ใครที่เคยไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น คงจะคุ้นเคยกับสถานการณ์นี้ดี
เมื่อเข้าร้านอาหารหรือร้านค้าท้องถิ่น แล้วพบว่าพนักงานไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้
ต้องใช้ “ภาษามือ” หรือไม่ก็ต้องพึ่งพา “แอปพลิเคชันแปลภาษา” เพื่อแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า
ในความเป็นจริง ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ประชากรทั่วไปมีความสามารถด้านภาษาอังกฤษค่อนข้างต่ำ
อ้างอิงจากดัชนีความสามารถทางภาษาอังกฤษ (EF EPI) ล่าสุด ญี่ปุ่นอยู่ในอันดับที่ 96 ของโลก
ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 116
ทั้งสองประเทศอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความสามารถภาษาอังกฤษระดับค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับมาตรฐานโลก
แต่ญี่ปุ่นกลับเป็นประเทศในเอเชียที่ส่งออกนักฟุตบอลไปเล่นในยุโรปได้มากที่สุดด้วยจำนวนมากกว่า 100 คน
หากดูรายชื่อนักเตะทีมชาติญี่ปุ่นชุดลุยฟุตบอลโลก 2026 จะพบว่า จากทั้งหมด 26 คน มีเพียง 3 คนเท่านั้นที่เล่นอยู่ในบ้านเกิด
ส่วนที่เหลือค้าแข้งอยู่ในยุโรปทั้งหมด
คำถามสำคัญคือ ประเทศที่คนจำนวนมากยังไม่มั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษสามารถส่งนักเตะไปเล่นในยุโรปมากขนาดนี้ได้อย่างไร
เพราะถ้าไปแบบพูดไม่ได้ สื่อสารไม่ได้ ก็คงไม่มีที่ยืนอยู่ในยุโรปแน่นอน
ในที่นี้ จะข้ามเรื่องการพัฒนาทักษะและร่างกายกันไปก่อน
แต่จะมาดูเรื่อง “ทัศนคติ การปรับตัว และการฝึกภาษา” ที่เป็นส่วนสำคัญไม่แพ้กันในการไปเล่นต่างประเทศ
.
🔴 เป้าหมายส่งไปต่างแดนให้มากที่สุด
การที่นักเตะญี่ปุ่นไปยุโรปได้เป็นร้อยคน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
แต่เกิดจากเป้าหมายที่ชัดเจนของวงการฟุตบอลญี่ปุ่นทั้งระบบ คือ “ส่งนักเตะไปเล่นต่างประเทศให้ได้มากที่สุด”
เริ่มวางรากฐานกันตั้งแต่ระบบเยาวชน มีแมวมองคอยติดตาม สโมสรในเจลีกเองก็พร้อมจะ “ปล่อยตัว” เมื่อมีข้อเสนอจากยุโรปเข้ามา
ส่วนตัวนักเตะเองก็มีความ “ใจพร้อม” ที่จะออกไปเผชิญโลกกว้างเสมอ
ย้อนกลับไปช่วงทศวรรษ 1980 เริ่มจากรุ่นบุกเบิกอย่าง “คิง คาซู” คาซูโยชิ มิอุระ ที่ไปอยู่บราซิลตั้งแต่เป็นดาวรุ่ง
ต้องดิ้นรนทุกอย่าง รวมถึงการฝึกภาษาโปรตุกีสจนใช้ในการสื่อสารกับเพื่อนร่วมทีมได้
รุ่นต่อมาก็เป็นฮิเดโตชิ นากาตะ ไปเล่นในอิตาลี และฝึกพูดภาษาอิตาเลียนได้
ภาษาจึงเปรียบเหมือน “ประตูด่านแรก” ที่ทำให้นักเตะญี่ปุ่นได้รับการยอมรับภายในทีมเมื่อไปเล่นในยุโรป
ปัจจุบันมีนักเตะญี่ปุ่นกระจายตัวอยู่ในยุโรป ตั้งแต่ลีกใหญ่อย่างอังกฤษ เยอรมนี สเปน อิตาลี ฝรั่งเศส เช่นเดียวกับลีกรองอย่างเบลเยียม เนเธอร์แลนด์ และเดนมาร์ก
ประเด็นที่น่าสนใจคือ สมาคมฟุตบอลญี่ปุ่น (JFA) ถึงขั้นไปเปิดศูนย์ประสานงานอยู่ที่เมืองดุสเซลดอร์ฟ เยอรมนี
เพราะเป็นเมืองที่มีฐานคนญี่ปุ่นอาศัยอยู่มากที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป
ตั้งขึ้นมาเพื่อดูแล ประสานงาน และติดตามผลงานของนักเตะในยุโรปโดยเฉพาะ
เป็นตัวอย่างของการทำงานเชิงระบบที่ต้องการผลักดันอย่างจริงจัง ไม่ใช่ปล่อยให้แต่ละคนไปดิ้นรนกันเอง
.
