งใหญ่ในชีวิต
แฟนบอลไทยหลายคนน่าจะจำได้ดีกับเหตุการณ์ “2 นัด 2 ใบแดง”
นัดแรก เป็นเกมกับทีมชาติชุดใหญ่ รายการฟุตบอลโลก 2014 รอบคัดเลือก นัดออกไปเยือนซาอุดีอาระเบีย
นัดที่สอง เป็นรายการซีเกมส์ที่ประเทศอินโดนีเซีย
ประเด็นสำคัญคือสองใบแดงนี้เกิดขึ้นจากการลงเล่นทีมชาติไทย 2 นัดติดต่อกัน และเกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่วันเท่านั้น
แน่นอนว่าธีราทรได้รับเสียงวิจารณ์อย่างหนัก เป็นเหมือน “สนามอารมณ์” ท่ามกลางความผิดหวังของสื่อและแฟนบอล
ยิ่งยุคสมัยนั้นเริ่มมีโซเชียลมีเดียแล้ว เช่นเดียวกับเว็บบอร์ดในตำนานอย่าง Thailandsusu ทำให้แฟนบอลมีพื้นที่ระบายอารมณ์ และบางครั้งก็มีการใช้ถ้อยคำที่รุนแรง
ธีราทรเคยยอมรับตามตรงว่า ช่วงเวลานั้นเครียดหนัก เคยคิดจะเลิกเล่นให้ทีมชาติไปเลย
แต่โชคดีที่คนรอบข้างและครอบครัวช่วยเตือนสติ ให้มองย้อนกลับไปว่าสิ่งที่ต่อสู้มาตลอดทั้งชีวิตมีความหมายขนาดไหน จะยอมแพ้ตรงนี้ไม่ได้
ธีราทรก็ตั้งสติใหม่ ไม่ได้ย่อท้อ ตั้งใจปรับปรุงเรื่องอารมณ์ และมุ่งมั่นเรื่องพัฒนาฝีเท้าต่อไป โดยมีช่วงหายไปบวชเพื่อพึ่งธรรมะอยู่พักหนึ่ง
สุดท้ายก็ผ่านบททดสอบช่วงนั้นมาได้ เมื่อเวลาผ่านไปก็เปลี่ยนจากเสียงวิจารณ์ของสื่อและแฟนบอลให้กลายเป็นการยอมรับในฝีเท้าได้ในที่สุด
.
🔴 ย้ายทีมข้ามขั้ว
ธีราทรเป็นหนึ่งในนักเตะตัวหลักของ “บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด” และเป็นหนึ่งในนักเตะที่แฟนบอล “เมืองทอง ยูไนเต็ด” ไม่ได้ชื่นชอบเท่าไรนัก
ในเกมที่สองทีมนี้เจอกัน บางครั้งก็มีแฟนบอลเมืองทองตะโกนด่าธีราทรด้วยถ้อยคำหยาบคาย
จนกระทั่งช่วงหนึ่งประมาณปี 2016 มีข่าวลือต่างๆ ว่าธีราทรอาจย้ายออกจากบุรีรัมย์ มีปัญหาข้างในทีมพอสมควรเรื่องความคาดหวังสูง เพราะช่วงนั้นบุรีรัมย์มีเป้าหมายใหญ่ขึ้นในรายการระดับเอเอฟซี แชมเปียนส์ ลีก
สุดท้ายกลายเป็นเมืองทอง ทีมคู่ปรับ ซื้อตัวธีราทรด้วยค่าตัว 30 ล้านบาท เป็นดีลประวัติศาสตร์แห่งฟุตบอลไทย
การย้ายทีมในครั้งนี้ทำให้สถานการณ์พลิกกลับไปหมด
ในมุมของแฟนบอลบุรีรัมย์ จากที่เคยรักก็กลายเป็นเกลียดไปเลย
แฟนบอลเมืองทองก็รู้สึกเขินอยู่ในใจไม่น้อย เมื่อนักเตะที่เคยอยู่ฝั่งตรงข้าม เคยตะโกนด่า กลับมาอยู่ในทีมตัวเอง
ธีราทรก็ทราบเรื่องนี้ดี และพูดถึงแฟนบอลแบบติดตลกว่า จะเรียกด้วยคำด่าเหมือนเดิมไปก่อนก็ได้
แต่สิ่งที่การันตีให้ได้แน่นอน คือ จะทุ่มเท และทำผลงานให้เต็มที่ เพื่อให้แฟนบอลที่นี่กลับใจมาเชียร์ให้ได้
และสิ่งที่ตามมาก็คือผลงานในสนามจริงๆ เพราะธีราทรปรับเข้ากับทีมใหม่ได้อย่างรวดเร็ว ใช้เวลาไม่นานก็ชนะใจแฟนบอลได้แล้ว
.
🔴 สู้ต่อที่ญี่ปุ่น
ในฤดูกาล 2018 ธีราทรได้ออกไปเล่นในญี่ปุ่นกับ “วิสเซล โกเบ” เป็นการออกต่างแดนครั้งแรกในชีวิต
ทุกคนต่างฮือฮาที่ได้เห็นนักเตะไทยอยู่ทีมเดียวกับอดีตดาวดังระดับโลกอย่าง “อันเดรส อิเนียสตา” และ “ลูคัส โพดอลสกี”
แต่เส้นทางก็ไม่ได้สวยหรู เพราะมาตรฐานฟุตบอลไทยกับฟุตบอลญี่ปุ่นยังแตกต่างกันอยู่พอสมควร
นักเตะไทยที่เคยไปเล่นในญี่ปุ่นบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ต้องไปเริ่มใหม่หมด ต้องใช้เวลากว่าจะได้ลงสนาม
บางคนถึงขั้นต้องเริ่มฝึกใหม่ตั้งแต่พื้นฐานที่สุดของการเล่นฟุตบอลอย่างการจับบอล และแปบอล
เช่นเดียวกับความฟิตที่ต้องไปเร่งขึ้นเพื่อให้ได้เล่นอยู่บนเวทีลีกสูงสุดญี่ปุ่น
ธีราทรก็เคยยอมรับว่าเหนื่อยมาก และต้องปรับตัวหนักมากในช่วงแรก มีบางครั้งที่ขับรถไปถึงสนามซ้อมแล้วรู้สึกท้อ ไม่อยากลงไปซ้อม
แต่ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจ ธีราทรก็ได้เล่นในฤดูกาลแรกถึง 28 นัด ถือเป็นสถิติที่ดีสำหรับการย้ายไปครั้งแรก
ฤดูกาลต่อมาก็ได้ย้ายไป โยโกฮามา เอฟ มารีนอส ซึ่งครั้งนี้ก็ต้องไปสู้ใหม่อีกรอบ
แม้ในขั้นตอนการติดต่อเพื่อดึงตัวไปร่วมทีม ธีราทรอาจดูดีมีภาษีพอสมควร เพราะมารีนอสวางให้เป็นตัวเลือกแรกที่จะเซ็นสัญญาก่อนหน้าแคนดิเดตคนอื่น
แต่ถึงเวลาเริ่มฤดูกาลจริง สถานการณ์กลับไม่ง่ายเลย เพราะต้องไปปรับตัวเข้ากับทีมที่มีแนวทางการเล่นใหม่ ต้องใช้เวลาเร่งตัวเองอยู่พอสมควร
ช่วงแรกยังเป็นตัวสำรอง ได้แต่ดูเพื่อนเล่น โค้ชใช้นักเตะในตำแหน่งอื่นมาเล่นแทน
มีบางเกมที่ลงไปแล้วยังเล่นไม่ดี ไม่เข้าใจระบบ เกิดความผิดพลาดในการเล่น
แต่ธีราทรก็ไม่ได้ท้อ และสู้ต่อไปจนสามารถยึดตำแหน่งตัวจริงของทีม ก่อนจะจบฤดูกาลนั้นด้วยตำแหน่งแชมป์เจลีก
สร้างประวัติศาสตร์เป็นนักฟุตบอลไทยคนแรกที่คว้าแชมป์ลีกสูงสุดของญี่ปุ่น และยิงประตูให้ทีมในเกมนัดสุดท้ายที่ตัดสินแชมป์ด้วย
ในยุคนั้น ธีราทรก็ได้รับการยอมรับจากแฟนบอลและสี่ญี่ปุ่น โดยมีนิกเนมให้ว่า “บุญจัง”
.