🔴 ข้ามกำแพงภาษาด้วย “ทัศนคติ”
กลับมาที่เรื่องภาษาอังกฤษของคนญี่ปุ่นกันหน่อย
คะแนนโดยรวมของญี่ปุ่นอยู่ในระดับ “ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก”
มีเพียงทักษะการอ่านที่อยู่ในระดับ “ต่ำ” ส่วนที่เหลือ การฟัง พูด และเขียน อยู่ในระดับ “ต่ำมาก”
มายะ โยชิดะ อดีตกัปตันทีมชาติ เคยกล่าวถึงระบบการศึกษาของญี่ปุ่นไว้ว่า สอนภาษาอังกฤษเพื่อไว้ “สอบ” ไม่ได้มีไว้เพื่อ “สื่อสาร” ในชีวิตจริง ทำให้เป็นปัญหาสำหรับคนญี่ปุ่น
แล้วระบบฟุตบอลญี่ปุ่นแก้ปัญหานี้อย่างไร?
ส่วนหนึ่งก็มีการเตรียมความพร้อมตั้งแต่ระดับเยาวชน
เช่น เมื่อส่งชุดเด็กไปเล่นรายการที่ต่างประเทศ ทีมงานจะให้นักเตะได้ลองพูดคุย และติดต่อกับคนท้องถิ่นด้วยภาษาอังกฤษ เพื่อทลายกำแพงความกลัวตั้งแต่เด็ก
แต่สำหรับการเล่นระดับอาชีพ สิ่งที่ทำให้นักเตะญี่ปุ่นรอดมาได้คือ “ทัศนคติ” ที่พร้อมจะปรับตัว เรียนรู้ทั้งภาษาและวัฒนธรรม เพื่ออยากเข้ากับทีมให้เร็ว
บางคนก็ไม่ได้เก่งภาษาตั้งแต่แรก
เช่น ชินจิ คากาวะ สมัยย้ายไปแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังไม่คล่องภาษาอังกฤษ ก็ต้องไปฝึกและปรับตัวเพิ่มเติม
โคกิ โอกาวะ กองหน้าในชุดฟุตบอลโลก 2026 ที่เล่นอยู่ในเนเธอร์แลนด์ ก็ไปอยู่แบบไม่มีล่าม เพราะต้องการบังคับตัวเองให้ปรับตัวและฝึกภาษาให้เข้ากับทีมได้เร็วที่สุด
เคสุเกะ ฮอนดะ เป็นตัวอย่างของคนทะเยอทะยาน เพราะนอกจากภาษาอังกฤษ ยังสามารถพูดได้หลายภาษา เช่น อิตาเลียน สเปน และโปรตุกีส
ยูโตะ นากาโตโมะ ตัวเก๋าที่ยังติดทีมในบอลโลกครั้งนี้ สมัยค้าแข้งกับอินเตอร์ มิลาน ก็ปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมได้ดี และพูดอิตาเลียนได้คล่อง ถึงขั้นเคยได้รับความไว้วางใจให้สวมปลอกแขนกัปตันทีม
นอกจากนี้ยังมีบางคนที่เตรียมพร้อมล่วงหน้า และฝึกภาษาตั้งแต่เด็กเลย เพราะมีความฝันไปยุโรปตั้งแต่เริ่มเล่นฟุตบอล
เช่น เอจิ คาวาชิมะ อดีตผู้รักษาประตู เรียน 3 ภาษา คือ อังกฤษ อิตาเลียน และโปรตุกีส ตั้งแต่สมัยมัธยม
ต่อมาก็ได้ไปเล่นในเบลเยียม ประเทศที่มี 3 ภาษาราชการ ก็ได้ทักษะภาษาดัตช์และฝรั่งเศสเพิ่มมาอีก
หรือในรายของ ทาเคฟุสะ คุโบะ ที่เข้าไปอยู่ในทีมเยาวชนของ บาร์เซโลน่า ตั้งแต่ 10 ขวบ ก็สามารถพูดภาษาสเปนได้ตั้งแต่เด็ก
ในภาพรวม นักเตะญี่ปุ่นที่ไปเล่นยุโรปก็มีทั้งไปฝึกหรือปรับตัวเพิ่ม ไปบังคับตัวเองให้ต้องฝึก และกลุ่มที่เตรียมตัวไว้ล่วงหน้า
แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนมีเหมือนกัน คือ “ความมุ่งมั่น” ที่จะฝึกภาษาและปรับตัวให้ได้เพื่อก้าวข้ามเซฟโซนของตัวเอง
.
🔴 แล้วนักเตะไทยเป็นอย่างไรเมื่อไปเล่นต่างประเทศ?
ย้อนกลับไปยุคแรกสุด คือ วิทยา เลาหกุล คนไทยคนแรกในบุนเดสลีกา เยอรมนี
ยุคนั้นไม่มีล่าม ไม่มีผู้ช่วย ไม่มีเทคโนโลยีแบบในปัจจุบัน ต้องอาศัย “ใจสู้” จ้างครูมาสอนภาษา และต้องปรับตัวทุกอย่างด้วยตัวเองทั้งหมด
ในยุคต่อมา มีนักเตะที่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษดีอย่างธีรเทพ วิโนทัย ที่ไปเติบโตในอังกฤษตั้งแต่เด็ก
หรืออย่างกวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ ตอนไปเล่นในลีกเบลเยียม ก็สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี
แต่กรณีที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนและให้บทเรียนสำคัญ คือตอนที่ธีรศิลป์ แดงดา ย้ายไปอัลเมเรีย ในลาลีกา สเปน
ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าโจทย์ที่ธีรศิลป์ต้องเจอในตอนนั้นเป็นเรื่อง “ยากมาก”
เพราะเป็นการยืมตัวระยะสั้น และคนไทยไม่ได้มีพื้นฐานการเรียนภาษาสเปนเป็นภาษาที่สอง
หากจะให้เรียนถึงขั้นสื่อสารได้ ต้องใช้เวลาหลายเดือนหรือเป็นปี
ในยุคนั้นมีผู้สื่อข่าวคอยประกบช่วยสอนคำศัพท์พื้นฐานในสนามให้
แต่ในวันแถลงข่าวเปิดตัวที่ต้องพูดเป็นประโยคยาว ธีรศิลป์ต้องพูดภาษาไทยและใช้ล่ามแปล ซึ่งในสายตาของสื่อสเปนถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างแปลก
เพราะสโมสรในยุโรปมักคาดหวังให้นักเตะสื่อสารภาษาท้องถิ่นได้
อย่างในยุคนี้ ดูจากนักเตะอังกฤษที่ไปเล่นในสเปน เช่น เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ และแอนโธนี กอร์ดอน สามารถพูดภาษาสเปนเป็นประโยคยาวได้เลยตั้งแต่วันแรกที่เปิดตัว
ปัญหาใหญ่ของธีรศิลป์คือ ล่ามไม่สามารถลงไปวิ่งแปลภาษาในสนามซ้อม กลายเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญในการปรับตัวเข้ากับทีม
แต่ในปัจจุบัน มีตัวอย่างของคนที่ได้เตรียมตัวล่วงหน้า
คือ มูฮัมเหม็ด อุสมานมูซา นักฟุตซอลทีมชาติไทย ซึ่งสามารถสื่อสารภาษาสเปนในระดับที่ใช้ชีวิตได้จริง
ส่งผลให้สามารถปรับตัว จนสามารถสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์ลีกสเปนกับ Jimbee Cartagena
ส่วนกรณีของนักเตะไทยที่ไปเล่นในญี่ปุ่นถือเป็น “กรณีพิเศษ”
เพราะวงการฟุตบอลญี่ปุ่นมีระบบ “ล่าม” แบบเฉพาะตัว
เกิดขึ้นเพราะในอดีตญี่ปุ่นจ้างนักเตะต่างชาติเข้ามา แล้วรู้ตัวว่ามีช่องว่างทางภาษา จึงใช้ระบบให้มีล่ามที่สามารถลงไปอยู่กับนักเตะในทุกการซ้อมด้วย
ทำให้นักเตะไทยที่ไปญี่ปุ่น เช่น ธีราทร บุญมาทัน, ชนาธิป สรงกระสินธ์ หรือแม้แต่ธีรศิลป์ สามารถปรับตัวได้ง่ายกว่า
ยุคปัจจุบัน ก็เริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้นจากนักเตะรุ่นใหม่อย่างศุภณัฏฐ์ เหมือนตา ที่สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ตั้งแต่ไปเล่นในเบลเยียม
.
ความสำเร็จของนักเตะญี่ปุ่นในยุโรปไม่ได้เกิดจากความเก่งหรือพรสวรรค์ของนักเตะเพียงอย่างเดียว
แต่เกิดจาก “ระบบ” ที่พร้อมผลักดัน และปลูกฝัง “ทัศนคติ” ให้กล้าออกจากเซฟโซน
มาพร้อมกับมุมมองว่า “ภาษา” ไม่ใช่อุปสรรค แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้ปรับตัวและเข้าใจทีม เพื่อโอกาสที่ยิ่งใหญ่ในวันข้างหน้า