🔴 ยังยืนหยัดในวัย 36 ปี
ธีราทรย้ายกลับมาเล่นในไทยอีกครั้งในปี 2022 แต่คราวนี้มาอยู่กับบุรีรัมย์ หลังจากเคลียร์ใจจากปมบาดหมางในอดีตไปหมดแล้ว
ในครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อนแล้ว เหตุผลหลักคือเรื่องอายุที่เข้าหลัก 30+ ซึ่งปกติแล้วจะเริ่มเป็นขาลงของนักฟุตบอลอาชีพ
แต่สิ่งที่ธีราทรพิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นก็คือ ยังมีความคงเส้นคงวา พร้อมที่จะลงเล่นในระดับสูงสุด และสร้างความแตกต่างให้กับทีมได้เสมอ
แม้ในยุคที่ไทยลีกเพิ่มโควตานักเตะต่างชาติให้ลงสนามได้มากขึ้น แต่ธีราทร ในวัย 36 ปี ก็ยังคงมีพื้นที่อยู่ในทีมบุรีรัมย์
ทุกสิ่งที่ทุกคนได้เห็นจะไม่มีทางเป็นไปได้เลยหากไม่มีความมุ่งมั่นและความมีวินัยในการทำงาน
เพราะการจะเล่นในระดับสูงด้วยวัย 30 กลางๆ ต้องใช้ความมุ่งมั่นและความมีวินัยอย่างสูงเพื่อดูแลสภาพร่างกายให้สามารถสู้คนอื่นได้
ถ้าหากไม่ดูแลตัวเอง ปล่อยปละละเลย หรือคิดแค่ว่าใกล้เลิกเล่นแล้ว เล่นรับเงินเดือนไปวันๆ ก็คงไม่มีที่ยืนในระดับสูง โดยเฉพาะสำหรับทีมที่เล่นเพื่อแชมป์อย่างบุรีรัมย์
.
สิ่งที่ธีราทรทำให้ทุกคนได้เห็นตลอดการเล่นฟุตบอลอาชีพ คือ ความมุ่งมั่นและจิตใจที่พร้อมต่อสู้อยู่ตลอดเวลา
ไม่ว่าจะเจออุปสรรค หรือสถานการณ์ไหน ก็พร้อมที่จะอดทนเพื่อเอาชนะให้ได้ทุกครั้ง
และที่สำคัญคือ จิตใจที่แข็งแกร่งก็นำมาสู่ผลงานที่ดีในสนาม โดยเฉพาะผลงานสำคัญเมื่อถึงนัดใหญ่ที่มีผลตัดสินแชมป์
เช่น ยิงประตูในนัดปิดฤดูกาลเจลีก 2019 ส่งมารีนอสได้แชมป์
ยิงประตูในนัดชิงอาเซียน คัพ 2022 พาทีมชาติไทยคว้าแชมป์เหนือเวียดนาม
ยิงประตูในนัดชิงชนะเลิศถ้วยสโมสรอาเซียน พาบุรีรัมย์คว้าแชมป์ 2 สมัยติดต่อกัน
ไม่แปลกที่ธีราทรจะชนะใจแฟนบอลไทย เช่นเดียวกับแฟนบอลญี่ปุ่น แม้จะย้ายกลับมาหลายปีแล้ว
